ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 144 ธูปส่งวิญญาณ...จะสูดไม่สูด
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 144 ธูปส่งวิญญาณ...จะสูดไม่สูด
ผมมองดูผีพรายที่ค่อยๆ ไต่ขึ้นมาจากน้ำโดยไม่รู้สึกอะไรนัก
เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกหรือครั้งที่สองที่ผมเห็นสิ่งแบบนี้
ตั้งแต่จางเฉียงที่จมน้ำตาย ไปจนถึงผีพรายในทะเลสาบของโรงเรียนที่ต้องส่งวิญญาณด้วยการสั่งสมคุณความดีและสูบปราณต้นกำเนิด ผีพรายที่ผมเคยเจอมีอยู่หลายตนแล้ว
แต่เจ้าตนนี้ดูแตกต่างออกไปเล็กน้อย
ไอหยินบนร่างของมันหนากว่าปกติ ดวงตาก็เป็นสีดำสนิท
ผีที่มีดวงตาดำแสดงว่าเริ่มมีพลังอาฆาตแล้ว นั่นแปลว่าแรงแค้นของมันรุนแรงจนกลืนกินดวงตา
อาจารย์เคยบอกว่า ผีประเภทนี้บางตนยังมีสติหลงเหลืออยู่เล็กน้อย ยังรู้ว่าตนเองกำลังทำอะไร
ถ้าความเป็นคนยังไม่หมดไป หากรู้ผิดและยอมกลับใจก็ยังสามารถส่งไปเกิดใหม่ได้
แต่หากเต็มไปด้วยเจตนาฆ่าและยึดมั่นในความอาฆาตอย่างไม่ลดละ อย่างนั้นก็ต้องกำจัดสถานเดียว
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงจับตาดูผีพรายตนนี้อย่างใกล้ชิด ไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย
หากมันมีเจตนาจะทำร้ายใคร แล้วพุ่งเข้ามากัดจั่วต้าเหนียนหรือคนอื่นขึ้นมาคงเป็นเรื่องใหญ่แน่
เมื่อเห็นว่าผีพรายใกล้ขึ้นฝั่งแล้ว ผมหันไปบอกทุกคนรอบข้าง “พวกคุณอยู่ข้างหลังผม อย่าเข้ามาใกล้ วิญญาณของศพกำลังจะขึ้นมาบนฝั่งแล้ว”
ทั้งสามคนมองไม่เห็นวิญญาณ เห็นเพียงโซ่เหล็กดำที่ตึงไปยังผืนน้ำ
เมื่อได้ยินคำพูดของผม พวกเขาเริ่มตื่นตระหนก ถอยร่นไปอยู่ข้างหลังผมหมด
โดยเฉพาะจั่วต้าเหนียนกับซุนโหย่วยิ่งหลบไปไกล
ในสายตาของพวกเขา พื้นดินตรงริมตลิ่งเริ่มปรากฏรอยเท้าเปียกน้ำ
รอยเท้าเหล่านั้นเดินออกมาจากทะเลสาบ มุ่งตรงมาทางร่างของศพ
“รอยเท้า!” หวังเหมิ่งอุทานออกมาอย่างตกใจ
จั่วต้าเหนียนกับซุนโหย่วถึงกับพูดไม่ออก ใช้มือปิดปากแน่น ไม่กล้าหายใจแม้แต่น้อย
ผมยังคงกดมือลงบนศพ มองผีพรายที่กำลังย่างเท้าขึ้นมาแล้วพูดว่า “พวกเขาเพิ่งถูกลากขึ้นมาบนฝั่ง ตอนนี้จึงยังทิ้งรอยเท้าไว้ได้ แต่พอเขาพ่นไอเย็นในปากจนหมด สลายพลังน้ำที่ติดตัวได้ รอยเท้าก็จะหายไป…”
ผมเพิ่งพูดจบ ผีพรายตนนั้นก็พ่นไอสีดำออกมาจากปากทันที
ไอดำลอยกระจายไปตามลม รอยเท้าที่เหยียบอยู่บนตลิ่งก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว ราวกับถูกแดดเผาจนแห้งหายไปในพริบตา…
ผีพรายที่ขึ้นฝั่งมายังคงจับโซ่ไว้แน่น ค่อยๆ คลานเข้ามาใกล้ร่างศพทีละน้อย
แม้ดวงตาจะยังคงเป็นสีดำ แต่ผมสังเกตได้ว่าแววตาของมันเริ่มเลื่อนลอยเหมือนไม่แน่ใจ
จนกระทั่งมือของมันสัมผัสถึงเท้าของร่างศพนั่นเอง ก็หยุดนิ่งไป
ผมเองก็ละมือออกจากศพ ถอยหลังหนึ่งก้าว แล้วหยิบธูปยาวหนึ่งดอกออกมาจุดไฟ ก่อนปักไว้ที่ข้างๆ
ผีพรายตนนี้มีท่าทางไม่ต่างจากตอนที่หลี่เสี่ยวหมิ่นกลับมา
มันโน้มตัวพิงศพของตัวเอง แล้วพยายามจะนอนซุกกลับเข้าไปในร่างเดิม
แต่มันตายไปตั้งครึ่งเดือนแล้ว ศพก็เปื่อยยุ่ยไปหมด จะกลับเข้าไปได้อย่างไรกัน
ไม่ว่ามันจะพยายามนอนอย่างไร วิญญาณของมันก็ไม่อาจกลับเข้าสู่ร่างได้
ตอนนั้นเอง ผมก็เปิดปากกล่าว “ธุลีคืนสู่ธุลี ดินคืนสู่ดิน พี่ชายเอ๋ย ชะตาคนเรามีเกิดมีดับ คุณได้ตายไปแล้ว!”
