ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 158 ระดับอาภรณ์แดง สองมหาภัยมาเยือน
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 158 ระดับอาภรณ์แดง สองมหาภัยมาเยือน
เสียงของหญิงสาวที่ดังขึ้นกะทันหันทำให้ผมกับอาจารย์สีหน้าเปลี่ยนไปพร้อมกัน เราหันขวับไปทางผิวน้ำ
“ใคร!” อาจารย์เอ่ยถามเสียงดัง
ผมเองก็ตั้งท่าระวังตัวทันที
ในขณะนั้นเอง กระแสพลังอาฆาตจากศพลอยขึ้นมาเป็นระลอก
ผิวน้ำพลันปั่นป่วน พัดคลื่นลูกใหญ่ซัดเข้ามา
คลื่นสูงถึงครึ่งตัวคนม้วนโถมเข้ามายังเรือของเรา
เห็นคลื่นมหึมาเช่นนั้น ผมรู้สึกฝ่าเท้าเย็นเยียบไปหมด
อาจารย์เห็นสถานการณ์ดังนั้นก็รีบยืนขวางหน้าผม แล้วก้าวเท้ากระแทกพื้นอย่างแรง
“หมุน!”
เรือที่มีน้ำรั่วจนท่วมไปแล้วครึ่งลำหันหัวเรือกลับได้อย่างน่าอัศจรรย์
หัวเรือหันตรงเข้าหาคลื่นใหญ่พอดี
ภาพนั้นทำให้ผมถึงกับตะลึงค้าง
ขณะเดียวกัน อาจารย์ก็ดึงเอาผ้ายันต์สีเหลืองแผ่นหนึ่งออกมา
แม้ยันต์แผ่นนี้จะดูเปียกชุ่ม แต่เมื่ออยู่ในมืออาจารย์ เขาเพียงแค่เป่าลมเบาๆ ใส่ ยันต์ก็พลิ้วไสว ชูตั้งขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์
เมื่อเห็นคลื่นยักษ์กำลังซัดเข้ามา อาจารย์สะบัดมือโยนยันต์ในมือออกไปทันที
ยันต์สีเหลืองเปล่งแสงสว่างแวบหนึ่ง พุ่งเข้าใส่คลื่นน้ำ
“ตูม!”
เสียงระเบิดดังสนั่นเมื่อยันต์สัมผัสกับคลื่น
น้ำกระเซ็นกระจายไปทั่ว คลื่นมหึมาถูกยันต์ระเบิดเปิดออกอย่างรุนแรง
และในช่วงที่คลื่นแตกกระจาย ผมเห็นศพหญิงคนหนึ่งปรากฏขึ้นท่ามกลางละอองน้ำ
ทั่วร่างของเธอแผ่กลิ่นไอศพหนาทึบ ผมเผ้ายุ่งเหยิง ผิวหนังเหี่ยวย่นจนแทบติดกระดูก ที่คอบวมโปน มีลักษณะคล้ายเกล็ดเนื้อประหลาดๆ เกาะเต็มไปหมด
ทันทีที่โผล่หัวพ้นน้ำ เธอแผดเสียงคำรามต่ำ พร้อมทั้งโถมตัวตามคลื่นเข้ามา
อาจารย์เห็นเข้าก็รีบเตือนเสียงเข้ม “ระวัง นี่แหละ สุ่ยกุ้ย!”
