ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 154 กลับไปก่อน สถานการณ์เริ่มรุนแรงขึ้น
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 154 กลับไปก่อน สถานการณ์เริ่มรุนแรงขึ้น
อาจารย์พูดเพียงไม่กี่คำก็ทำให้ผมเข้าใจถึงความน่ากลัวของ ‘สุ่ยกุ้ย’
มันคือผีดิบประเภทหนึ่ง หรือให้พูดตรงๆ ก็คือผีดิบในน้ำ
มันสามารถเคลื่อนไหวในน้ำได้อย่างคล่องแคล่ว ซ้ำยังสามารถบันดาลคลื่นลมให้รุนแรงได้ นับเป็นภัยอันตรายใหญ่หลวงในหมู่ปีศาจน้ำ
ตั้งแต่โบราณกาล เหล่าชนชั้นปกครองต่างเคยโยนกระถางมังกร[1]หรือวัวเทพ[2]ลงแม่น้ำ หรือแขวนดาบจักรพรรดิ์เทียนจื่อ[3]และกระจกสัมฤทธิ์[4]เพื่อสะกดปีศาจน้ำ ซึ่งวัตถุเหล่านี้ส่วนมากก็เพื่อจัดการกับสุ่ยกุ้ยนั่นเอง
แค่นี้ก็รู้แล้วว่าสุ่ยกุ้ยนั้นร้ายกาจเพียงใด
ถ้ามันปรากฏขึ้นมาจริงๆ จะรับมือได้ยากมาก
บนบกเรายังพอจัดการได้ แต่พออยู่ในน้ำเรากลับถูกจำกัดไปหมด
ในขณะที่ผมยังตกใจอยู่นั้น จู่ๆ คลื่นลูกใหญ่ก็ซัดเข้ามา
“ซ่า…!”
เรือของผมโคลงเคลง กราบซ้ายจมลงไปในน้ำ
ร่างผมโอนเอนจนเกือบจะตกลงไปในทะเลสาบ
โชคดีที่ผมตั้งสติทันจึงยืนทรงตัวได้
แต่สิ่งที่ผมคาดไม่ถึงคือ แม้ผมจะยืนมั่นคงแล้ว เรือกลับยังเอียงจนร่างของผมใกล้กับผิวน้ำเกินไป
ทันใดนั้นเอง มือข้างหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากน้ำ คว้าจับข้อเท้าของผมแน่น
แล้วดึงผมลงไปใต้น้ำทันที…
“ไอ้เปรต!” ผมตกใจจนร้องออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ
ผมพยายามถีบเต็มแรง แต่กลับพบว่าฝ่ายตรงข้ามจับแน่นเกินไปจนถีบอย่างไรก็ไม่หลุด
มือนั้นดึงข้อเท้าของผมอย่างแรงไม่หยุด
ผมล้มลงไปบนดาดฟ้าเรือ แล้วใช้มือข้างหนึ่งจับกราบเรือแน่นเพื่อไม่ให้ถูกลากลงน้ำ ขณะเดียวกันก็พยายามถีบมือที่จับข้อเท้าของผม
“เสี่ยวเจียง!” อาจารย์ตกใจร้องเสียงดัง ก่อนจะกระโดดขึ้นมาบนดาดฟ้าเรือของผมทันที
“กล้าทำร้ายลูกศิษย์ฉัน รนหาที่ตาย!”
เขาพูดพลางคว้ากระบี่ไม้ท้อที่อยู่บนเรือ แล้วฟันลงไปอย่างแรง
“ฉับ!” เสียงดังพร้อมเลือดดำพุ่งกระเซ็น
มือที่จับข้อเท้าของผมถูกฟันขาดทันที และร่วงลงบนดาดฟ้าเรือ
ศพลอยน้ำตัวนั้นก็จมลงใต้น้ำอย่างรวดเร็ว
แต่อาจารย์ไม่มีทางปล่อยมันหนีไปแน่
“คิดว่าจะหนีได้เหรอ”
เขาโยนตาข่ายสะกดศพในมือออกไปทันที
“ซ่า!”
“เก็บ!”
