ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 155 หนีไม่พ้น อันตรายในม่านหมอก
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 155 หนีไม่พ้น อันตรายในม่านหมอก
เมื่อผมมองเห็นเรือเป็ดสีเหลืองลำนั้น หัวใจผมพลันเต้นแรงทันที
เรือเป็ดลำนี้น่าจะเป็นลำเดียวกับที่ผู้หญิงคนนั้นใช้ฆ่าตัวตาย
ในทะเลสาบหนานเทียนแห่งนี้ นี่คือวิญญาณร้ายที่ร้ายกาจที่สุด ศพที่อันตรายที่สุด
ผมหรี่ตาพลางพึมพำกับตัวเองเบาๆ “มันตั้งใจจะมาเล่นงานฉันสินะ!”
ในขณะที่ผมเพิ่งพูดจบ ใต้ท้องเรือพลันมีเสียงดัง “ตึง” เหมือนถูกชนเข้าอย่างแรง
เรือสั่นสะเทือนอย่างหนัก
ผมรีบมองลงไปที่ผิวน้ำ
ผิวน้ำกลับกลายเป็นสีดำราวกับถูกน้ำหมึกย้อม
น้ำในทะเลสาบกระเพื่อมราวกับมีปลาขนาดใหญ่แหวกว่ายอยู่ข้างใต้
จากนั้นก็มีลมหนาวเยือกพัดมา
ลมหนาวนี้เย็นจัดราวกับมีดน้ำแข็งที่กรีดลงบนใบหน้า สร้างความเจ็บปวดไม่น้อย
แต่ลมหนาวนั้นกลับไม่สามารถพัดให้หมอกรอบๆ สลายไปได้เลย
สิ่งที่น่าตกใจกว่านั้นคือ ยันต์เลือดที่อาจารย์วาดไว้บนดาดฟ้าเรือเริ่มซีดจางลงเพราะลมหนาวนี้
ยันต์ถูกกัดกร่อนทีละนิดราวกับกำลังถูกแยกสลาย
ผมเบิกตากว้าง รู้สึกไม่ดีเอาเสียเลย
อาจารย์ทิ้งยันต์นี้ไว้เพื่อปกป้องผมและเรือลำนี้
หากมันถูกลมหนาวกัดกร่อนจนหายไปคงแย่แน่
ผมรีบหยิบร่มปรภพที่สะพายไว้ด้านหลังลงมาแล้วกางออกอย่างไม่ลังเล ใช้มันต้านลมหนาวที่พัดเข้ามาด้านหน้า
ร่มที่เสี่ยวอวี่ให้มานี้ อาจารย์เคยบอกว่า น้ำไฟไม่อาจทำลาย ทั้งยังกันดาบและหอกได้ด้วย
การต้านลมหนาวด้วยร่มนี้จึงไม่น่าจะมีปัญหา
เมื่อกางร่มปรภพ ลมหนาวก็ถูกต้านเอาไว้ การกัดกร่อนยันต์ก็หยุดลงทันที
ซ้ำความเร็วของเรือยังเพิ่มขึ้นอีกครั้ง
เมื่อเห็นดังนั้น ผมก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกเล็กน้อย ร่มดำของเสี่ยวอวี่ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ สามารถต้านลมหนาวนี้ได้จริง
แต่สถานการณ์ยังไม่จบเพียงเท่านี้ ใต้ท้องเรือมีเสียง “ตึง” ดังขึ้นมาอีกครั้ง
เรือทั้งลำก็สั่นไหวอย่างรุนแรงอีกครั้ง
ทะเลสาบที่เดิมสงบกลับเกิดคลื่นลูกใหญ่กระหน่ำขึ้นมาอีกระลอก
คลื่นลูกใหญ่สาดซัด เรือโคลงเคลงอย่างหนัก ร่างกายผมโยกไปมาอยู่บนเรือ
ในเวลานั้นเอง ลมหนาวพลันพัดกระหน่ำเข้ามาจากทุกทิศทางอย่างไร้ทิศทางที่แน่ชัด
ร่มดำในมือผมไม่สามารถต้านทานไว้ได้เลย
ยันต์บนดาดฟ้าเรือเริ่มสลายตัวอีกครั้ง คราวนี้เร็วกว่าครั้งที่แล้วเสียอีก
‘ไอ้เปรต!’
