ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 152 กลางหมอก นางผู้นั้นโกรธแล้ว
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 152 กลางหมอก นางผู้นั้นโกรธแล้ว
ศพสองร่างนั้นดูเหมือนเกาะอยู่ท้ายเรือ แต่ในอีกมุมหนึ่งก็เหมือนกำลังดันเรือให้เคลื่อนไปข้างหน้า
เมื่อผมหันกลับไปมองวิญญาณคนงานเรือที่กำลังพายเรือเต็มแรง แม้จะดูเหมือนพวกมันออกแรงพายอย่างหนัก แต่จริงๆ แล้วไม้พายของพวกมันไม่ได้สัมผัสผิวน้ำเลยแม้แต่น้อย
ถ้ามองด้วยตาเปล่าจะเห็นชัดว่าไม้พายแทบไม่ขยับด้วยซ้ำ
พอเห็นชัดเจน ผมก็เข้าใจทันที
ที่เรือสามารถแล่นไปได้นั้นไม่ใช่เพราะแรงพายของพวกมันเลย แต่เป็นเพราะศพสองร่างนั้นที่อยู่ท้ายเรือกำลังช่วยดันอยู่
และศพทั้งสองก็คือร่างจริงของสองวิญญาณคนงานเรือนั่นเอง
ผมรู้สึกตกใจอยู่เล็กน้อย แต่ไม่ได้พูดอะไร
เมื่อหันไปมองอาจารย์ ท่านเหมือนจะรับรู้ได้ถึงสายตาผมจึงหันกลับมาสบตา
ผมส่งสัญญาณด้วยสายตาไปทางศพที่ท้ายเรือ
อาจารย์เพียงแค่ส่ายหน้าช้าๆ เป็นเชิงบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง
ทุกอย่างอยู่ในการควบคุมของท่านแล้ว
เรือของเราค่อยๆ แล่นเข้าสู่กลางทะเลสาบ
หมอกในส่วนกลางของทะเลสาบหนากว่ารอบนอกมาก
เมื่อเราเข้าใกล้มากขึ้น จึงพบว่าหมอกที่ปกคลุมอยู่ไม่ใช่หมอกธรรมดา แต่เป็นไอหยินที่เข้มข้นจนกลั่นตัวเป็นหมอก
ไอหยินนี้ปกคลุมพื้นที่ศูนย์กลางของทะเลสาบด้านนอกเอาไว้
หากในทะเลสาบนี้ยังมีวิญญาณอยู่ก็น่าจะปรากฏอยู่ในเขตนี้มากที่สุด
ความเร็วของเรือช้าลงเรื่อยๆ
ผีคนงานทั้งสองที่พายเรือดูเหมือนจะเริ่มเหนื่อยมากขึ้น
แต่ไม่นานนัก พวกเราก็เข้าสู่ใจกลางหมอก
และทันทีที่เข้ามาในเขตนี้ ผิวน้ำที่เดิมทีนิ่งสงบเริ่มเกิดความปั่นป่วน
ผิวน้ำเริ่มซัดกระแทกกับเรืออย่างต่อเนื่องดัง “ซ่าๆๆ” ไม่หยุด
รอบๆ ผิวน้ำก็มีฟองน้ำปุดขึ้นเป็นหย่อมๆ
เสียง “ปุดๆ” ดังขึ้นพร้อมกับไอหมอกสีดำที่ลอยขึ้นมาจากน้ำ
นั่นคือพลังอาฆาต มีวิญญาณอาฆาตอยู่ใต้น้ำแน่นอน
และเมื่อน้ำเริ่มปั่นป่วน ก็เหมือนมีปลาตัวใหญ่กำลังว่ายวนรอบเรือของพวกเรา
เรือเริ่มโคลงเคลงอย่างรุนแรง
วิญญาณคนงานทั้งสองที่พายเรืออยู่เริ่มไม่สงบนิ่ง แววตาของพวกมันเผยความตึงเครียดออกมา
วิญญาณร่างสูงที่อยู่บนเรือของอาจารย์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาเหมือนคนจะสิ้นลม “ประธานจั่ว ด้านหน้าไปไม่ได้ครับ…”