ตาข่ายสะกดศพในทะเลสาบหดรัดอย่างรวดเร็ว
เชือกที่ต่อกับตาข่ายถูกกระตุกดึงอย่างแรง แสดงว่าจับอะไรได้แล้ว
ผมลุกขึ้นมายืนสำรวจข้อเท้า
มีรอยช้ำสีม่วงดำปรากฏขึ้น แต่ไม่ได้เป็นอะไรมาก
“ขอบคุณอาจารย์ สร้างปัญหาให้ท่านอีกแล้ว” ผมพูดด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดเล็กน้อย
แม้ผมจะระวังตัวอย่างดี แต่คลื่นใหญ่นั้นทำให้ผมยืนไม่มั่นคงจริงๆ ศพลอยน้ำใต้น้ำก็ฉวยโอกาสโจมตีผมทันที
แต่อาจารย์กลับหัวเราะเบาๆ “เรื่องเล็กน่ะ ตอนอาจารย์อายุเท่านายยังไม่เคยลงน้ำเลยด้วยซ้ำ”
พูดจบ อาจารย์ดึงเชือกตาข่ายกลับอย่างแรง
“ซ่า…!”
ศพลอยน้ำอีกตัวถูกดึงขึ้นมาจากน้ำ แล้วตกลงบนดาดฟ้าเรือเสียงดัง “ตุบ”
ศพตัวนี้มีผิวซีดขาวจากการแช่น้ำนาน แต่ร่างกายกลับเหี่ยวแห้งยิ่งกว่าตัวก่อนๆ ไอศพที่ปล่อยออกมาก็หนาแน่นกว่ามาก
เมื่อเห็นศพถูกดึงขึ้นมาบนเรือ ผมไม่รอให้อาจารย์สั่ง รีบหยิบตะปูตอกโลงเดินตรงเข้าไป แล้วตอกลงที่หน้าผากของศพทันที
เลือดดำพุ่งกระเซ็น รูจมูกมีเลือดไหล ศพลอยน้ำที่ลืมตาอยู่พลันหลับตาลง ปากเหมือนจะพ่นลมหายใจสุดท้ายออกมา
อาจารย์เห็นดังนั้น สีหน้าก็เคร่งเครียดทันที
“ทะเลสาบแห่งนี้เกิดปัญหาใหญ่แล้วจริงๆ เจ้านี่เป็นแค่ตัวเล็กๆ แต่กลับเริ่มมีปราณแล้ว ตัวที่ทำให้เกิดคลื่นใหญ่นั่นคงร้ายกาจยิ่งกว่านี้อีก”
“อาจารย์ ต่อไปเราควรทำยังไงดี”
ผมมองดูคลื่นลมที่กำลังกระหน่ำอยู่รอบๆ รับรู้ถึงไอหยินและไอศพบนผิวน้ำที่หนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ และที่ไกลออกไป ยังมีเรือท่องเที่ยวสีเหลืองลำหนึ่งที่ปรากฏให้เห็นรางๆ พร้อมกับความรู้สึกหนักอึ้งที่เกิดขึ้นในใจ
อาจารย์สูดหายใจลึก จากนั้นกล่าวขึ้นว่า “สถานการณ์ร้ายแรงกว่าที่อาจารย์คิดไว้มาก นายนำสามศพนี้กลับขึ้นฝั่งไปก่อน เรื่องที่เหลือปล่อยให้อาจารย์จัดการเอง นายไปรอที่ฝั่งก็พอ” อาจารย์พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ไม่มีทีท่าล้อเล่นเลยแม้แต่น้อย
ผมรู้ดีถึงขีดจำกัดของตัวเอง มาที่นี่ก็แค่เพื่อช่วยเหลืออาจารย์เท่านั้น
ในเมื่อตอนนี้สถานการณ์เริ่มยากเกินจะรับมือ หากผมอยู่ต่อก็มีแต่จะเพิ่มปัญหาให้อาจารย์ ดังนั้นจึงไม่ได้โต้แย้งอะไร
ผมพยักหน้า “อาจารย์ ระวังตัวด้วยนะครับ”
