ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 145 เผยฝีมือ พลังอันยิ่งใหญ่ของอาจารย์
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 145 เผยฝีมือ พลังอันยิ่งใหญ่ของอาจารย์
เสียงที่ดังขึ้นกะทันหันทำให้พวกเราทุกคนหันไปมองยังอีกด้านหนึ่งของท่าเรือ
พอมองให้ชัด ก็เห็นอาจารย์ของผมเปียกโชกไปทั้งตัว มือข้างหนึ่งแบกศพไว้บนบ่า แล้วเดินขึ้นมาจากขั้นบันไดที่ทอดยาวลงทะเลสาบทีละก้าวอย่างมั่นคง
เสียงน้ำดังซ่าๆ ไม่หยุด ขณะอาจารย์แบกศพสองร่างไว้บนบ่าพลางเดินขึ้นฝั่งมา
ผมถึงกับยืนตะลึงค้างไปในทันที
จั่วต้าเหนียน ซุนโหย่ว และหวังเหมิ่งก็ไม่ต่างกัน ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็น
อาจารย์โยนศพทั้งสองร่างลงพื้นดัง “ตุ้บ! ตุ้บ!”
ตอนนั้นเองพวกเราถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่า ที่เอวของอาจารย์ยังมีแส้กระดูกงูที่ผมเคยให้ไว้มัดอยู่
อาจารย์กระชากแส้กระดูกงูแล้วออกแรงดึงกลับมาทางฝั่ง
“ซ่า!” เสียงน้ำสาดซัดดังขึ้นทันที คลื่นน้ำสูงเกือบหนึ่งเมตรซัดเข้ามายังเบื้องหน้าอาจารย์เหมือนกับคลื่นพยายามต่อต้านหรือแสดงอารมณ์ใส่เขา
แต่สิ่งที่พวกเราสนใจคือ ปลายอีกด้านของแส้กระดูกงูที่อาจารย์ดึงอยู่พันไว้กับข้อเท้าของศพอีกสี่ร่าง
ด้วยแรงดึงมหาศาลของอาจารย์ ศพทั้งสี่ร่างค่อยๆ ถูกลากขึ้นจากน้ำทีละนิด
“เอาจริงดิ!”
ผมเบิกตากว้าง เอ่ยออกมาโดยไม่รู้ตัว
อาจารย์ นี่มันจะ…ดุเดือดเกินไปหน่อยไหม
ลงน้ำไปคนเดียว แบกศพขึ้นมาสองร่างยังไม่พอ ยังลากศพอีกสี่ร่างมาด้วย!
พละกำลังน่ากลัวเกินไปแล้ว ช่างเหนือมนุษย์จริงๆ!
ปฏิกิริยาของผมยังถือว่าเบา
หวังเหมิ่ง จั่วต้าเหนียน และซุนโหย่วทั้งสามคนนั้นถึงกับอ้าปากค้างอย่างไม่เชื่อสายตา
ซุนโหย่วถึงกับตะโกนออกมาทันที
“สวรรค์! อาจารย์ซ่ง…อาจารย์ซ่งกลับมาแล้ว! แถมยังแบกศพมาด้วย!”
“ต้องมีพลังแค่ไหนกันถึงดำน้ำหาศพได้ ซ้ำยังลากศพหลายร่างกลับขึ้นฝั่งมาได้โดยไม่มีรอยขีดข่วนเลย?”
“นี่มัน…เก่งเกินไปแล้ว!”
“…”
ระหว่างที่ทั้งสามคนยังคงอึ้ง ผมรีบวิ่งตรงไปหาอาจารย์ทันที
“อาจารย์!”
อาจารย์ยกมือขึ้นเช็ดหน้า แล้วถอนหายใจหนึ่งเฮือก “แม่งเอ๊ย ไอ้ตัวใต้น้ำเก่งกว่าที่คิด ตอนนี้หาได้แค่นี้ เอาพวกมันไปวางรวมกัน เดี๋ยวค่อยประกอบพิธีเรียกวิญญาณทีเดียว ขอพักสักแป๊บ แล้วค่อยหาทางเอาศพที่เหลือขึ้นมา”
“ครับ!” ผมพยักหน้ารับคำ เต็มไปด้วยความเลื่อมใสในฝีมือของอาจารย์
พอมองไปยังศพหกร่างที่อาจารย์นำขึ้นมา รวมกับอีกสามร่างที่ผมลากขึ้นมาก่อนหน้านี้
ตอนนี้เราดำศพขึ้นมาได้เก้าร่าง ถือว่าเกินครึ่งแล้ว
หวังเหมิ่ง จั่วต้าเหนียน และซุนโหย่วรีบวิ่งตามมาสมทบ
“อาจารย์ซ่งยอดเยี่ยมมาก!”
“ลำบากอาจารย์ซ่งแล้ว เหนื่อยหน่อยนะครับ!”