น้ำเสียงยังคงเชื่องช้าชวนขนลุก แต่ครั้งนี้กลับมีแววตื่นตระหนกเจืออยู่ในน้ำเสียงนั้นด้วย
อาจารย์หันกลับมาถามทันที “ทำไมถึงไปไม่ได้”
วิญญาณร่างสูงจ้องมองอาจารย์ แล้วพูดช้าๆ เหมือนเดิม “นางผู้นั้นนั่นไม่ยอมให้ผ่าน! นางไม่ให้พวกเราเข้าไป…”
เมื่อได้ยินคำว่า “นางผู้นั้น” ผมกับอาจารย์ถึงกับเบิกตากว้าง
ต้นตอของเรื่องทั้งหมดที่ทะเลสาบหนานเทียน คือเหตุการณ์ที่ผู้หญิงคนหนึ่งฆ่าตัวตายด้วยการกรีดข้อมือแล้วกระโดดน้ำ
นางผู้นั้นที่วิญญาณคนงานพูดถึงน่าจะเป็นหญิงสาวที่กระโดดน้ำฆ่าตัวตายเมื่อสี่ปีก่อน
คิดได้ดังนี้ ผมถามทันทีว่า “นางผู้นั้นไหน”
วิญญาณหัวล้านที่อยู่บนเรือผมรีบเสริมขึ้นว่า “ก็คือนางผู้นั้นนั่นแหละ โหดมาก... ชอบกัดคน…”
อาจารย์ลูบเคราเบาๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่เลียนแบบประธานจั่วได้อย่างสมบูรณ์ “ทั้งทะเลสาบหนานเทียนนี่เป็นของฉัน! ฉันคือประธานของแหล่งท่องเที่ยวหนานเทียน! มีตรงไหนที่ฉันไปไม่ได้บ้าง รีบพายเข้าไปเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นก็ไสหัวไปซะ ไม่ต้องมาทำงานอีก!”
พูดจบ อาจารย์ปลดปล่อยพลังปราณออกมา กดดันวิญญาณทั้งสองอย่างเด็ดขาด
สองวิญญาณคนงานรับรู้ได้ถึงอำนาจอันน่ากลัวของอาจารย์ ประกอบกับใบหน้าภายนอกที่ยังเป็นประธานจั่ว พวกมันจึงทำได้เพียงพยักหน้าอย่างหวาดกลัว
“ครับ…ครับ…”
เสียงแหบแห้งยืดยานของพวกมันลอยวนไปทั่วผืนน้ำ พร้อมกับเร่งฝีพายให้เร็วขึ้น
เรือของเราจึงแล่นลึกเข้าไปในม่านหมอกต่อ
และยิ่งเข้าไปลึกเท่าไร ผิวน้ำของทะเลสาบก็ยิ่งปั่นป่วนมากขึ้น
เรือเริ่มโคลงเคลงอย่างรุนแรง
ใต้ท้องเรือยังมีเสียง “ปังๆๆ” เหมือนมีมือมาตบเรือจากด้านล่าง
พื้นไม้เรือถึงกับสั่นสะเทือนเหมือนจะถูกทุบจนแตกได้ทุกเมื่อ…
ผมกวาดตามองไปรอบผืนน้ำ นอกจากจะมีคลื่นกระเพื่อมเป็นระลอกแล้ว ยังมีเงาดำหลายสายแหวกว่ายอยู่ใต้น้ำ
นั่นคือวิญญาณใต้น้ำ คลื่นที่พัดซัดและกระแสปั่นป่วนทั้งหมดเป็นฝีมือของพวกมันทั้งนั้น
เรือของผมกับอาจารย์ลอยเคียงกันไปแบบคู่ขนาน
อาจารย์ยืนบนดาดฟ้า ไม่ขยับแม้แต่นิด ไม่ว่าจะคลื่นแรงแค่ไหน เรือโครงเครงเพียงใด ท่านก็ยังยืนนิ่งมั่นคงไม่สะท้าน
มีเพียงผมเท่านั้นที่ต้องพยายามทรงตัวอย่างหนักเพื่อไม่ให้เสียหลักตกลงไปในน้ำ
เรือของเราแล่นฝ่าหมอกไปอย่างเชื่องช้า ความเร็วค่อยๆ ลดลง
วิญญาณคนงานเรือทั้งสองที่พายอยู่นั้นดูเหนื่อยล้าขึ้นเรื่อยๆ
แม้ไม้พายจะไม่ได้สัมผัสกับผิวน้ำจริง แต่ทุกครั้งที่พายออกไป ไม้พายกลับโค้งงอราวกับต้านแรงมหาศาล