อาจารย์พยักหน้าตอบรับ พลางหยิบของสองสามอย่างออกมาจากกระเป๋าอุปกรณ์บนเรือของผม
กระบี่ไม้ท้อ กระจกแปดทิศ และตะขอเหล็กดำ
สุดท้ายเขาเก็บตาข่ายสะกดศพ ก่อนจะกัดปลายนิ้วแล้ววาดยันต์ลงบนดาดฟ้าเรืออย่างรวดเร็ว
ผมไม่รู้ว่ายันต์นั้นคือยันต์อะไร แต่พอวาดเสร็จ ตัวอักษรยันต์ก็ประทับลงบนดาดฟ้าเรือราวกับทาสีแดงเอาไว้ แม้น้ำในทะเลสาบจะซัดขึ้นมาบนเรือก็ไม่อาจลบเลือนยันต์นี้ไปได้
เมื่อทำทุกอย่างเสร็จ อาจารย์ก็กระโดดกลับไปบนเรือของตนเอง จากนั้นยกศพลอยน้ำทั้งสองจากเรือของเขา แล้วโยนลงบนดาดฟ้าเรือของผม
“เสี่ยวเจียง ยันต์จะคุ้มครองนาย รีบกลับไปเถอะ เรื่องที่เหลือปล่อยให้อาจารย์จัดการเอง”
“อาจารย์ ท่านต้องระวังตัวนะ!” ผมกล่าวย้ำอีกครั้ง
อาจารย์พยักหน้ารับอีกครั้ง ก่อนยกเท้าถีบท้ายเรือของผมเต็มแรง
เรือของผมพุ่งออกไปด้านหน้าทันที
ผมนั่งอยู่บนเรือ มองดูอาจารย์ที่ค่อยๆ ห่างออกไปเรื่อยๆ
ผมไม่พูดอะไรให้เสียเวลา ยิ่งไม่คิดจะสร้างปัญหาให้อาจารย์อีก รีบหยิบไม้พายที่หักขึ้นมาพายเต็มแรง เพื่อเร่งความเร็วเรือ
เรือเคลื่อนตัวไปอย่างมั่นคงด้วยความเร็วสม่ำเสมอ นี่คงเกี่ยวข้องกับยันต์ที่อาจารย์วาดไว้แน่นอน ไม่เช่นนั้นคงไม่ราบรื่นขนาดนี้
ด้วยความเร็วระดับนี้ ใช้เวลาไม่เกินยี่สิบนาทีก็น่าจะกลับถึงฝั่งได้
เงาของอาจารย์ค่อยๆ จางหายไปในหมอกและเริ่มพร่ามัว
แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีเสียงดัง “ตูม!” จากด้านหลัง ตามด้วยเสียงน้ำกระเซ็นดัง “ซ่า!”
ผมมองไม่เห็นสถานการณ์ชัดเจน แต่รู้แน่ว่าการต่อสู้ต้องดุเดือดมาก
อาจารย์คงเริ่มใช้วิชาจัดการกับศพลอยน้ำและวิญญาณร้ายในน้ำแล้ว
ผมนั่งอยู่บนเรือ ยังคงเคลื่อนตัวผ่านหมอกไปเรื่อยๆ
พลางคิดในใจว่ารีบกลับขึ้นฝั่งก่อนแล้วค่อยว่ากันอีกที…
แต่ผมกลับสังเกตเห็นว่า แม้คลื่นที่นี่จะไม่รุนแรงนัก แต่เรือกลับเคลื่อนตัวช้าลงเรื่อยๆ
หมอกรอบๆ ยังคงหนาแน่นเหมือนเดิม และดูเหมือนจะยิ่งหนาแน่นขึ้นไปอีก
พอมองย้อนกลับไปอีกครั้ง ผมไม่เห็นเงาของอาจารย์แล้ว
ผมรู้สึกถึงลางไม่ดี รีบพายเรือต่อไปไม่หยุด
แต่เรือกลับเคลื่อนที่ได้ช้ามาก ไม่สามารถเพิ่มความเร็วได้เลย
นอกจากนี้ หมอกรอบข้างยังหนาขึ้นเรื่อยๆ
ยันต์ที่อาจารย์วาดไว้บนดาดฟ้าเรือเริ่มเรืองแสงสีแดงเข้ม
ผมมองไปรอบๆ และมองไปที่ผิวน้ำ