ผมสบถในใจ แล้วหันกลับไปมองยังทิศทางที่อาจารย์อยู่
มีเพียงหมอกหนาทึบ ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากทางนั้นเลยแม้แต่น้อย
ตอนนี้ ต่อให้ร้องเรียกอาจารย์จนเสียงแหบเสียงแห้งก็คงไร้ผล
ผมลองตะโกนเรียกดูสองสามครั้ง ก็ไม่มีเสียงตอบกลับตามที่คิดไว้
ตอนนี้ผมถูกไอวิญญาณแยกออกจากอาจารย์โดยสิ้นเชิงแล้ว
หากต้องการหลุดพ้นจากสถานการณ์นี้ต้องพึ่งตัวเองเท่านั้น
ขณะที่ผมกำลังคิดว่าจะเอายังไงดี ยันต์ที่อาจารย์วาดไว้ก็สลายไปประมาณสามสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว
ลมหนาวและไอวิญญาณพัดเข้ามาอีกระลอก ตามด้วยคลื่นใหญ่ที่ซัดเรืออย่างแรง
เรือสั่นไหว ยันต์เลือดนั้นพลันสลายไปในสายลม กลายเป็นรอยเลือดที่ไหลลงไปในทะเลสาบ
เมื่อไม่มีการคุ้มครองจากยันต์เลือด ไอหยินโดยรอบก็ยิ่งหนาแน่นมากขึ้น
ใต้ท้องเรือมีเสียงดัง “ตึงๆๆ” อย่างต่อเนอื่อง ราวกับมีคนกำลังเคาะ
ในขณะเดียวกัน มือขาวซีดข้างหนึ่งก็ยื่นออกมาจากทะเลสาบ คว้าจับที่หัวเรืออย่างแรง ไอวิญญาณแผ่กระจาย
เมื่อผมเห็นมือนั้น รูม่านตาพลันหดลง
นี่ไม่ใช่มือของศพลอยน้ำ แต่เป็นมือของผี!
ผีพรายในทะเลสาบกำลังจะลงมือเล่นงานผมแล้ว
ยังไม่ทันที่ผมจะมีปฏิกิริยาใดๆ ศีรษะเปียกชื้นซีดขาวศีรษะหนึ่งก็โผล่ขึ้นมาจากใต้น้ำ
ดวงตาสีขาวขุ่นราวกับดวงตาปลาตายคู่นั้นจับจ้องมาที่ผม
มันอ้าปากส่งเสียงคำรามต่ำ เผยให้เห็นฟันแหลมสีดำทั้งปาก
“อบอุ่น!”
เมื่อเห็นผีปีนขึ้นมาบนเรือ แม้ในใจจะรู้สึกตกใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ตื่นกลัวแต่อย่างใด
ผมเก็บร่มดำเสียบกลับไว้ด้านหลัง แล้วคว้าแส้กระดูกงูขึ้นมาฟาดทันที
เสียงดัง “เพียะ” แส้ฟาดลงบนใบหน้าของผีพรายตัวนั้น ทิ้งรอยแผลเป็นทางไว้ชัดเจน
ผีพรายส่งเสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวด ปล่อยมือที่จับเรือไว้ แล้วหดกลับลงไปในทะเลสาบทันที
เวลานี้ผมตั้งสติอย่างเต็มที่
รู้ดีว่าหากประมาทแม้เพียงนิดเดียว อาจไม่มีโอกาสได้ขึ้นฝั่งอีกเลย
น้ำบริเวณรอบๆ กระเพื่อมไหวรุนแรง เรือสั่นไหวและเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างช้าๆ
เรือเป็ดสีเหลืองลำไกลนั้นปรากฏและหายไปเป็นระยะ
“ตูม!” มือผีสองข้างยื่นขึ้นมาจากน้ำทะเลสาบอีกครั้ง คว้าจับกราบซ้ายของเรือแล้วดึงอย่างแรง
เรือเอียงไปทางซ้ายอย่างฉับพลัน
ผมทรงตัวให้มั่น ก่อนจะฟาดแส้กระดูกงูออกไปทันที
เสียง “เพียะ” ดังขึ้น มือผีคู่นั้นปล่อยกราบเรืออย่างรวดเร็ว หดกลับลงน้ำไปอีกครั้ง
แต่ยังไม่ทันที่ผมจะเก็บแส้กลับ พลันเกิดเสียงน้ำดัง “ซ่า” ที่ท้ายเรือ
มือผีอีกคู่หนึ่งยื่นขึ้นมาเกาะดาดฟ้าเรือ
พอผมหันไปดู ผีพรายตัวนั้นได้ปีนขึ้นจากน้ำ ร่างครึ่งหนึ่งอยู่บนเรือของผมแล้ว
การฟาดด้วยแส้คงไม่สามารถไล่มันลงน้ำได้
ผมกระโจนเข้าไปทันที ใช้กระบี่กระดูกปลาแทงไปข้างหน้าอย่างแรง
ผีพรายเห็นผมพุ่งแทงมาก็ยื่นมือจับกระบี่กระดูกปลาของผมเอาไว้แน่น ทำให้ผมไม่สามารถแทงต่อไปได้แม้แต่นิดเดียว
เสียง “ซู่ๆ” ดังขึ้น พร้อมควันดำที่ลอยออกมา
ผีพรายเบิกตาสีขาวขุ่นกว้าง จ้องมองผมอย่างโหดเหี้ยม พลางส่งเสียงคำรามต่ำๆ “ตัวแกอบอุ่นเหลือเกิน ขอฉันสัมผัสหน่อย!”
พูดจบ มืออีกข้างก็พุ่งตรงมาที่ท้องของผมทันที
มันต้องการคว้านท้องผม
เมื่อเห็นดังนั้น ผมรีบยกเท้าถีบหน้ามันอย่างแรง
“ไปตายซะ!”
