ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 156 ทะลวงฝ่า ท่ามกลางการปิดล้อม
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 156 ทะลวงฝ่า ท่ามกลางการปิดล้อม
ผีพรายเบื้องหน้าถูกผมแทงทะลุปาก ปักตรึงอยู่บนดาดฟ้าเรือ
มันส่งเสียง “อู้ๆ อาๆ” อยู่ครู่หนึ่ง ดิ้นรนอยู่สองสามที
ผมกระชับกระบี่กระดูกปลา เหวี่ยงมือไปด้านข้าง ผ่าปากของมันออกโดยตรง
ผีพรายตัวนั้นกรีดร้องโหยหวน แล้วพลันแปรสภาพเป็นดวงไฟวิญญาณหายวับไป
ผมสูดลมหายใจลึก ดูดกลืนปราณต้นกำเนิดที่หลงเหลืออยู่ของมันมาเสริมเติมให้กับพลังปราณที่ตนใช้ไป
ตัวผมเพิ่งจะบรรลุขั้นพรจิตเท่านั้น แต่กลับสามารถสู้สองต่อหนึ่ง ซ้ำยังสังหารผีพรายได้หนึ่งตัว
สาเหตุหลักเป็นเพราะบรรดาอาวุธเวทบนตัวผม ซึ่งมีบทบาทอย่างมหาศาล
กระบี่กระดูกปลาที่สลักอักขระสิบแปดอักษรกดข่มพลังหยินพลังอาฆาตได้อย่างรุนแรง
ร่มดำที่เสี่ยวอวี่มอบให้กันน้ำกันไฟ กันมีดกันกระบอง กระทั่งยังมีเอฟเฟกต์ ‘สะท้อนกลับ’ ทำให้ผมมีโอกาสสังหารได้อย่างสวยงาม
ผมยันกายลุกขึ้น มือข้างหนึ่งถือกระบี่กระดูกปลา อีกข้างถือร่มดำ สีหน้าดุดัน
‘ตราบใดที่ยังมีร่มนี้อยู่และไม่ตกลงน้ำ ก็ไม่มีอะไรต้องกลัวไอ้พวกผีพรายสวะๆ เหล่านี้!’
ผมนึกในใจ ในขณะที่ไอเย็นรอบข้างข้นคลั่กยิ่งขึ้นกว่าเดิม
คลื่นลูกแล้วลูกเล่าโถมเข้ามา เสียง “ซ่าๆ” ดังลั่นไปทั่ว ร่างกายของผมเปียกโชกไปทั้งตัว
ยันต์สะกดวิญญาณที่พกติดตัวถูกน้ำซัดเปียกจนหมด ไม่สามารถใช้งานได้สักแผ่นเดียว
โชคดีที่สัญลักษณ์สายฟ้าที่ฝ่ามือยังคงอยู่ ในยามคับขันยังพอช่วยชีวิตได้
ผมยืนอยู่บนเรือที่โคลงเคลงไปมา ต้องเผชิญหน้ากับฝูงผีที่กู่ร้องคำรามเพียงลำพัง
พร้อมกันนั้นเอง เงาร่างที่ว่ายไปมาในผืนน้ำรอบด้านปรากฏขึ้นอีกครั้ง รวมทั้งปลายักษ์ที่โผล่หางตีน้ำกระแทกผิวน้ำ
นั่นไม่ใช่ปลายักษ์จริงๆ หากแต่เป็นเหล่าวิญญาณเร่ร่อนในน้ำทั้งนั้น
เสียง “ตึงๆๆ” ที่ใต้ท้องเรือดังขึ้นอีกหน
วิกฤต…ยังไม่ได้ผ่านพ้นไปเลยแม้แต่น้อย
“จะมาก็มา อย่ามัวเล่นลูกไม้ไร้สาระแบบนี้!” ผมตะโกนออกไป
พอพูดคำนั้นออกไป น้ำในทะเลสาบรอบตัวพลันมีหัวคนผุดขึ้นมาทีละหัว
หนึ่งหัว สองหัว สามหัว…
จนเมื่อหัวพวกนั้นเพิ่มขึ้นถึงสิบหัว ผมแข็งเกร็งไปทั้งร่างทันที
ทำไมถึงมีมากขนาดนี้
จากข้อมูลที่ได้รับมา ที่นี่ควรมีเพียงศพสิบสี่ร่าง วิญญาณสิบสี่ตนเท่านั้น
ส่งศพไปแล้วเก้าร่าง บนเรือยังเหลืออีกสาม
ในทะเลสาบนี้ อย่างมากก็เหลือเพียงศพลอยน้ำอีกสองร่าง กับวิญญาณอีกสี่ตนเท่านั้น
แต่ตอนนี้… ตอนนี้กลับมีผีพรายโผล่มามากมายขนาดนี้ได้อย่างไร
ผมเบิกตากว้าง อดสงสัยไม่ได้ว่าตัวเองอาจมองผิดไป
แต่ในใจกลับรู้ชัดเจน ผมไม่ได้ตาฝาดใดๆ นี่คือความจริง
สิ่งที่สิงสู่อยู่ในผืนน้ำแห่งนี้มีมากเกินกว่าที่พวกเราคาดการณ์เอาไว้ ไกลเกินกว่าที่จะคาดคิด
ผมสูดลมหายใจยาว เป็นโชคหรือเคราะห์ล้วนหลีกหนีไม่พ้น
มีเยอะ ก็แค่ฆ่าให้มาก
คืนนี้ผมจะสู้สุดตัว!
