ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 168 ถอดจิตดึงวิญญาณ ไอหยินอันบ้าคลั่ง
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 168 ถอดจิตดึงวิญญาณ ไอหยินอันบ้าคลั่ง
ผมรู้สึกว่าตัวเองใกล้ตายเต็มทีแล้ว และการตายแบบนี้มันทรมานเกินไป โดยปกติแล้ววิญญาณและร่างกายควรเป็นหนึ่งเดียวกัน มีเพียงตอนที่ร่างกายหมดอายุขัยหรือได้รับบาดเจ็บสาหัสจนเสียชีวิต วิญญาณถึงจะแยกออกจากร่าง
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมตอนนี้คือร่างกายยังไม่ตาย กลับถูกเจ้าปีศาจนี่บังคับดึงวิญญาณออกไปด้วยพลังอันบ้าคลั่ง
มันเหมือนกับการกรีดแผลลึกลงไปที่ขา จากนั้นใช้แรงดึงกระดูกออกมาทั้งๆ ที่เนื้อยังติดอยู่ มันเป็นความเจ็บปวดที่รุนแรงยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด เพราะความเจ็บนี้ไม่ใช่แค่ความรู้สึกทางกาย แต่มันเป็นความเจ็บที่ฝังลึกลงไปในวิญญาณ เจ็บจนแทบขาดใจ
“อ๊าก!” ผมกรีดร้องออกมาโดยไม่อาจทนได้
แต่นักพรตเก้าศพกลับดูสนุกสนานกับสิ่งที่เกิดขึ้น มันหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง พลางกระชากวิญญาณของผมออกจากร่างทีละนิด
“สัตว์เลี้ยงที่ไม่เชื่องก็ต้องสั่งสอนกันบ้าง ใครกล้าท้าทายฉันก็ต้องเตรียมใจรับความทรมานให้ดี ฮ่าๆๆ!”
“ปล่อยศิษย์ฉัน! ปล่อยเขาเดี๋ยวนี้!” อาจารย์มองผมด้วยดวงตาแดงก่ำ
เขาไม่สามารถร่ายคาถาหรือขยับตัวได้ ทำได้เพียงมองดูผมถูกทรมาน ถูกดึงวิญญาณออกไปต่อหน้าต่อตา ความรู้สึกนี้ทำให้อาจารย์เจ็บปวดจนแทบทนไม่ไหว มันกระตุ้นให้เขานึกถึงอดีตที่เขาเคยพยายามฝังกลบไปในความทรงจำ
แต่นักพรตเก้าศพไม่สนใจสิ่งที่อาจารย์พูด มันยังคงดึงวิญญาณของผมต่อไป
ตอนนี้กว่าครึ่งร่างของวิญญาณผมหลุดออกจากร่างไปแล้ว และเมื่อเห็นว่าใกล้จะสำเร็จ มันก็คว้าตัวผมเหวี่ยงลงไปบนพื้น มือข้างหนึ่งร่ายคาถาใส่ร่างของผม ส่วนวิญญาณของผมยังคงถูกกระชากออกไปเรื่อยๆ
หุ่นฟางของมันเริ่มแสดงสีหน้าตื่นเต้น จากนั้นก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสะใจ “ไอ้หนูนี่ดื้อดึงไม่เบา แต่ฉันก็แค่ต้องใช้แรงเพิ่มอีกหน่อย…” พูดจบก็กระโดดถอยหลังไปสองก้าว จากนั้นยื่นสองมือไปด้านหน้าพร้อมออกแรงกระชาก
‘แควก!’ เสียงแหลมดังขึ้นพร้อมกับที่วิญญาณของผมถูกดึงออกจากร่างมากขึ้น
“อ๊ากกก!”
เจ็บปวด…เจ็บปวดจนแทบขาดใจ…
เสียงกรีดร้องอันเจ็บปวดดังก้องไปทั่ว วิญญาณของผมเหลือเพียงแค่เท้าที่ติดอยู่ในร่างกาย และยังคงถูกดึงออกไปทีละนิด…
ตอนนี้ข้อเท้าของผมโผล่ออกจากร่างกายแล้ว หากเท้าของผมหลุดออกจากร่างเมื่อไร ทุกอย่างก็จบ!
แม้ในภายหลังจะสามารถเรียกวิญญาณกลับเข้าไปได้ แต่ชีวิตของผมจะสั้นลงอย่างแน่นอน…
นักพรตเก้าศพเบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น ก่อนตะโกนลั่น “ออกมาเถอะ! วิญญาณสัตว์เลี้ยงของฉัน!”
สิ้นคำ มันออกแรงดึงสุดตัว
ฝ่าเท้าของผมโผล่ออกมาแล้ว…อีกเพียงแค่เสี้ยววินาที วิญญาณของผมก็จะถูกฉีกออกจากร่างอย่างสมบูรณ์ และหากวิญญาณถูกดึงออกจากร่างด้วยวิธีนี้ หัวใจในร่างจะหยุดเต้นทันที!
เวลาที่จะนำวิญญาณกลับเข้าร่างมีเพียงไม่เกินสิบนาที… แตกต่างจากกรณีของหลี่เสี่ยวหมิ่นโดยสิ้นเชิง
อาจารย์มองดูทุกอย่างอยู่ตรงนั้น สายตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง เขาค่อยๆ หลับตาลงด้วยความเจ็บปวด
และผม…ก็ทำใจยอมรับความตายที่กำลังมาถึง
แต่ชะตาของผมยังไม่ถึงฆาต!