ผมเบิกตากว้าง ถอยหลังไปหนึ่งก้าวเพื่อทรงตัว ไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย
อาจารย์ยืนขวางด้านหน้า ในขณะที่คลื่นซัดกระหน่ำและเรือโคลงเคลง
อาจารย์สะบัดดาบฟันออกไป
สุ่ยกุ้ยสะบัดฝ่ามือฟาดเข้าใส่อาจารย์ เกิดเสียง “ปัง” ดังลั่น
กระแสคลื่นพลังสะเทือนไปทั่วทุกทิศทาง
แต่เห็นได้ชัดว่า สุ่ยกุ้ยไม่ใช่คู่มือของอาจารย์ เพียงหนึ่งกระบวนท่าก็ถูกอาจารย์ฟันกระแทกตกลงไปในน้ำ
ร่างของมันจมหายไปอย่างรวดเร็วราวกับปลาตัวใหญ่
คลื่นน้ำยังคงซัดกระหน่ำเหมือนฝนตกหนักไม่ขาดสาย
ในม่านหมอกหนา เรือท่องเที่ยวสีเหลืองค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้เรา
ยิ่งเรือเข้ามาใกล้ ลมเย็นยะเยือกยิ่งกระหน่ำตีใส่
พลังอาฆาตเย็นเฉียบเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จนเราสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกที่ไม่เคยมีมาก่อน
“ตัวจริงกำลังมา!” อาจารย์กล่าวขึ้นกะทันหัน
ผมรีบมองไปทางเบื้องหน้า
คลื่นน้ำกระเพื่อมดัง “ซ่าๆ” เรือเป็ดสีเหลืองค่อยๆ เคลื่อนเข้ามา
ผมเห็นรางๆ ว่าบนเรือมีใครบางคนนั่งอยู่
คนผู้นั้นสวมชุดแดงสด
อาจารย์เห็นดังนั้น ดวงตาเขาหลุบลงเล็กน้อย พลางเอ่ยขึ้นว่า “ไม่คิดเลยว่านอกจากสุ่ยกุ้ยแล้ว ยังมีวิญญาณอาฆาตระดับอาภรณ์แดงโผล่มาด้วย”
วิญญาณอาฆาตระดับอาภรณ์แดง… เมื่อได้ยินคำนี้ เสียงฟ้าคำรามพลันกึกก้องขึ้นในหัวของผม
ระดับของวิญญาณอาฆาต แบ่งเป็น ขาว เหลือง แดง น้ำเงิน ม่วง
โดยทั่วไป หากมีเพียงวิญญาณอาฆาตชุดขาวเพียงตัวเดียวก็สามารถทำให้พื้นที่หนึ่งไม่สงบสุขได้แล้ว
หากเป็นชุดเหลือง จะทำให้ผู้คนในพื้นที่นั้นหวาดกลัวอย่างรุนแรง
แต่หากเป็นชุดแดง พื้นที่ทั้งแถบจะไม่สงบสุขอีกต่อไป ต้องเผชิญกับภัยพิบัติและความตายอย่างต่อเนื่อง ซ้ำยังจัดการได้ยากเป็นอย่างยิ่ง
ภายในทะเลสาบหนานเทียนแห่งนี้ ถึงกับมีวิญญาณอาฆาตระดับอาภรณ์แดงปรากฏตัว แถมยังมีสุ่ยกุ้ยที่หายากอีกหนึ่งตน
ในขณะที่พูดกันอยู่ เรือท่องเที่ยวก็ลอยเข้ามาใกล้เราราวห้าเมตร
แม้ว่าหมอกจะยังหนาอยู่ แต่ก็พอจะมองเห็นหญิงสาวในชุดแดงบนเรือท่องเที่ยวได้แล้ว
เธอนั่งตะแคงตัวอยู่บนเรือ ผมยาวสลวยปิดบังใบหน้า
เมื่อเรือแล่นเข้าใกล้ เธอเอ่ยขึ้นเสียงแผ่วเบาและเย็นเยียบ “ผู้ชายสมควรตายทั้งสอง ไหนๆ ก็มาแล้ว ลงมาร่วมเป็นเพื่อนฉันเถอะ!”
เรือลำนั้นพลันหยุดนิ่ง
หญิงสาวชุดแดงบนเรือค่อยๆ ใช้มือตวัดเส้นผมที่ปกใบหน้าออก แล้วลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า
ในชั่วขณะนั้นเอง เราก็มองเห็นใบหน้าของเธออย่างชัดเจน
ผิวขาวซีดราวหิมะ ดวงตาขุ่นมัวเหมือนตาปลาตาย ริมฝีปากแดงฉานราวเลือด ผมดำยาวสยาย ชุดกระโปรงผ้าโปร่งสีแดงสด
ทั่วร่างของเธอแผ่ไอหมอกสีแดงจางๆ ออกมาไม่ขาดสาย