ขณะพูด ผมควักกระดาษเงินกระดาษทองขึ้นมากำมือหนึ่ง แล้วโปรยใส่มัน
กระดาษโปรยปรายวูบวาบ ร่วงลงตรงหน้าผีพราย
และในตอนนั้นเอง ผีพรายที่พยายามจะซุกกลับเข้าไปในร่างศพก็ชะงักกะทันหัน
ดวงตาสีดำของมันสั่นไหว สีหน้าเริ่มบิดเบี้ยวแปลกประหลาด
“ตาย…ตายแล้ว? ฉัน…ฉันตายได้ยังไง ไม่ ฉันยังไม่ตาย ฉันยังไม่ตาย…”
พูดไปมันก็เอามือกุมศีรษะ แสดงท่าทีเจ็บปวดสับสนอย่างเห็นได้ชัด
ผมขมวดคิ้วทันที มือข้างหนึ่งวางอยู่บนกระบี่กระดูกปลาอย่างเตรียมพร้อม
ตามที่อาจารย์เคยสอนไว้ เวลานี้คือช่วงตัดสินว่าจะสามารถส่งวิญญาณตนนี้ได้หรือไม่
หากเขายอมรับว่าตัวเองตายแล้ว แล้วสูดควันจากธูปส่งวิญญาณเข้าไปหนึ่งคำ พลังอาฆาตในตัวก็จะจางลง
ดวงตาที่เคยดำสนิทจะค่อยๆ กลายเป็นสีเทา และสติสัมปชัญญะจะกลับคืน
เหมือนกับตอนที่จางเฉียงได้สติ แล้วส่งวิญญาณได้สำเร็จ
แต่ถ้าเขาไม่ยอมรับความตาย ยึดติดกับความอาฆาต เขาจะไม่สามารถสูดควันจากธูปส่งวิญญาณได้
ตอนนั้นพลังอาฆาตจะยิ่งทวีความรุนแรง กลายเป็นดุร้ายและกระหายเลือด
บางครั้งดวงตาสีดำอาจกลายเป็นขาว กลายสภาพเป็นวิญญาณอาฆาตโดยสมบูรณ์
ถ้าเป็นแบบนั้น ผมก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากกำจัดเขา
เพราะด้วยฝีมือของผมยังไม่อาจส่งวิญญาณอาฆาตได้
“ธุลีคืนสู่ธุลี ดินคืนสู่ดิน ชีวิตมีเกิดมีดับ พี่ชาย…ได้โปรดวางลงเถอะ!” ผมเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
เพราะความตายของเขานั้นเป็นความตายโดยไม่รู้เรื่องรู้ราว ผมจึงอยากให้โอกาสเขาอีกสักครั้ง
ผีพรายยังคงกุมศีรษะพลางร่ำไห้
“ตายแล้ว…ฉันตายแล้ว ตายแล้วจริงๆ …”
พูดได้เท่านั้น เขาก็ร้องไห้โฮออกมาอย่างควบคุมไม่อยู่ ก่อนจะทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง
และในตอนนั้นเอง ควันสีเขียวจากธูปส่งวิญญาณที่ผมปักไว้ข้างๆ ก็ลอยเข้าไปในจมูกของเขาโดยอัตโนมัติ
เมื่อเห็นภาพนี้ ผมโล่งใจขึ้นเล็กน้อย
รู้สึกว่าตัวเองสามารถลดการระวังลงได้บ้าง เพราะมันแสดงให้เห็นว่าผีพรายยอมรับความตายของตนแล้ว และปล่อยวางจากความอาฆาต
ดวงตาสีดำของเขาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเทาอย่างรวดเร็วท่ามกลางเสียงสะอื้น คราบน้ำบนร่างก็เริ่มลดลง
นี่แสดงว่าสามารถส่งไปได้แล้ว
หวังเหมิ่งที่อยู่ด้านหลังผม รวมถึงจั่วต้าเหนียนและซุนโหย่วที่อยู่ไกลออกไปต่างมองไม่เห็นผีพราย
พวกเขาทำได้เพียงมองผมพูดอยู่คนเดียว ตาเบิกกว้างเงียบงัน ไม่เอ่ยคำใด
ในขณะที่ผีพรายร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่นั้น ผิวน้ำของทะเลสาบพลันเกิดความเคลื่อนไหวขึ้น
ผมมองเห็นจากระยะไกล ศพอีกสองร่างโผล่ขึ้นมาจากน้ำ ห่างออกไปราวสิบเมตร
อาจารย์โผล่ขึ้นมาจากผิวน้ำครู่หนึ่ง แล้วก็ดำกลับลงไปอีกครั้ง
ผมไม่รู้ว่าอาจารย์ต่อสู้กับศพอาฆาตและวิญญาณร้ายพวกนั้นในน้ำอย่างไรบ้าง แต่มั่นใจได้เลยว่าไม่ใช่เรื่องง่ายแน่
เมื่อเห็นว่ามีศพลอยน้ำใหม่ขึ้นมา ผมก็หันไปเรียกหวังเหมิ่งทันที “พี่เหมิ่ง มีศพใหม่ลอยขึ้นมาอีกแล้ว ฝากพายเรือต่อหน่อยครับ”
หวังเหมิ่งพยักหน้า “ไม่มีปัญหา!”