“…”
อาจารย์โบกมือเบา ๆ พลางพูดว่า “เรื่องเล็กน่า เอาบุหรี่มาให้หน่อย ขอพักสักครู่ เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว!”
“นี่ครับๆ อาจารย์ซ่ง ผมมีฮวาจื่อ[1]พอดี!”
อาจารย์นั่งสูบบุหรี่อยู่ด้านข้าง งานขนย้ายศพจึงตกมาอยู่ที่ผมกับหวังเหมิ่งแทน
หวังเหมิ่งเป็นคนพูดน้อย ไม่ถามให้เปลืองคำ
เราสองคนช่วยกันยกศพหกร่างวางเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ
ในนั้นมีเด็กอยู่สองคน คนหนึ่งอายุราวสองถึงสามขวบ อีกคนห้าถึงหกขวบ
พูดตามตรง ผมทนเห็นศพเด็กไม่ได้
ถึงผมยังไม่แต่งงาน ยังไม่มีลูก แต่พอเห็นเด็กเล็กๆ ถูกฆ่าตายแบบนี้ ใจก็หายวูบอย่างห้ามไม่อยู่
อาจารย์พักได้ครู่หนึ่ง บุหรี่ก็มอดดับพอดี
เมื่อเห็นพวกเราจัดศพเรียบร้อยแล้ว ก็หันมาบอกผมว่า “เสี่ยวเจียง เอาธงเรียกวิญญาณมาให้ฉัน”
ผมรีบไปหยิบมายื่นให้ทันที
อาจารย์ถือธงไว้ในมือซ้าย มือขวาเริ่มผสานมุทราชุดหนึ่งอย่างรวดเร็ว ปากก็ร่ายคาถาเบาๆ ไม่หยุด
เสียงเบามากจนผมฟังแทบไม่รู้เรื่อง
แต่คงจะเป็นเวอร์ชันที่แข็งแกร่งกว่าของคาถาเรียกวิญญาณแน่ๆ
แต่ตอนจบ ยังเป็นคำร่ายเดิมที่ผมเคยใช้
“กายมีอายุ วิญญาณมีจิต ตายแล้วไฟมอด ดวงจิตยังสถิต ฟ้ามีเจ็ดดาวนำทาง แผ่นดินมีอาจารย์ชี้แนะ กลับมา!”
อาจารย์ร่ายเพียงแค่คำว่า “กลับมา” หนึ่งครั้ง ต่างจากผมที่ต้องร่ายถึงสามครั้ง
ทว่า คำเดียวของอาจารย์กลับส่งผลรุนแรงกว่าสามคำของผมถึงสิบเท่า
ทันทีที่เสียงร่ายของอาจารย์จบลง ลมวังเวงโหมพัดขึ้นรอบด้านอย่างฉับพลัน
ต้นไม้โดยรอบไหวสะท้าน ใบไม้แห้งปลิวว่อนเต็มท้องฟ้า
ถัดจากนั้น ผิวน้ำของทะเลสาบทั้งหมดก็เหมือนจะเดือดพล่านขึ้นมา
เสียงน้ำซัดกระทบกันอย่างต่อเนื่อง เรือท่องเที่ยวที่จอดนิ่งอยู่ริมท่าเริ่มโยกไหวอย่างรุนแรง
ไม่ใช่แค่หวังเหมิ่งหรือคนอื่นๆ แม้แต่ผมเองยังตกตะลึงในพลังของอาจารย์
อาจารย์ยังคงนิ่งสงบ มือซ้ายถือธงเรียกวิญญาณ ฟาดออกไปข้างหน้าเบาๆ หนึ่งครั้ง
เพียงเท่านั้น ลมวังเวงยิ่งโหมแรงขึ้น ในทะเลสาบก็เริ่มมีฟองอากาศผุดขึ้นดัง “ปุดๆ” อย่างต่อเนื่อง…
จากนั้น ศีรษะของวิญญาณแต่ละดวงก็ลอยขึ้นมาจากผิวน้ำ ผลุบๆ โผล่ๆ อยู่กลางทะเลสาบอันเดือดพล่าน ค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าหาฝั่ง
พวกนั้นคือดวงวิญญาณของศพที่ถูกอาจารย์เรียกกลับมา
แต่ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะต้องใช้โซ่เหล็กดำด้วยหรือไม่
อย่างไรก็ดี มีไว้ย่อมดีกว่าไม่มี อย่างน้อยก็ช่วยเร่งกระบวนการเรียกวิญญาณและลดภาระของอาจารย์ได้บ้าง
อาจารย์กำลังประกอบพิธีอยู่ ผมจึงไม่กล่าวอะไรให้รบกวน เพียงจุดเทียนเล่มหนึ่ง นำไปสอดผ่านห่วงสุดท้ายของโซ่เหล็กดำก่อนจะปักลงในร่องอิฐ แล้วโยนปลายอีกด้านลงในทะเลสาบ
