ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 151 คณะผู้บริหาร พายเรือไปไหนกัน
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 151 คณะผู้บริหาร พายเรือไปไหนกัน
จั่วต้าเหนียนกับซุนโหย่ว ทั้งสองตัวสั่นเพราะความหนาว
หลังจากแปะยันต์เรียบร้อยแล้ว อาจารย์เห็นทั้งคู่ยังตัวสั่นไม่หยุด จึงกล่าวขึ้นว่า “เอาล่ะ ต่อจากนี้ไม่มีอะไรให้พวกคุณทำแล้ว ไปพักรอข่าวในอาคารก็พอ ที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉันกับศิษย์ก็แล้วกัน”
พูดจบ จั่วต้าเหนียนก็พยักหน้าพลางพูดด้วยเสียงสั่นเครือ “ดี…ดีครับ…”
“อาจารย์ซ่ง อาจารย์เสี่ยวเจียง งั้น…งั้นฝากด้วยนะครับ ประธานจั่ว เราไปรอข้างในกัน… หนาวจริงๆ”
ว่าจบ ทั้งสองคนพากันเดินกลับไปทางอาคาร
หวังเหมิ่ง หัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยพยักหน้าให้ผมกับอาจารย์ แล้วเดินตามไปด้วย
ในที่สุด ตรงนี้ก็เหลือเพียงผมกับอาจารย์สองคน
ผมหันไปมองจั่วต้าเหนียนกับซุนโหย่วที่ถึงกับเดินตัวสั่น แล้วเอ่ยถามอาจารย์เสียงเบา “อาจารย์ ไอเย็นรอบๆ นี้หนักก็จริง แต่ยังไงตอนนี้ก็หน้าร้อน พวกเขาไม่น่าจะหนาวขนาดนั้นนี่ หรือว่าเป็นเพราะยันต์ที่เราติดอยู่?”
ผมยังพูดไม่ทันจบ อาจารย์ก็หันมามองผมด้วยแววตาลึกซึ้ง
“สายตาไม่เลวนี่นา มองออกได้ขนาดนี้เลยเหรอ ยันต์ที่พวกเราใช้ไม่ใช่ยันต์ตัวแทนธรรมดา จะว่าไปแล้ว มันคือเวอร์ชันอัปเกรดของยันต์ตัวแทน เรียกว่า ‘ยันต์แทนชะตา’ จะเหมาะกว่า”
“ยันต์แทนชะตา?” ผมอุทานด้วยความประหลาดใจ แค่ได้ยินชื่อก็รู้แล้วว่ายันต์นี้ไม่ธรรมดา
อาจารย์พยักหน้าช้าๆ “ใช่ เมื่อยันต์นี้มีผล ผีภายนอกจะไม่สามารถจดจำรูปลักษณ์ของจั่วต้าเหนียนกับซุนโหย่วได้อีก จะคิดว่าพวกเราคือพวกเขา หากจะล้างหรือชำระแค้นก็จะมาหาเราแทน แม้แต่โชคร้ายก็จะตามติดผู้ใช้ยันต์นี้มาด้วย
“เมื่อยันต์ติดอยู่กับตัว ก็เท่ากับพวกเราเป็นโล่รับเคราะห์แทนคนอื่น คนบางคนที่ทำชั่วก็ใช้ยันต์ลักษณะนี้แหละ ไปให้ผู้อื่นรับกรรมแทนตัวเอง
“แต่ยันต์แบบนี้ ถ้าจะใช้งานต้องแลกกับ ‘ปราณหยางบริสุทธิ์’ ในร่างกายจำนวนหนึ่ง และเมื่อปราณหยางลดลง คนก็จะหนาวง่ายเป็นธรรมดา”
ที่แท้ยันต์ที่แปะอยู่นี่ คือยันต์แทนชะตานั่นเอง…
หากในทะเลสาบนี้มีวิญญาณอาฆาตที่มีความแค้นฝักลึกกับสองคนนี้ พวกมันจะพุ่งเข้าหาเราทันทีที่เราแปะยันต์นี้
แต่เมื่อคิดถึงเป้าหมายของเราก็ไม่มีอะไรต้องกลัว
สิ่งที่กลัวที่สุดคือวิญญาณพวกนั้นหลบอยู่ในน้ำไม่ยอมออกมา