หากรอดชีวิตกลับไปได้ แน่นอนว่าปราณต้นกำเนิดในกายจะเพิ่มขึ้นมหาศาล พลังบำเพ็ญก็จะก้าวหน้าไม่น้อย…
ผมกัดฟันแน่น กระชับอาวุธในมือให้แน่นขึ้น ดวงตาแข็งกร้าวประหนึ่งเหยี่ยวจ้องเหยื่อ หมาป่าเพ่งมองศัตรู
จำนวนของผีพรายประมาณสิบสี่ถึงสิบห้าตนได้
ทว่าผีพรายสิบกว่าตนนี้ไม่ได้มีแต่ผีดวงตาขาวขุ่นที่เป็นวิญญาณอาฆาต ในหมู่พวกมัน มีอยู่กว่าครึ่งที่ดวงตายังคงเป็นสีดำ
พวกผีที่มีดวงตาดำเหล่านี้ ในใจมีความแค้นและความอาฆาตหมักหมมอยู่ แต่ยังไม่ถึงขั้นกลายเป็นพลังอาฆาตโดยสมบูรณ์
เทียบกับผีตาขาวแล้ว ผีประเภทนี้ถือว่ารับมือได้ง่ายกว่ามาก
สิ่งที่น่าหนักใจจริงๆ มีเพียงสี่ห้าตนที่เป็นผีตาขาวพวกนั้น
เหล่าผีพรายที่เผยแค่ศีรษะพวกนั้นค่อยๆ ล้อมเรือของผมเอาไว้แน่นหนา แต่กลับไม่เข้ามาใกล้
พวกมันเบิกตาโพลง จ้องมองผมเขม็ง ไม่มีแม้แต่แววอารมณ์ใดๆ
ราวกับว่ากำลังรอคอยบางสิ่งบางอย่างอยู่…
ใต้ท้องเรือที่ผมยืนอยู่นั้นยังคงดัง “ตึงๆๆ” ไม่หยุด
เสียงนั้นฟังแล้วชวนให้รู้สึกอึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูก
แต่ผมก็ไม่สามารถหยุดมันได้ ได้แต่มองผีพรายที่โผล่หัวมารอบๆ อย่างระแวดระวัง
ผมเริ่มสงสัยว่า พวกผีพรายเหล่านี้กำลังรอให้บางสิ่งที่อยู่ใต้เรือเจาะเรือให้ทะลุก่อน แล้วค่อยเปิดฉากโจมตีผมหรือไม่
แต่ต่อให้เดาออกแล้วอย่างไร
ผมไม่สามารถขู่ขวัญพวกผีที่อยู่ใต้น้ำได้
จะให้ลงไปในน้ำก็ยิ่งไม่กล้า
สถานการณ์จึงตกอยู่ในภาวะยืดเยื้อ
ยังดีที่เรือยังคงเคลื่อนที่อยู่ แม้จะช้า แต่ก็ยังเคลื่อนไปข้างหน้าเรื่อยๆ
เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะสามารถทนจนถึงฝั่งได้หรือไม่
ทว่า สิ่งที่กลัวมักจะมาถึงก่อนเสมอ
ในขณะที่ผมกำลังกังวลว่าท้องเรือจะถูกเจาะก่อนถึงฝั่งหรือเปล่านั้นเอง
เสียง “แคร่ก” ดังขึ้น
ท้องเรือแตกร้าวเป็นรูรั่วเล็กๆ รูหนึ่ง
น้ำในทะเลสาบทะลักเข้ามาในเรือทันที เสียง “ผุดๆ” ดังไม่หยุด
พอเห็นดังนั้น ผมตกใจสุดขีด รีบยกเท้าเหยียบรูรั่ว ปิดมันไว้ทันที
แต่ในขณะเดียวกันนั้นเอง บรรดาผีพรายที่ล้อมเรืออยู่รอบด้านต่างเผยสีหน้าเหี้ยมเกรียมออกมาพร้อมกันราวกับได้รับคำสั่ง
แต่ละตัวแสดงสีหน้าอำมหิต ปากเปล่งเสียงต่ำแหบแห้งแสบแก้วหู
“กิน!”
“กิน!”
“เอ่อ!”