แม้จะดูสงบดี แต่ไอวิญญาณกลับกระจายไปทั่ว
ตอนนี้ ต่อให้ใช้เท้าคิดก็รู้ว่าวิญญาณร้ายต้องกำลังตามผมมาแน่ๆ
มันคงรู้ดีว่าอาจารย์ไม่ใช่คนที่จะยุ่งได้ง่ายๆ จึงเลือกมารังแกคนอ่อนแออย่างผมแทน
แต่ด้วยยันต์ที่อาจารย์ทิ้งไว้ให้ ขอแค่ผมรักษาสติให้มั่นคงและยังอยู่บนเรือที่กำลังเคลื่อนตัวช้าๆ นี้ อีกประมาณสิบกว่านาทีก็น่าจะกลับขึ้นฝั่งได้อย่างปลอดภัย
ดังนั้น ผมจึงเฝ้าระวังอย่างเต็มที่ มองไปรอบๆ อย่างไม่วางตา เตรียมการป้องกันอย่างดีที่สุด
มือซ้ายถือแส้กระดูกงู มือขวาถือกระบี่กระดูกปลา ด้านหลังแบกร่มปรภพ บนฝ่ามือยังได้วาดสัญลักษณ์สายฟ้าไว้ล่วงหน้าแล้ว
แม้พลังโจมตีจะไม่มาก แต่สำหรับการป้องกันตัวเองนั้นถือว่าเพียงพอแน่นอน
เรือยังคงแล่นผ่านหมอกหนาทึบอย่างช้าๆ เบื้องหลังผมมองไม่เห็นอาจารย์อีกต่อไปแล้ว แต่ยังได้ยินเสียงน้ำดัง “ซ่าๆ” และบางครั้งยังมีเสียงร้องแปลกๆ ของวิญญาณร้ายดังขึ้นเป็นครั้งคราว
แต่เสียงเหล่านั้นเบามากราวกับถูกแยกออกจากผมโดยสิ้นเชิง
นอกจากนี้ หมอกรอบตัวก็หนาแน่นยิ่งขึ้นไปอีก ทำให้ระยะการมองเห็นเหลือน้อยกว่าสิบเมตร
ความเร็วของเรือลดลงจนช้ามาก เหลือเพียงไม่กี่เซนติเมตรต่อวินาที
ในเวลานั้นเอง เรื่องที่น่ากังวลที่สุดก็เกิดขึ้น
ผมมองเห็นได้รางๆ ว่า เบื้องหน้ามีเรือเป็ดสีเหลืองลำหนึ่งกำลังเคลื่อนที่เข้ามาหาผมอย่างช้าๆ …
[1] กระถางมังกร มังกรในวัฒนธรรมจีนถือเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นตัวแทนของอำนาจฟ้าและน้ำ จึงเชื่อว่าการใช้สัญลักษณ์มังกรสามารถควบคุมหรือปราบภัยจากปีศาจน้ำได้
[2] วัวเทพ วัวถือเป็นตัวแทนของพลังหยางและความอุดมสมบูรณ์ ตามตำนานจีนโบราณ วัวเทพถูกใช้เพื่อสะกดสิ่งชั่วร้ายหรือพลังร้ายที่มาจากโลกใต้พิภพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังหยินหรือปีศาจน้ำที่มีพลังมหาศาล
[3] ดาบจักรพรรดิเทียนจื่อ มีความหมายเชิงสัญลักษณ์แสดงถึงอำนาจอันสูงส่งของฮ่องเต้ หรือผู้ปกครองที่ได้รับพรจากสวรรค์ ใช้เพื่อแสดงความศักดิ์สิทธิ์ ความชอบธรรม และอำนาจในการขับไล่หรือปราบปรามสิ่งชั่วร้าย
[4] กระจกสัมฤทธิ์ คนจีนเชื่อว่า กระจกสัมฤทธิ์สามารถสะท้อนหรือขจัดสิ่งชั่วร้ายได้ เนื่องจากโลหะสัมฤทธิ์ถือว่ามีพลังหยางที่แข็งแกร่ง สามารถขับไล่พลังหยินหรือพลังชั่วร้ายได้