วิญญาณคนงานทั้งสองเริ่มอ่อนแรง พลังวิญญาณของพวกมันลดลงอย่างเห็นได้ชัด เหมือนใกล้จะหมดแรงตายอีกครั้ง
พวกมันพยายามร้องขอพัก บอกว่าพายต่อไม่ไหวแล้ว แต่ก็ถูกอาจารย์ปฏิเสธไปหมด
ผมล่ะนับถืออาจารย์จริงๆ ทำให้วิญญาณอาฆาตต้องมาใช้งานแรงแทนพวกเรา
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ผมกับอาจารย์เริ่มมองเห็นเงาของเรือลำเล็กลำหนึ่งอยู่รางๆ กลางม่านหมอก
เรือลำนั้นเป็นสีเหลือง รูปร่างคล้ายเป็ด
ดูเหมือนจะเป็นเรือสำหรับเล่นน้ำหรือเรือท่องเที่ยว
แต่เรารู้ดีว่า เวลานี้ทั้งผืนน้ำของทะเลสาบหนานเทียนไม่มีเรือท่องเที่ยวเหลืออยู่เลย
ที่ยังเหลืออยู่มีเพียงเรือขจัดซากสองลำของพวกเราเท่านั้น
เรือสีเหลืองรูปเป็ดลำนั้นต้องไม่ธรรมดาแน่
สีหน้าที่สงบนิ่งของอาจารย์พลันเปลี่ยนไปทันทีเมื่อเห็นเรือลำนี้
“แม่ง… เจอสักที!”
เมื่อผมได้ยินเสียงอาจารย์ก็มองไปที่เรือลำนั้นทันทีด้วยความระแวดระวัง
ส่วนวิญญาณคนงานที่พายเรือกลับแสดงท่าทีหวาดกลัวทันที
“เรือของนางผู้นั้น!”
“เข้าไปไม่ได้… นั่นคือเรือของนางผู้นั้น!”
สองวิญญาณคนงานเรือเอ่ยออกมาด้วยความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด ซ้ำยังเอ่ยประโยคเดิมซ้ำไปซ้ำมา
ทำให้วิญญาณอาฆาตหวาดกลัวได้ ก็พอจะจินตนาการออกแล้วว่า ‘นางผู้นั้น’ ที่พวกมันพูดถึงนั้นโหดร้ายขนาดไหน
แต่อาจารย์กลับต่อว่าพวกมันอีกสองสามคำ แล้วสั่งให้เร่งพายต่อไป
ภายใต้แรงกดดันจากอาจารย์ วิญญาณทั้งสองจึงยอมพายต่ออย่างฝืนใจเต็มที่
ดูแล้วถึงกับต้องออกแรงจนแทบหมดตัว
ตอนออกจากฝั่ง พวกมันยังมีไอวิญญาณอาฆาตลอยรอบตัว แต่ตอนนี้แทบไม่มีเหลือให้เห็น ถูกเรากดดันจนแทบหมดสิ้น
ต้องยอมรับเลยว่าการที่อาจารย์เลือกใช้ยันต์แทนชะตาเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องมาก
ขนาดวิญญาณยังหมดแรงขนาดนี้ ถ้าให้พวกเรามาพายเองคงหมดแรงตั้งแต่ยังไม่ทันเห็นศพหรือเจอผีด้วยซ้ำ
แต่ตอนนี้มีแรงงานฟรี แถมยังใช้ได้อย่างสบายใจ
ทว่าวิญญาณทั้งสองก็ดูเหมือนจะถึงขีดจำกัดแล้ว พลังวิญญาณถูกใช้ไปจนเกลี้ยง
พายไปได้ไม่ถึงสามเมตรก็ได้ยินเสียง “พลัก พลัก”
ไม้พายของเรือทั้งสองลำหักจมหายลงไปใต้น้ำ ศพที่คอยดันท้ายเรือทั้งสองร่างก็จมหายตามลงไปพร้อมกัน
ใบหน้าของวิญญาณทั้งสองซีดเผือดขึ้นมาอย่างชัดเจน
พวกมันรีบย่อตัว เอามือกุมศีรษะด้วยความตื่นตระหนก
“นางผู้นั้น… นางผู้นั้นมาแล้ว!”
