ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 157 ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย อาจารย์ปรากฏตัว
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 157 ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย อาจารย์ปรากฏตัว
เมื่อเหล่าวิญญาณร้ายเห็นผมฟันเพื่อนของมันจนบาดเจ็บ พวกมันก็ยิ่งคลุ้มคลั่ง ต่างส่งเสียงคำราม “เอ่อ เอ่อ” อย่างดุดัน พลางปีนขึ้นเรือกันอย่างบ้าคลั่งตนแล้วตนเล่า
ทั่วทั้งร่างเปียกโชก น้ำไหลย้อย ใบหน้าเหี้ยมเกรียมเต็มไปด้วยความอาฆาต เผยเขี้ยวยาวแหลมและกรงเล็บคมกริบพุ่งเข้ามาหาผมอย่างไม่ลดละ
มือซ้ายของผมกางร่มดำ กวาดออกเป็นวงกว้าง ผลักไสฝูงวิญญาณที่เข้ามาใกล้ออกไป
ร่มดำนี้มีคุณสมบัติพิเศษเหนือกว่าร่มทั่วไปอย่างแท้จริง
ไม่ว่ากรงเล็บจะแหลมคมเพียงใด หรือจะเป็นเขี้ยวที่แหลมจนฉีกเนื้อเป็นชิ้นๆ ก็ไม่อาจสร้างรอยบนผืนร่มได้แม้แต่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น ทุกครั้งที่ร่มดำรับแรงกระแทก ยังสะท้อนพลังผลักพวกมันให้กระเด็นถอยหลังไปได้เล็กน้อย
ผลในการตั้งรับนับว่ายอดเยี่ยมยิ่ง
ขณะเดียวกัร ผมใช้กระบี่กระดูกปลาที่อยู่ในอีกมือแทงฟันเหล่าผีพรายตรงหน้าไม่หยุด
แต่ดังคำกล่าว สองหมัดหรือจะสู้สี่มือ
ต่อให้ผมสู้สุดชีวิต
ต่อให้ทุ่มเทสุดแรง
แต่พลังบำเพ็ญของผมยังอยู่แค่ระดับพรจิตเท่านั้น เป็นเพียงผู้ฝึกตนธรรมดาคนหนึ่ง
เมื่อเผชิญหน้ากับผีพรายมากกว่าสิบตนที่เข้าจู่โจมไม่หยุดย่อมไม่อาจรับมือได้หมดแน่นอน
ผมกวาดร่มออกไปทีหนึ่ง ผลักผีพรายถอยไปได้สองตน จากนั้นแทงกระบี่ปักตรงกลางอกของผีพรายตนหนึ่งอย่างจัง
ผีพรายตนนั้นร้องกรีดเสียงแหลมบาดหู แล้ว “ปัง!” ตัวระเบิดกลายเป็นดวงไฟวิญญาณมลายหายไปทันที
ทว่าทันทีที่มันสลายไปก็มีผีพรายอีกตนปีนขึ้นมาบนเรือ
ยังไม่ทันที่ผมจะชักกระบี่กลับ มันก็พุ่งเข้ามากัดผมทันที
มันกัดเข้าที่แขนของผมอย่างแรง!
ความเจ็บแล่นขึ้นมาทันใด
ความรู้สึกนี้ เจ็บยิ่งกว่าที่เคยถูกสุนัขกัดตอนเด็กๆ เสียอีก!
“ไอ้เวร!” ผมกัดฟันคำราม แล้วเตะมันด้วยเท้าขวาสุดแรง!