ถ้าเป็นเช่นนั้น การเก็บศพหรือปราบผีจะกลายเป็นเรื่องยากทันที
“เตรียมพร้อมหรือยัง” อาจารย์ถามผมขึ้นมากะทันหัน
ผมได้สติก็รีบตอบกลับไปว่า “ผมไม่มีปัญหาครับ อาจารย์”
“ถ้าไม่มีปัญหาก็ดี ลงไปแล้วอย่ากลัวสองตนนั่น ให้คิดว่าพวกมันเป็นเพียงลูกจ้างชั้นล่าง ส่วนพวกเราเป็นหัวหน้า ยิ่งเรามีอำนาจเหนือกว่าก็ยิ่งกดข่มพลังอาฆาตของพวกมันได้ ทำให้พวกมันยอมเชื่อฟัง คอยพายเรือให้เรา แบบนั้นเราจะประหยัดพลัง แล้วเข้าใกล้กลางทะเลสาบได้ง่ายขึ้น…”
อาจารย์พูดอย่างจริงจัง
ผมเองก็ตั้งใจจดจำรายละเอียดทุกอย่างให้ขึ้นใจ
เมื่อแน่ใจว่าเตรียมการเรียบร้อย อาจารย์ก็พาผมเดินลงจากถนน มุ่งหน้าสู่ท่าเรือขจัดซาก
เดินออกไปราวสิบก้าวก็เริ่มมองเห็นท่าเรือแล้ว
ผมมองเห็นสองเงาร่างที่ยืนอยู่บนเรือแต่ละลำตั้งแต่ไกลใต้แสงฟ้าเรืองรอง
พวกมันยืนนิ่งในเรือของตัวเอง ร่างกายเต็มไปด้วยไอหมอกดำจางๆ
อาจารย์แค่มองแวบเดียวก็กล่าวขึ้นว่า “เป็นวิญญาณอาฆาตจริงๆ และพลังอาฆาตก็ไม่เบาเสียด้วย ไปกันเถอะ”
พูดจบ อาจารย์ก็เดินนำหน้าไปก่อน
ผมเดินตามหลังอย่างระมัดระวัง เต็มไปด้วยความตื่นตัว
เมื่อเราค่อยๆ เดินเข้าใกล้ สองวิญญาณนั้นเงยหน้าขึ้นมาพร้อมกัน
แต่ครั้งนี้ สีหน้าทื่อๆ ของพวกมันกลับมีบางอย่างเปลี่ยนไป
คราวก่อนที่พวกมันเห็นผม สีหน้าเหมือนศพ ไม่มีแม้แต่แววตา
แต่ตอนนี้ พอเห็นผมกับอาจารย์เดินมาใกล้ พวกมันกลับมีแววหวาดกลัวเล็กน้อยบนใบหน้า ซ้ำยังไม่เอียงคอถามราคา ไม่พูดถึงยี่สิบเอ็ดสิบห้าอะไรนั่นอีก กลับกลายเป็นเอ่ยทักทายเราด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแทน
“สวัสดีครับ ประธานจั่ว!”
“สวัสดีครับ ผู้จัดการซุน!”
เสียงพวกมันอ่อนแรงจนเหมือนจะสิ้นลม ทำเอาผมรู้สึกขนลุกไปทั้งตัว
ผมไม่ตอบอะไร แต่อาจารย์ที่เดินนำอยู่ข้างหน้ากลับทำหน้าเคร่งเครียด เดินพุ่งเข้าไปด้วยท่าทีเกรี้ยวกราด
สองวิญญาณอาฆาตเห็นพวกเราเดินเข้าใกล้ก็เหมือนจะรู้สึกถึงโทสะ กลิ่นอาย และอำนาจที่แผ่ออกมาจากอาจารย์
ยิ่งเมื่อเห็นว่าอาจารย์ปลอมตัวเป็นประธานจั่ว ซึ่งในอดีตสองตนนี้เคยเป็นเพียงคนงานเรือขจัดซากในแหล่งท่องเที่ยว ยิ่งทำให้พวกมันรู้สึกเกรงกลัวอย่างเห็นได้ชัด
ไม่นาน พวกเราก็เดินมาถึงหน้าเรือขจัดซากทั้งสองลำ
สองวิญญาณอาฆาตที่เคยเป็นคนงานบนเรือยืนตัวตรงเหมือนเด็กที่ทำผิด ก้มหน้านิดๆ ไม่กล้าสบตาเรา
อาจารย์มองพวกมันทั้งสองทีหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเสียงเย็น “วันนี้เวรพวกแกใช่ไหม”
“ใช่ครับ!”