“…”
เสียงคำรามต่ำอันแหบพร่าดังระงม
ฝูงผีพรายเหล่านั้นเริ่มว่ายเข้ามาใกล้เรือของผม
สีหน้าผมเคร่งขรึม ยกอาวุธขึ้นตั้งท่าเตรียมรับมือทันที
ผีพรายรอบตัวเริ่มเข้ามาใกล้เรืออย่างรวดเร็ว
เสียงคลื่นกระเพื่อมกระฉอกดัง “ซ่าๆๆ” ไม่หยุด…
เหล่าผีพรายเหล่านั้นพากันกรูเข้ามาจากทุกทิศทาง
ทันทีที่เข้าใกล้เรือก็ยื่นมือขาวซีดโพลนออกมาคว้าเกาะขอบเรือไว้ แล้วเริ่มปีนขึ้นมา
ตัวเรือภายใต้แรงคลื่นก็โคลงเคลงอยู่แล้ว แถมท้องเรือยังมีรอยรั่วอีก
ยามนี้กลับต้องเจอกับผีพรายจำนวนมากขนาดนี้
ความกดดันที่ถาโถมเข้ามาทำให้ผมหายใจไม่ทั่วท้อง
แต่ผมเข้าใจดี
ต้องสู้ตายสถานเดียวถึงจะมีโอกาสรอดชีวิต
แม้ต้องสู้จนตัวตาย ก็ไม่แน่ว่าผมจะแพ้เสียทีเดียว
อาจารย์อยู่ไม่ไกลจากที่นี่
แม้เราสองคนจะถูกไอวิญญาณบดบังจนมองไม่เห็นกัน
แต่ด้วยพลังบำเพ็ญและระดับของอาจารย์ เขาย่อมต้องสัมผัสได้ถึงภัยอันตรายทางผมแน่นอน
ที่เขายังไม่ปรากฏตัวในตอนนี้คงเพราะถูกบางสิ่งเหนี่ยวรั้งเอาไว้
ตราบใดที่เขาสะสางทางฝั่งโน้นเสร็จเมื่อไร ก็จะมาช่วยผมในทันทีแน่นอน...
ผมครุ่นคิดถึงสถานการณ์ในตอนนี้อย่างรวดเร็วในหัว วิเคราะห์ถึงจุดแข็งและจุดอ่อนที่มี
สิ่งที่ต้องทำในตอนนี้คือ
ตั้งรับให้ถึงที่สุด ต้านรับให้นานที่สุด
ใช้เวลาเพื่อแลกกับชัยชนะ
ตราบใดที่ยื้อได้นานพอ ผมก็ยังมีโอกาสรอด
คิดมาถึงตรงนี้ ผีพรายตัวหนึ่งก็ปีนขึ้นมาบนเรือแล้ว
มันเป็นแค่ผีพรายธรรมดาตนหนึ่ง ดวงตาเป็นสีดำ พลังไม่ได้สูงมาก แต่ความแค้นในตัวกลับไม่น้อยเลยทีเดียว
พอขึ้นเรือมา มันก็ส่งเสียงคำรามใส่ผมทันที “มาเป็นตัวแทนให้ฉัน มาเป็นตัวแทนให้ฉันเถอะ…”
คำพูดของมันเพิ่งจบลง ก็มีเสียงทุ้มต่ำเปี่ยมโทสะดังขึ้นจากด้านหลังอีก “เขาเป็นของฉัน! เขาเป็นตัวแทนของฉัน!”
ผมหันขวับไปมอง เห็นผีพรายอีกตนหนึ่งกำลังปีนขึ้นมาจากด้านหลัง
มันจ้องผมตาเขม็งราวกับจะฉีกเนื้อกินเลือด
ต่างฝ่ายต่างจ้องจะฆ่าผม แล้วดึงร่างของผมไปเป็นตัวแทนของมันทั้งนั้น
แต่เรื่องยังไม่จบเพียงเท่านี้
ผีพรายรอบขอบเรือทั้งสองฝั่งเข้าใกล้ขึ้นเรื่อยๆ พวกมันต่างยื่นมือออกมาคว้าเรือไว้ แล้วพยายามปีนขึ้นมา ปากก็พร่ำพูดซ้ำๆ
“เขาเป็นของฉัน…”
“ของฉัน!”
“…”
ในขณะที่พวกมันเอ่ยคำเหล่านั้น ก็พุ่งตัวเข้าหาผมพร้อมกันราวกับฝูงหมาป่าหิวโหย
ผมกลายเป็นเนื้ออันโอชะที่พวกมันต่างแย่งกันกิน
ผมจ้องมองผีพรายที่กำลังพุ่งเข้ามา ไม่กล้าแม้แต่จะเผลอใจแม้เพียงเสี้ยววินาที
“ผึบ!” ผมกางร่มดำ ตั้งรับการจู่โจมจากด้านหลังของผีพรายทันที
มือขวาจับกระบี่กระดูกปลา ฟันไปเบื้องหน้าสองครั้งติดกันอย่างฉับไว
“ฝึบฝับ” เสียงคมกระบี่แหวกอากาศ ผีพรายตาดำตนหนึ่งถูกฟันเข้าตรงใบหน้า
มันร้องโหยหวน แล้วถอยกลับลงไปในน้ำทันที
แต่ผีพรายพวกนี้ดูเหมือนจะไม่รู้จักความกลัวเลยสักนิด
แม้จะมีหนึ่งตนถูกฟันบาดเจ็บ พวกมันก็ยังไม่ยอมหยุดโจมตี ยังคงล้อมเรือของผมไว้อย่างแน่นหนา และยังคงปีนขึ้นมาบนเรือไม่หยุดหย่อน…