ผีพรายที่กัดแขนผมจนเลือดซึม ตอนแรกยังทำหน้าท่าทางสุขใจ
แต่ในวินาทีถัดมา มันก็รู้สึกถึงความผิดปกติ
เพราะดวงชะตาของผมพิเศษ โลหิตในกายจึงแตกต่างจากคนทั่วไป
ในเลือดแฝงไว้ด้วยอานุภาพกดข่มพลังอาฆาตอยู่ระดับหนึ่ง
ที่เนินเขาสิบลี้ นักพรตวิญญาณเคยเผลอดื่มเลือดผมไปสองอึก สุดท้ายเลยถูกผมฉวยโอกาสสังหาร
แล้วเจ้าผีพรายกระจอกๆ นี่ กล้าดีอย่างไรถึงดูดเลือดผม
สีหน้าของมันเปลี่ยนไปอย่างน่าสยดสยอง ในปากของมันมีแต่ความเจ็บปวดแสบแสนคล้ายกำลังกลืนกรดกำมะถันลงไปอย่างไรอย่างนั้น
“อ๊าก นี่มันอะไร เจ็บ… เจ็บ…” ผีพรายกรีดร้อง
ใบหน้าของมันปรากฏรูโหว่ขนาดใหญ่
ไอดำพวยพุ่งออกมาดัง “ซู่ๆๆ” ไม่หยุด
มันทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น มือทั้งสองข้างกุมใบหน้าด้วยความทรมานสุดขีด
“เลือดของฉันน่ะ ไม่ใช่ของที่พวกสวะอย่างแกจะดื่มได้ง่ายๆ!” ผมตะโกนเสียงเย็นชา พร้อมกับตวัดร่มดำในมือฟาดลงไป
“ปัง!”
ผีพรายตัวนั้นถูกตีกระเด็นตกน้ำทันที
กลุ่มไอดำลอยฟุ้งขึ้นมาเป็นสาย แล้วร่างของมันก็มลายหายไปทันที
ทว่าผีพรายรอบข้างไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย ยังคงพุ่งเข้าใส่ผมอย่างบ้าคลั่งอีกระลอก
ผมกัดฟันป้องกันอย่างยากลำบาก
แม้จะสังหารผีพรายไปสามตนติด
ทำร้ายผีพรายอีกหลายตนจนได้รับบาดเจ็บหนัก
แต่เรือเล็กคับแคบเช่นนี้ จึงไม่สามารถหลบหลีกหรือใช้กลยุทธ์ได้
พอไม่มีพื้นที่ให้ตั้งรับได้อย่างเต็มที่ ผมจึงไม่อาจเปลี่ยนสถานการณ์ได้
บาดแผลตามร่างกายก็มากขึ้นเรื่อยๆ
ในจังหวะที่ไม่ทันระวังตัว มีผีพรายตนหนึ่งแอบโผล่ขึ้นมา แล้วโถมตัวเข้ากอดขาผมเอาไว้แน่น
ผมพยายามสะบัดหนี แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว
ผีพรายอีกตนหนึ่งพุ่งเข้ามาจากด้านหลัง ชนผมล้มลงไปบนดาดฟ้าเรืออย่างแรงจนเกือบจะตกน้ำอยู่รอมร่อ
เหล่าผีพรายเห็นผมล้มลงต่างอ้าปากกว้าง เผยให้เห็นเขี้ยวคมกริบ
“เอ่อ!” เสียงคำรามดังก้อง
พวกมันพุ่งเข้าใส่ผมพร้อมกันอย่างรวดเร็ว
ผมเตะผีพรายตัวหนึ่งกระเด็นออกไป อีกตัวหนึ่งก็ถูกกระบี่กระดูกปลาสกัดไว้
แต่ยังมีตัวที่สามและสี่กระโจนตามเข้ามา
ทั้งสองตัวกดร่างผมแนบติดกับดาดฟ้าแน่นหนา
ตอนนี้ไม่ต้องพูดถึงเรื่องตอบโต้ แม้แต่จะขยับตัวยังทำไม่ได้
ในขณะเดียวกัน ผีพรายหกตนต่างอ้าปากกว้าง หมายจะกัดผมให้ตายตรงนี้
“อ๊าก!”
เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดหลุดออกมาจากปากผม
ต้นขา น่อง แขน ทั้งหมดถูกกัดจนเป็นแผลเหวอะหวะ…
พวกมันไม่ได้ดูดเลือดของผม ดูดเอาเพียงแค่พลังปราณในร่างกาย
ผมรู้สึกได้ชัดเจนว่า พละกำลังทั่วทั้งร่างกำลังถูกสูบออกไปอย่างรวดเร็ว
ผีพรายตนหนึ่งถึงกับพยายามจะกัดเข้าที่ลำคอผมด้วยซ้ำ
ผมดิ้นรนสุดกำลัง แต่ก็ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง
เห็นได้ชัดว่าอีกไม่นาน ผมต้องถูกพวกมันฆ่าตาย ณ ที่ตรงนี้แน่นอนแล้ว
แต่ในขณะที่ความสิ้นหวังเกือบจะเข้าครอบงำ พลันมีเสียงคำรามต่ำๆ ดังขึ้นในผืนน้ำเบื้องล่าง
เสียงคำรามนี้เพิ่งดังขึ้น เหล่าผีพรายที่กำลังกัดผมอยู่ทั้งหมดก็หยุดการกระทำในทันที
พวกมันผละออกไปอย่างหวาดกลัว แต่ยังคงกดร่างผมไว้แน่น ไม่กัด ไม่ดูดพลังปราณอีกต่อไป
จากนั้น ผมเห็นผีพรายตัวหนึ่งค่อยๆ ไต่ขึ้นมาอย่างเชื่องช้าจากท้ายเรือ
มันเป็นผีพรายที่มีพลังเย็นยะเยือกปกคลุมไปทั่วร่าง ลมหายใจที่มันแผ่ออกมาเต็มไปด้วยความตาย ดวงตาทั้งสองข้างเป็นสีขาวโพลน
มันแผ่กระจายกลิ่นอายแห่งความตายอันน่าสะพรึงกลัวออกมาไม่หยุด
ดูจากพลังและการแสดงออกของเหล่าผีพราย มันน่าจะเป็นหัวหน้าของกลุ่มวิญญาณร้ายเหล่านี้แน่นอน
มันจ้องมองมาทางผม พลางส่งเสียงหัวเราะแหบพร่า
“แคกๆๆ…”
เสียงนั้นเต็มไปด้วยความพิลึกพิลั่น
มันค่อยๆ คลานเข้ามาหาผมทีละน้อย
ในขณะที่มันคลานเข้ามาใกล้ ก็เริ่มสูดลมหายใจเข้าแรงๆ ดูดกลืนพลังชีวิตจากร่างของผม
ท่าทางของมันเหมือนกำลังเสพสุขอย่างไรอย่างนั้น
สุดท้าย มันแลบลิ้นสีแดงสดออกมา เลื้อยโบกสะบัดไปมาอยู่ตรงหน้าผม
ภาพที่เห็นทำให้ผมรู้สึกคลื่นเหียนอย่างรุนแรงจนแทบอาเจียนออกมา
แต่กระนั้น ผมก็ไม่อาจขยับตัวหนีได้แม้แต่น้อย ทำได้เพียงหันหน้าหนีไปอีกด้านด้วยความขยะแขยง
เห็นดังนั้น เจ้าผีพรายตัวนั้นก็สูดลมหายใจแรงๆ อีกเฮือกใหญ่ ดูดเอาไอหยางในกายผมไปมหาศาล
มันหัวเราะด้วยความสุขอย่างยิ่งยวด “ช่างอบอุ่นเหลือเกิน! สบายตัวจริงๆ…”
น้ำเสียงของมันแหบต่ำเย็นยะเยือกราวกับมาจากขุมนรก...