“ใช่ครับ ประธานจั่ว วันนี้เก็บซากหมดแล้วครับ”
สองวิญญาณตอบอย่างตรงไปตรงมา
ในสายตาพวกมัน อาจารย์คือประธานจั่วผู้เป็นเจ้าสูงสุดของแหล่งท่องเที่ยวหนานเทียน ทรงอำนาจเกินกว่าที่ลูกจ้างชั้นล่างอย่างพวกมันจะต่อต้านได้
“มีคนแจ้งมาว่าพวกแกรับงานเถื่อน เรียกเก็บเงินคนละยี่สิบเอ็ด สิบห้าจริงหรือเปล่า” อาจารย์ถามขึ้นอีกครั้ง
สิ้นคำถามนั้น วิญญาณทั้งสองถึงกับตัวสั่น ส่ายหัวเหมือนกลองป๋องแป๋งไม่หยุด
ขนาดผมเห็นเองกับตายังไม่อยากเชื่อเลยว่านี่คือวิญญาณอาฆาตที่เคยดูน่ากลัว
ดูเหมือนความกลัวพ่อลูกครูอาจารย์เจ้านายจะเป็นสัญชาตญาณฝังลึกของทุกชีวิต
ต่อให้กลายเป็นผีก็ยังคงอยู่ไม่เสื่อมคลาย…
แน่นอนว่า นอกจากหน้าตาจะเหมือนแล้ว อำนาจและบารมีก็ต้องถึงด้วย
ฝีมือของอาจารย์นั้นไม่ต้องพูดถึง แค่มือเดียวก็สามารถบดขยี้พวกมันได้
การปลอมตัวเป็นเจ้านายของพวกมันก็เพื่อให้ควบคุมวิญญาณทั้งสองได้ง่ายขึ้นเท่านั้น
หากเป็นประธานจั่วตัวจริงที่ไม่มีพลังวิชา ต่อให้มาเองก็ไม่มีทางทำให้พวกมันหวาดกลัวได้
เมื่อเห็นพวกมันส่ายหน้า อาจารย์ก็กล่าวต่อ “ไม่ก็ดีไป ตอนนี้ฉันกับผู้จัดการซุนจะออกตรวจบนทะเลสาบ พวกแกช่วยพายเรือให้เราหน่อย”
สองวิญญาณได้ยินก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อย ตอบกลับแทบจะทันที
“ได้เลยครับ!”
เสียงที่เอ่ยออกมานั้นยืดยาน ไร้ชีวิตชีวา
อาจารย์กระโดดขึ้นเรือไปทันที พร้อมกับส่งสัญญาณให้ผมขึ้นอีกลำหนึ่ง
ผมไม่ลังเล กระโดดตามขึ้นไป
ทันทีที่ผมจัดกระเป๋าเครื่องมือให้เข้าที่เรียบร้อย วิญญาณหัวล้านที่อยู่กับผมหันมาถามว่า “ผู้จัดการซุน จะให้พายไปที่ไหนครับ”
ผมหันไปมองอาจารย์
อาจารย์ตอบทันที “ไปกลางทะเลสาบ!”
“ครับผม!”
วิญญาณทั้งสองตอบรับอย่างพร้อมเพรียง จากนั้นก็กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาเหมือนคนจะขาดใจ “ท่านซุน น้ำมันหมดครับ ผมจะใช้ไม้พายแทน”
เสียงพูดของผีนั้นอ่อนแรงจนเหมือนหายใจไม่ทัน ฟังแล้วทำเอาผมรู้สึกอึดอัดไปหมด
“ได้ จะพายไปก็แล้วแต่” ผมตอบกลับไป
เจ้าผีหัวล้านหยิบไม้พายขึ้นมาเริ่มพายอย่างช้าๆ อยู่ด้านหลัง
ผีที่อยู่กับอาจารย์ก็เริ่มพายเช่นกัน
เวลานั้น ผิวน้ำของทะเลสาบหนานเทียนด้านนอกเต็มไปด้วยหมอกบางๆ
ยิ่งเข้าใกล้ใจกลางทะเลสาบ หมอกยิ่งหนาทึบ
ลมเย็นเยียบพัดวูบวาบมาจากผิวน้ำเป็นระยะ ความเย็นแผ่ซ่านเข้าไปถึงกระดูก
ผมยืนบนเรือ จ้องมองรอบด้านด้วยความระแวดระวัง
แต่อาจารย์กลับดูสงบนิ่ง เพียงแค่ยืนเฉยๆ อย่างมั่นคง
จู่ๆ ผมก็เหลือบไปเห็นบางอย่างผิดปกติที่ท้ายเรือของอาจารย์
ผมเห็นเหมือนมีร่างคนเกาะอยู่ท้ายเรือ
หัว ไหล่ และเท้าของร่างนั้นจมอยู่ในน้ำ มีเพียงมือที่บวมเป่งเพราะแช่น้ำนานทั้งสองยื่นมาดันท้ายเรือ เหนือผิวน้ำเผยให้เห็นเพียงแผ่นหลังของเสื้อเล็กน้อยเท่านั้น
เหมือนกับมันกำลังช่วยดันเรือจากใต้น้ำ
ถ้าไม่สังเกตดีๆ จะคิดว่าเป็นเพียงถุงพลาสติกติดท้ายเรือเท่านั้น
แต่ผมแน่ใจว่านั่นคือศพ…
พอเห็นภาพนั้น ผมหันไปมองท้ายเรือของตัวเองทันที พบว่าเรือของผมเองก็มีเหมือนกัน
ปัจจุบันพวกเราดึงขึ้นมาได้แล้วเก้าศพ เหลืออีกห้าศพที่ยังไม่เจอ
ตอนนี้ปรากฏออกมาอีกสองร่างแล้ว ซ้ำยังอยู่ตรงท้ายเรือที่ผมกับอาจารย์โดยสารอยู่.