อาจารย์เห็นผมทำเช่นนั้น แม้จะไม่ได้พูดอะไร แต่ก็พยักหน้าด้วยสีหน้าพึงพอใจ
แสดงว่าอาจารย์เห็นด้วยกับสิ่งที่ผมทำ
จากนั้น วิญญาณทั้งหลายที่ถูกเรียกก็เริ่มจับโซ่แล้วไต่ขึ้นฝั่งทีละดวง
หนึ่งดวง สองดวง สามดวง…
จนกระทั่งครบแปดดวง
วิญญาณทั้งแปดล้วนมีดวงตาสีดำ แม้กระทั่งสองดวงที่เป็นเด็กก็ไม่เว้น
ในจำนวนนี้ หกดวงมีพฤติกรรมเหมือนกับผีพรายที่ผมเรียกขึ้นมาก่อนหน้านี้ คือพยายามจะนอนซุกกลับเข้าไปในร่างของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าแต่ก็ไม่สำเร็จ ได้แต่ทำซ้ำอยู่อย่างนั้น
มีเพียงสองดวงเท่านั้นที่ยืนอยู่หน้าศพของตัวเองโดยไม่ขยับ เอาแต่ก้มศีรษะลงต่ำ
ผมรู้สึกได้ถึงไอเย็นจัดที่แผ่ออกมาจากทั้งสองดวงนี้
อาจารย์หยิบธูปส่งวิญญาณขึ้นมาหนึ่งกำแล้วจุดไฟ ก่อนจะกล่าวกับวิญญาณทั้งแปดดวงตรงหน้า
“ธุลีคืนสู่ธุลี ดินคืนสู่ดิน พวกแกตายไปแล้ว จงวางความยึดติดลง ยอมรับความจริงเถิด ผู้แสวงธรรมเช่นฉันสามารถพาพวกเจ้าไปสู่ห้วงแห่งวัฏฏะได้”
เมื่อพูดจบ อาจารย์ก็เป่าธูปส่งวิญญาณในมือทันที
ควันหนาทึบสายหนึ่งพุ่งตรงไปยังดวงวิญญาณทั้งแปด
ลมหายใจนั้นของอาจารย์ราวกับมีพลังบางอย่างแฝงอยู่ ควันธูปที่ลอดผ่านร่างวิญญาณแต่ละดวงดึงเอาหมอกดำออกมาจากภายในร่างของพวกนั้น
ดวงตาของผีหกตนจากแปดเปลี่ยนกลับเป็นสีเทา ไอเย็นและพลังอาฆาตจางหายไป
ทุกดวงวิญญาณเผยสีหน้าที่แตกต่างกันออกไปทันที
บางตนร้องไห้โฮ บางตนนิ่งค้างราวกับถูกตรึง บางตนมีแววตาสับสน และบางตนก็เต็มไปด้วยความตระหนกงุนงง
แต่มีเพียงสองดวงวิญญาณที่ยืนเงียบอยู่หน้าศพตัวเองตั้งแต่ขึ้นฝั่งจนถึงตอนนี้เท่านั้นที่ไม่เปลี่ยนแปลงเลย
แม้ควันจากธูปส่งวิญญาณจะพัดผ่าน แต่กลับไม่สามารถขจัดพลังอาฆาตของพวกมันได้แม้แต่น้อย
ตรงกันข้าม พลังอาฆาตที่แผ่ออกมาจากพวกมันกลับทวีความรุนแรงขึ้น
เห็นได้ชัดว่าไม่สามารถส่งวิญญาณสองดวงนี้ไปได้อีกแล้ว
แม้พวกเขาจะตายด้วยความอยุติธรรมหรือด้วยความโหดร้าย แต่หากกลายเป็นวิญญาณอาฆาตแล้ว อย่างไรก็ไม่อาจยอมรับได้
สำหรับพวกเราที่ทำงานสายนี้ พวกมันต้องถูกกำจัดเท่านั้น
ใครที่ใจอ่อน ใครที่อยากทำตัวเป็นพระแม่พระบิดาเมตตาเกินเหตุ ก็เตรียมใจตายได้เลย
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงไม่ลังเลแม้แต่น้อย ดึงกระบี่กระดูกปลาออกมาทันที
เพียงแค่คำสั่งเดียวจากอาจารย์ ผมก็พร้อมจะพุ่งเข้าจัดการวิญญาณสองตนนี้ทันที
อาจารย์เห็นผมตั้งท่าพร้อมก็แค่นเสียงเย็นในลำคอ จากนั้นก็ขว้างกำธูปส่งวิญญาณในมือลงพื้น ขี้เถ้ากระจัดกระจายเต็มไปหมด
“หมายความว่าไง ไม่อยากไปงั้นเหรอ”
[1] ฮวาจื่อ เป็นชื่อเล่นของบุหรี่ยี่ห้อจงฮวา ซึ่งเป็นบุหรี่ระดับพรีเมียม เป็นตัวแทนของผู้ใหญ่มีระดับในจีน