ในขณะที่มันพูด ลิ้นของมันก็เลื้อยมาเลียใบหน้าของผม
มันเหนียวเหนอะหนะ เย็นยะเยือกถึงกระดูก ทำเอาผมรู้สึกขยะแขยงสุดขีดจนอยากจะอาเจียนออกมาให้ได้
“ให้ฉัน…ได้อบอุ่นให้เต็มที่สักหน่อยเถอะ…” เจ้าผีพรายตนนั้นยังคงพูดต่อ
จากนั้นมันก็อ้าปากกว้างฉับพลัน เผยให้เห็นเขี้ยวแหลมเล็กคล้ายเขี้ยวของอสรพิษร้ายเต็มปาก
มันจ้องลำคอของผม แล้วพุ่งเข้ามาหมายจะกัดลงไป
มันต้องการกัดลำคอของผมให้ขาดเพื่อดูดเอาปราณที่เหลืออยู่ทั้งหมดไป
ในชั่วพริบตานั้น ความตายโอบล้อมผมไว้โดยสมบูรณ์
แม้แต่จังหวะการเต้นของหัวใจก็ราวกับหยุดลง
จบสิ้นแล้ว…
ทว่าในวินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง พลันมีเสียงตะโกนก้องดังขึ้นจากภายในม่านหมอก “เจ้าปีศาจชั่ว! บังอาจนัก อย่าได้กำเริบเสิบสาน!”
เสียงนั้นดังกึกก้องราวกับฟ้าผ่า
ม่านหมอกที่ลอยอยู่รอบเรือถูกเสียงนี้สั่นสะเทือนจนกระจายออกไปในพริบตา
กลิ่นอายพลังอันแข็งแกร่งแผ่กระจายออกมาราวกับระลอกคลื่น สาดซัดมายังทิศทางของผมและเหล่าผีพราย
ผีพรายที่กำลังจะกัดคอผมถึงกับชะงักงันไปชั่วครู่
ถัดจากนั้น ผมเห็นเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นกลางม่านหมอก ในมือถือกระบี่ไม้ท้อ โผทะยานลงมาจากฟากฟ้า
อาจารย์!
เป็นอาจารย์จริงๆ!
ดวงตาของผมเบิกกว้าง หัวใจเต้นแรงด้วยความยินดี
ยังไม่ทันที่ผีพรายบนเรือจะทันได้ตอบสนอง หรือแม้แต่ผมจะเปล่งเสียงออกไป
อาจารย์ก็พุ่งตัวลงมาด้วยความเร็วปานสายฟ้า กระบี่ไม้ท้อในมือแทงตรง
“ฟิ้ว!”
ปลายกระบี่ไม้ท้อพุ่งเสียบทะลุร่างผีพรายตรงหน้าผมทันที
“อ๊าก!” เสียงกรีดร้องโหยหวนดังลั่น
ผีพรายตนนั้นกระอักเลือดตายทันที
อาจารย์สะบัดกระบี่ไม้ท้อในมือขวาเบาๆ
“ปัง!” เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นทันที
เจ้าผีพรายที่กำลังพยายามจะกัดผมถูกกระบี่ฟาดจนทั้งร่างแตกสลายไปต่อหน้าต่อตา
แม้แต่ดวงไฟวิญญาณก็ไม่ปรากฏ
แรงกดดันอันแข็งแกร่งที่ระเบิดออกมาทำให้เหล่าผีพรายอีกสี่ตนที่เหลืออยู่บนเรือถูกแรงสั่นสะเทือนซัดกระเด็นปลิวตกลงน้ำไปหมดในทันที
“อาจารย์!” ผมร้องเรียกด้วยความตื่นเต้นดีใจสุดขีด
แต่ขณะเดียวกันก็หอบหายใจหนักหน่วง เพราะถูกดูดไอหยางไปไม่น้อย สีหน้าของผมตอนนี้ซีดเซียวจนแทบไม่มีสีเลือด
ความรู้สึกเฉียดตายแบบนี้ มันทรมานเสียจนแทบขาดใจจริงๆ…
อาจารย์คว้าข้อมือผมดึงให้ลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“เสี่ยวเจียง…” อาจารย์มองดูบาดแผลทั่วทั้งร่างของผมที่เต็มไปด้วยรอยกัด พลางสบถเสียงเย็นชาออกมา “เจ้าพวกสวะสมควรตาย!”