กลิ่นอายของความน่าสะพรึงกลัวและความตายปกคลุมมาที่ตัวผมทันที
หัวใจผมสั่นไหวอย่างควบคุมไม่อยู่ ความหวาดหวั่นแล่นวูบเข้ามา ความกลัวก่อตัวอย่างรวดเร็ว
หัวใจเต้นแรงผิดปกติ เหงื่อไหลพรากเต็มหน้าผาก
ทั้งร่างรู้สึกอึดอัดราวกับถูกขังอยู่ในฝันร้ายที่เลวร้ายยิ่งกว่าความฝันใดๆ
ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อมองดูใบหน้าเธอให้ชัดๆ ผมพบว่า หญิงสาวชุดแดงผู้นี้มีใบหน้าเหมือนกับสุ่ยกุ้ยที่โผล่ออกมาจากน้ำก่อนหน้านี้ไม่มีผิดเพี้ยน
เพียงแต่สุ่ยกุ้ยที่เห็นก่อนหน้านั้นมีเกล็ดเนื้อขึ้นตามลำคอเท่านั้นเอง
“อาจารย์ ผีตนนี้กับสุ่ยกุ้ยหน้าตาเหมือนกันเลย” ผมรีบเอ่ยขึ้น
อาจารย์สีหน้าเคร่งขรึม ตอบกลับว่า “ไม่ผิดแน่ ศพกลายเป็นสุ่ยกุ้ย วิญญาณกลายเป็นวิญญาณอาฆาต”
“แกคงเป็นเจ้าแห่งทะเลสาบแห่งนี้ หญิงสาวที่กรีดข้อมือกระโดดน้ำตายเมื่อสี่ปีก่อนใช่ไหม” อาจารย์เอ่ยถาม
หญิงสาวชุดแดงมองเราด้วยแววตาประหลาด
“คืนนี้…พวกแกทั้งสองต้องตาย ตายๆๆ…คิๆๆ…”
“สัตว์นรก คืนนี้ฉันว่าคงเป็นวันตายของแกมากกว่า!” อาจารย์เอ่ยตอบกลับเสียงหนักแน่น
พร้อมกันนั้น อาจารย์สะบัดยันต์สีเหลืองแผ่นหนึ่งออกไป
เมื่อหญิงสาวชุดแดงได้ยินถ้อยคำเมื่อครู่ก็หันขวับมาในทันที
ใบหน้าของเธอบิดเบี้ยวไปด้วยความอาฆาตร้ายกาจอย่างถึงที่สุด
เมื่อเห็นยันต์พุ่งเข้าใส่ เธอเพียงยกมือขึ้นไปคว้าไว้แล้วบีบยันต์แน่น
“บึ้ม” เสียงระเบิดดังขึ้นในมือเธอ
ทว่า…หญิงสาวชุดแดงกลับไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย
เธอเอ่ยพูดอย่างดุดัน “ผู้ชายทุกคนล้วนคิดจะทำร้ายฉัน…ไม่มีดีสักคน!”
โดยเฉพาะตอนพูดคำสุดท้าย น้ำเสียงของเธอยิ่งเปี่ยมไปด้วยความกราดเกรี้ยว แทบจะเป็นการตะโกนใส่หน้าพวกเรา
และในทันทีที่เธอตะโกนออกมา กระแสพลังอาฆาตก็ระเบิดพลุ่งพล่านรุนแรง
พื้นท้องเรือที่มีรอยรั่วอยู่แล้วพลันเกิดเสียงดัง “โครม!”
มือข้างหนึ่งพุ่งขึ้นมาจากใต้ท้องเรือ
“ถอย! สุ่ยกุ้ยโผล่มาแล้ว!” อาจารย์ร้องเตือนเสียงดัง พลางสะบัดยันต์อีกแผ่นออกไปยังรอยแตกของท้องเรือ
ผมกับอาจารย์รีบแยกกันถอยไปคนละข้างอย่างรวดเร็ว
แขนของสุ่ยกุ้ยที่โผล่ขึ้นมาฉีกทะลุท้องเรือได้สำเร็จ
แต่ก่อนที่ยันต์ของอาจารย์จะเข้าถึง มันก็ชักแขนกลับลงไปในน้ำ หายวับไปในความมืดอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงรอยร้าวขนาดเท่ากำปั้นตรงกลางลำเรือ
น้ำจากทะเลสาบทะลักเข้ามาดัง “ผุดๆ” อย่างไม่หยุดยั้ง
น้ำในเรือที่มีอยู่แล้วครึ่งลำ บัดนี้กลับเพิ่มปริมาณอย่างรวดเร็ว
แถมรูรั่วขนาดนี้ ต่อให้พยายามปิดยังไงก็ไม่มีทางอุดได้ทัน
เรือเริ่มจมลงอย่างรวดเร็ว
อาจารย์ขมวดคิ้วแน่น มองเรือที่กำลังจะจม แล้วหันมาพูดกับผมอย่างเคร่งขรึม
“เสี่ยวเจียง อีกเดี๋ยวตามฉันให้ดี อาจารย์จะพานายฝ่ากลับขึ้นฝั่ง!”