“นางโกรธแล้ว! โกรธแล้วจริงๆ!!”
อาจารย์เลิกคิ้ว ยังไม่ทันได้ออกคำสั่งใดต่อ จู่ๆ คลื่นลูกใหญ่ก็พัดซัดเข้ามาบนผิวน้ำ
เสียง “ตูม” ดังลั่น เรือของเราถูกคลื่นซัดอย่างรุนแรง
ไม่เพียงเท่านั้น บริเวณผิวน้ำโดยรอบยังมีฟองน้ำผุดขึ้นไม่หยุดราวกับน้ำกำลังเดือด ชวนให้รู้สึกหลอนอย่างบอกไม่ถูก
และท่ามกลางน้ำที่ปั่นป่วนนี้เอง เราได้เห็นมือสีขาวซีดปรากฏขึ้นทีละข้าง
มือเหล่านั้นลอยขึ้นจากใต้น้ำอย่างช้าๆ เคลื่อนเข้าหาเรือของพวกเราอย่างไม่หยุดยั้ง
เสียง “ตูม” ดังสนั่นอีกครั้ง คลื่นใหญ่ซัดกระแทกใส่เรือ
เรือทั้งสองลำสั่นไหวอย่างบ้าคลั่งราวกับจะพลิกคว่ำได้ทุกเมื่อ
ที่ห่างออกไปยังมีวังน้ำวนก่อตัวขึ้นพร้อมกับเสียงแปลกประหลาด “อู้ๆๆ” ดังมาเป็นระยะ
ตอนนี้ผมตึงเครียดสุดขีด เพราะไม่เคยจับผีในน้ำมาก่อน ทำได้เพียงพยายามรักษาสมดุลร่างกายให้มั่นคงเท่านั้น…
แต่อาจารย์กลับหัวเราะเสียงเย็นออกมาเบาๆ
“เสี่ยวเจียง เอาตาข่ายสะกดศพออกมา เตรียมโยนตาข่ายได้”
สิ้นเสียงอาจารย์ ผมรีบตอบรับทันที “ครับอาจารย์!”
แต่ยังไม่ทันขาดคำ คลื่นลูกใหญ่อีกลูกก็ซัดเข้ากระแทกข้างลำเรือ
“ตูม…”
คราวนี้คลื่นแรงกว่าเดิม น้ำสาดกระเซ็นเปียกเสื้อผ้าผมกับอาจารย์จนชุ่ม
ยันต์แทนชะตาที่แปะอยู่บนอกเราทั้งคู่โดนน้ำจนเปียกชุ่มเช่นกัน ทำให้พลังของยันต์สลายหายไป
เมื่อไม่มียันต์ปกป้องอีกต่อไป สองวิญญาณคนงานเรือที่อยู่บนเรือก็เห็นความจริงชัดเจนทันที
ดวงตาสีขาวซีดของพวกมันเบิกกว้าง แววตาเปลี่ยนเป็นดุดันน่ากลัว
จากนั้นก็พูดออกมาด้วยเสียงแหบพร่า
“พวกแกไม่ใช่ตัวจริง…”
“ไสหัวไปจากเรือของฉันเดี๋ยวนี้…”
สองวิญญาณเผยสีหน้าเหี้ยมเกรียม ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นมา
ระหว่างพูด พวกมันก็อ้าปากที่ราวกับอ่างเลือด เผยให้เห็นฟันแหลมคมเต็มปาก