“ผมยังสบายดีอยู่อาจารย์ อย่างน้อย…ก็ยังไม่ตาย!” แม้ผมจะยังตกใจไม่หาย แต่ก็ยังฝืนยิ้มเอ่ยตอบไป
อาจารย์พยักหน้าเล็กน้อย สีหน้าฉายแววเคร่งขรึม “ที่นี่มีผีพรายมากเกินไป มากกว่าที่ฉันคาดการณ์ไว้เป็นหมื่นเท่า…”
ขณะอาจารย์พูด ผมสังเกตเห็นว่า เสื้อผ้าบริเวณหัวไหล่ซ้ายของอาจารย์ถูกฉีกขาดเป็นทางยาว รอยเลือดซึมไหลออกมาเป็นสาย
แม้แต่อาจารย์ยังบาดเจ็บ!
แค่คิดก็รู้แล้วว่าสิ่งที่อาจารย์เผชิญเมื่อครู่นี้น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงใด
ไม่แปลกเลยที่อาจารย์ถึงมาไม่ทันช่วยผมแต่แรก
เพราะท่านเองก็ต้องต่อสู้กับสิ่งที่ยากจะรับมือเช่นกัน
“อาจารย์… ท่านเจอกับอะไรมาถึงได้บาดเจ็บเช่นนี้”
อาจารย์พรูลมหายใจออกมา
“สุ่ยกุ้ย!”
“สุ่ยกุ้ยโผล่ออกมาจริง ๆ หรือ!” ผมเอ่ยถามด้วยความตกตะลึง
ก่อนหน้านี้ยังเป็นเพียงการคาดเดา แต่ตอนนี้ได้รับการยืนยันจากอาจารย์โดยตรงจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขนลุก
“โชคดีที่มันเพิ่งเกิดลมหายใจ ซ้ำยังถูกฉันทำร้ายจนบาดเจ็บ แต่ที่นี่มีปัญหาใหญ่มาก มันไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ต้องมีใครบางคนแทรกแซง ทำให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่เลี้ยงศพเลี้ยงผีใต้น้ำ จำนวนผีพรายที่มีอยู่ที่นี่ไม่ใช่แค่สิบกว่าตัวแน่นอน...” อาจารย์เอ่ยด้วยสีหน้าหนักใจ
ผมฟังแล้วรู้สึกใจสั่น ที่แท้ที่แห่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่มีคนตั้งใจสร้างขึ้นมาให้เป็นสถานที่เลี้ยงศพเลี้ยงผีใต้น้ำงั้นหรือ!
นั่นหมายความว่าบริเวณนี้มีนักพรตสายมารหลบซ่อนตัวอยู่?
“อาจารย์ แล้วตอนนี้เราควรทำอย่างไรดี”
ผมกวาดตามองไปรอบๆ หมอกยังคงหนาทึบ ไกลออกไปยังพอมองเห็นเรือท่องเที่ยวสีเหลืองลอยอยู่
อาจารย์สูดลมหายใจ มองไปยังผิวน้ำที่ปั่นป่วนแล้วกล่าวว่า “ผิวน้ำอันตรายเกินไป ฉันจะส่งนายกลับเข้าฝั่งก่อน...”
แต่ยังไม่ทันที่เสียงของอาจารย์จะขาดหาย กลับมีเสียงหญิงสาวแว่วมาจากม่านหมอกเบาๆ
“ไหน ๆ ก็มาถึงแล้ว อยู่เป็นเพื่อนกันเถอะนะ…”