“ครับ อาจารย์!” ผมตอบรับเสียงดัง
โดยรอบขณะนี้ บรรดาผีพรายที่ซุ่มอยู่ในน้ำเริ่มโผล่ขึ้นมาอีกครั้ง
พวกมันร้องคำรามดังลั่น ก่อนกระโจนเข้าใส่ผมกับอาจารย์ ทั้งกัด ทั้งข่วน พยายามลากเราทั้งคู่ลงไปในน้ำ
แต่เมื่อมีอาจารย์อยู่ที่นี่ เหล่าผีพรายพวกนี้ไม่ว่าจะโผล่มากี่ตัวก็ถูกสังหารจนเกลี้ยง
กระบี่ไม้ท้อในมือของอาจารย์วูบวาบไปมา พริบตาเดียว ผีพรายหลายตัวก็ถูกฟันขาดกระเด็น
ทว่า…เรือกำลังจะจมในไม่ช้า
ขณะนั้นเอง วิญญาณอาฆาตชุดแดงเบื้องหน้าลอยตัวขึ้นกลางอากาศ
เธอแผ่พลังสีดำแดงออกมารอบกายอย่างหนาแน่น
กลิ่นอายแห่งความสยดสยองและชวนให้ขนลุกปกคลุมผมกับอาจารย์ไปทั้งร่าง
เธอจ้องพวกเราเขม็ง จากนั้นแผดเสียงกรีดร้องลั่น “พวกแก…ไปตายซะ!”
เสียงแหลมสูงเสียดหู
เธอกางเล็บมือทั้งสองข้างออก พลังอาฆาตรุนแรงระเบิดพลุ่งพล่านออกมาจากทั่วร่าง
เธอดิ่งตรงจากกลางอากาศ พุ่งใส่เรือที่เรายืนอยู่ด้วยความเร็วที่น่าอัศจรรย์ใจ
อาจารย์เห็นดังนั้นก็รีบดึงตัวผมมาไว้ด้านหลังอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกันก็ผสานมุทรา ร่ายคาถาดังลั่น
“ฟ้าดินไร้ขอบเขต มรรคาแห่งหัวใจพิสุทธิ์จงสำแดง!”
ระหว่างที่เสียงคาถาดังก้อง เบื้องหน้าของอาจารย์พลันระเบิดพลังอันแรงกล้าพุ่งเข้าใส่วิญญาณอาฆาตชุดแดง
สองกระแสพลังที่แตกต่างกันสุดขั้วประสานปะทะกันกลางอากาศในพริบตา
“ตูม!”
เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว
คลื่นพลังไหลกระจายออกมาเป็นระลอกคลื่นขนาดใหญ่
เรือที่เรายืนอยู่ซึ่งเดิมทีก็ใกล้จมอยู่แล้ว พอถูกแรงกระแทกเช่นนี้ก็แตกกระจายพังยับในทันที
ผมกับอาจารย์ถูกเหวี่ยงตกลงไปในน้ำพร้อมกัน
ในชั่วขณะนั้นเอง ผมเห็นอาจารย์ถือกระบี่ไม้ท้อ ยังคงต่อสู้กับวิญญาณอาฆาตชุดแดงอย่างดุเดือด
ความดุดันที่อาจารย์แสดงออกมานั้นรุนแรงยิ่งนัก ถึงขั้นสามารถขับไล่วิญญาณอาฆาตระดับอาภรณ์แดงให้ต้องถอยร่นอย่างไม่อาจต้าน
ส่วนตัวผมนั้น เมื่อคิดจะว่ายขึ้นสู่ผิวน้ำ ข้อเท้ากลับถูกมือของสุ่ยกุ้ยจับแน่น ถูกลากดิ่งลงสู่ก้นทะเลสาบ
แม้จะหายใจไม่ได้ในน้ำ แต่เพราะผมเปิดตาทิพย์จึงมองเห็นสภาพแวดล้อมรอบตัวได้อย่างชัดเจน
ผมกระชับร่มดำในมือ กดพุ่งแทงลงไป
ปลายร่มดำแทงทะลุสุ่ยกุ้ยตัวนั้นจนต้องปล่อยมือถอยหนี
จากนั้นผมรีบว่ายน้ำขึ้นข้างบนอย่างรวดเร็ว
แต่ไม่ทันไร ผีพรายรอบตัวกลับกรูกันเข้ามา
บนล่างซ้ายขวา
ผีพรายกว่าสิบตัวแยกเขี้ยวกางกรงเล็บ ว่ายน้ำพุ่งตรงเข้ามาข่วนกัดผมจากทุกสารทิศ!