จากนั้นผมก็หันไปพูดกับผีพรายที่ยังคงสะอื้นไม่หยุด
“พี่ชาย ใจเย็นๆ ก่อน อีกเดี๋ยวผมจะส่งคุณกลับไปหาครอบครัว”
เมื่อผีพรายได้ยินคำว่า “ครอบครัว” ก็เงยหน้าขึ้นมองผม
เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่พยักหน้าเบาๆ แต่ในดวงตาสีเทาคู่นั้นมีแววขอบคุณปนอยู่
ผมยิ้มบางๆ แล้วเดินตรงไปยังริมฝั่ง ก่อนจะขึ้นเรือลำเล็กอีกครั้ง
หวังเหมิ่งเริ่มพายเรือมุ่งหน้าไปยังทิศทางของศพลอยน้ำ
ตอนแรกเรือยังเคลื่อนได้ดี แต่พอออกจากฝั่งไปราวสี่ห้าเมตร ความเร็วก็เริ่มลดลง กลายเป็นเหมือนเดิม
หวังเหมิ่งต้องออกแรงมากกว่าปกติจึงจะสามารถพายเรือฝ่าทะเลสาบได้
ผิวน้ำกลับมาเชี่ยวกรากอีกครั้ง เสียงคลื่นกระทบเรือดัง “ตึงๆๆ” ไม่ขาดสาย
บางครั้งเสียงก็กระแทกแรงมาก ราวกับมีคนฟาดฝ่ามือเข้ากับแผ่นไม้ของเรือโดยตรง
ผมรู้ดีว่านี่คือฝีมือของพวกสิ่งชั่วร้ายใต้น้ำ
แต่ผมเองก็ไม่มีวิธีอะไรนัก ได้แต่ช่วยหวังเหมิ่งพายเรือ
ระยะทางแค่สิบกว่าเมตร พวกเรากลับใช้เวลากว่าเจ็ดถึงแปดนาที
พอเข้าใกล้ศพ ผมก็พบว่าเป็นนักประดาน้ำอีกแล้ว
ศพนอนคว่ำหน้าในน้ำเหมือนเดิมไม่ต่างจากก่อนหน้านี้
ผมจึงใช้วิธีเดิม
ใช้เชือกเกี่ยวศพเกี่ยวร่างศพไว้ แล้วออกแรงลากกลับ
แต่ศพลอยน้ำทั้งสองร่างไม่ต่างกันเลย ลากไม่ไปสักนิด
สุดท้ายต้องปล่อยไอศพออกก่อน แล้วตามด้วยขู่เล็กน้อย
ใช้กระบี่กระดูกปลาแทงลงไปไม่ยั้ง พอไอศพระบายออกไปบ้าง ก็ขู่เพิ่มอีกสองสามคำ เท่านี้ก็สามารถลากศพกลับมาได้
การรับมือกับศพสองร่างนี้ ผมกับหวังเหมิ่งเสียเวลาไปประมาณสิบห้านาที
หลังจากลากศพขึ้นฝั่งเรียบร้อยแล้ว ผมกำลังจะเริ่มประกอบพิธีเรียกวิญญาณ
แต่แล้ว เสียงน้ำสาด “ซ่าๆ” ก็ดังมาจากอีกฟากของท่าเรือ
พวกเราทุกคนหันไปมองตามเสียงนั้น พบว่าอาจารย์แบกศพสองร่างขึ้นมาจากทะเลสาบ แล้วเดินขึ้นฝั่งมาทั้งอย่างนั้น…