ผมใช้พลังทั้งหมดเตะออกไป ทำให้มันถูกถีบตกน้ำทันที
แต่เพิ่งถีบผีพรายตัวนั้นลงน้ำไป บริเวณหัวเรือกลับมีผีพรายอีกสองตัวปีนขึ้นมา
ผีพรายสองตัวนี้ตัวหนึ่งอ้วน ตัวหนึ่งผอม ตัวหนึ่งสูง อีกตัวหนึ่งเตี้ย ทั้งคู่เต็มไปด้วยไอผีและพลังอาฆาตหนาแน่น
ใบหน้าซีดขาว ดวงตาขาวขุ่น ฟันแหลมคมสีดำทั้งปาก ร่างกายเปียกชุ่มไปหมด ลิ้นที่เลียริมฝีปากนั้นชวนขนลุก
พอปีนขึ้นเรือมา ทั้งสองตัวก็สูดลมหายใจเข้าไปแรงๆ สองครั้ง
“อา อบอุ่นดีจริงๆ”
“กินมันซะ จะได้อบอุ่นกว่านี้!”
ผีพรายทั้งสองตัวเอ่ยขึ้น
การต่อสู้หนึ่งต่อสองบนเรือแคบๆ แบบนี้ ผมรู้ดีว่าไม่ง่ายแน่ จึงรีบเก็บแส้กระดูกงูไว้ที่เอว แล้วหยิบร่มดำออกมาอีกครั้ง
ร่มดำมีความสามารถกันน้ำกันไฟ ใช้ป้องกันย่อมไม่มีปัญหาแน่นอน
ทันทีที่ผมคว้าร่มดำไว้ในมือ ผีพรายทั้งสองตัวก็พุ่งเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว
“โฮกก”
เสียงคำรามต่ำดังขึ้นขณะที่มันโจมตีผม
ผมไม่ลังเล พุ่งเข้าปะทะกับผีพรายทั้งสองทันที
เมื่อเจอทางแคบ ต้องสู้เท่านั้นถึงจะชนะ เวลานี้ไม่มีทางถอย ยิ่งกลัวยิ่งหมดหนทางรอด
ผีพรายทั้งสองตัวกางกรงเล็บแหลมคม พุ่งเข้าหาผมสุดตัว
แต่ในขณะที่พวกมันเข้ามาใกล้ ผมรีบกางร่มดำทันที
ร่มดำกางปะทะผีพรายทั้งสอง
กรงเล็บของพวกมันข่วนลงบนร่มดำดัง “แซ่กๆ” แต่กลับไม่เกิดความเสียหายใดๆ กับร่มเลย
ร่มยังส่องแสงแวบหนึ่ง ผลักให้ผีพรายทั้งสองถอยหลังออกไปเล็กน้อย
ผีพรายทั้งสองดูเหมือนถูกช็อตจนตัวสั่นด้วยความตกใจ
ผมแปลกใจไม่น้อย ไม่คิดว่าร่มดำจะมีความสามารถแบบนี้ด้วย
นี่เป็นครั้งแรกที่ผมใช้ร่มดำ จึงอดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้
แต่ตอนนี้ไม่มีเวลามาคิดมากแล้ว ผมรีบฉวยโอกาสนี้สูดลมหายใจรวบรวมพลังทั้งหมด พับร่มดำเก็บ ก้าวเท้าไปข้างหน้า ใช้กระบี่กระดูกปลาในมือขวาฟันอย่างแรง
ผีพรายทั้งสองเพิ่งตั้งตัวได้ เมื่อเห็นผมฟันกระบี่เข้ามาต่างก็ตกใจ
ผีพรายตัวหนึ่งกระโดดลงน้ำเสียงดัง “ตูม” อย่างไม่ลังเล
ส่วนอีกตัวหลบไม่ทัน ถูกผมฟันเข้าเต็มใบหน้าจนเกิดรอยแผลลึก ส่งเสียงร้องโหยหวน ก่อนล้มลงบนดาดฟ้าเรือทันที
เมื่อมันบาดเจ็บหนักขนาดนี้ ผมจะปล่อยมันรอดได้ยังไง
ผมรีบขึ้นคร่อม กล่าวด้วยใบหน้าดุดัน “แกไม่ได้อยากกินฉันเหรอ งั้นก็กินสิ!”
พูดจบ ผมแทงกระบี่กระดูกปลาลงไปในปากของมัน ตรึงมันไว้กับดาดฟ้าเรือทันที
ผีพรายตัวนั้นอ้าปากกว้างดิ้นรนอย่างหนัก ควันดำลอยออกจากปากไม่หยุด
แม้จะเป็นวิญญาณอาฆาตที่แข็งแกร่งกว่าผม แต่ตอนนี้มันกลับทำได้เพียงจ้องมองผมด้วยความหวาดกลัว ส่งเสียงร้อง “อู้ๆ” ขณะดิ้นรนด้วยลมหายใจสุดท้าย…