เพราะในเสี้ยววินาทีก่อนที่วิญญาณของผมจะถูกกระชากออกไปจนหมด ร่มปรภพที่ร่วงอยู่ระหว่างผมกับหุ่นฟางก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น
อักษร “雨” ที่สลักอยู่บนก้านร่มปรภพพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงสด และทันทีที่มันเปลี่ยนเป็นสีแดงสด ร่มปรภพที่ล้มอยู่บนพื้นก็ลุกขึ้นตั้งตรงด้วยตนเอง
‘วู้ม!’ เสียงระเบิดดังกึกก้องพร้อมกับไอหยินอันบ้าคลั่งที่พุ่งออกจากร่มดำ
กลุ่มหมอกดำพวยพุ่งขึ้นไปบนฟ้า สายลมเย็นยะเยือกปั่นป่วนไปทั่ว
‘ฟู่!’ ลมหมุนรุนแรงซัดหมอกดำกระจายออกไปจนหมด พลังที่แผ่ออกมานั้นหนักหน่วงราวกับสึนามิพัดกระหน่ำ มันปกคลุมทั่วทั้งทะเลสาบหนานเทียนในพริบตา
อาจารย์เบิกตากว้าง มองมาทางผมด้วยความตกตะลึง
หุ่นฟางที่ดึงวิญญาณผมอยู่เผยสีหน้าหวาดกลัวออกมาเป็นครั้งแรก แม้มันจะเป็นเพียงแค่หุ่นเชิด แต่ก็สัมผัสได้ถึงไอหยินอันบ้าคลั่ง
แล้วทันใดนั้น ร่มปรภพก็กางออกเอง
‘วู้มมม!’ ไอหยินที่ปะทุออกมาพัดกระแทกหุ่นฟางจนกระเด็นไปไกล มันกลิ้งไปกับพื้นหลายตลบ ก่อนจะหยุดนิ่ง
และในจังหวะนั้นเอง วิญญาณของผมก็รีบพุ่งกลับเข้าร่างในทันที
ผมลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง รู้สึกเหมือนโลกหมุนไปหมด
ไอหยินอันบ้าคลั่งยังคงแผ่ซ่านไปทั่ว
เมื่อร่มดำกางออก มันแผ่หมอกดำออกมาอย่างรวดเร็ว
เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นท่ามกลางหมอกดำนั้น… หญิงสาวในชุดขาวก้าวออกมาจากม่านหมอกอย่างช้าๆ ใบหน้าของเธองดงามไร้ที่ติราวกับนางฟ้าในภาพวาด ที่มุมหางตาด้านซ้ายมีไฝเม็ดเล็กๆ เม็ดหนึ่ง เพิ่มเสน่ห์ให้เธอยิ่งขึ้น
ในสภาพที่ยังมึนงง ผมมองเห็นใบหน้านั้นไม่ชัดเจน แต่รูปร่าง ท่าทาง และกลิ่นอายของเธอทำให้ผมรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก และในกลิ่นอายอันเย็นยะเยือกนี้ ผมยังได้กลิ่นของฟอร์มาลีนอ่อนๆ ลอยมาตามลม…
จิตใจของผมกระตุกวูบ ผมรู้แล้วว่าเธอเป็นใคร…
“เสี่ยว…เสี่ยวอวี่…” ผมพึมพำออกมาอย่างแผ่วเบา
ผมไม่รู้ว่าเธอมาได้อย่างไร แต่เพียงแค่ได้เห็นเธอ หัวใจของผมก็เต็มไปด้วยความตื้นตันและดีใจอย่างบอกไม่ถูก
เธอคือผู้หญิงที่ดีที่สุดสำหรับผมในโลกใบนี้ แม้ว่าเธอ…จะเป็นผีก็ตาม
ทันทีที่เสียงของผมเอ่ยออกไป หญิงสาวในชุดขาวที่ยืนอยู่ในม่านหมอกก็มองเห็นผม เมื่อเธอเห็นร่างกายของผมที่เต็มไปด้วยบาดแผล เลือดโชกไปทั้งตัว สีหน้าของเธอพลันเต็มไปด้วยความตกใจ
เธอเบิกตากว้าง ก่อนจะอุทานออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “เจียงหนิง!”
เธอรีบโน้มตัวมองสำรวจผมด้วยความหวาดหวั่น
ในที่สุด ผมก็เห็นใบหน้าของเธอชัดเจน ผมไม่ได้มองผิดไป เธอคือเสี่ยวอวี่ แฟนสาวของผม ไป๋เสี่ยวอวี่
“เสี่ยวอวี่… เธอมาได้ยังไง” ผมเอ่ยถามด้วยความตกตะลึง
เพราะก่อนหน้านี้ เสี่ยวอวี่เคยบอกว่าเธอถูกขังอยู่ในตึกเก้าศพ ไม่สามารถออกมาได้ เธอจะเป็นอิสระก็ต่อเมื่อผมหา ‘ศพพยาบาทเบญจธาตุ’ ให้เธอได้เท่านั้น
แต่เสี่ยวอวี่ไม่ได้ตอบคำถามผม ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันแน่น
มือขาวซีดของเธอสั่นไหวเบาๆ ขณะที่ลูบไล้ใบหน้าของผมอย่างอ่อนโยน
“ใคร… ใครเป็นคนทำ ฉันจะฆ่ามัน! ฆ่ามันให้ตาย!” ทันใดนั้น ไอหยินอันเย็นยะเยือกก็ปะทุออกจากร่างของเสี่ยวอวี่
เส้นผมของเธอลอยสะบัด กระโปรงขาวพลิ้วไหวราวกับถูกลมกระโชก ดวงตาของเธอเปลี่ยนเป็นสีแดงจางๆ อย่างน่าหวาดกลัว
แม้เธอจะเป็นผีและไร้น้ำตา แต่ผมกลับสัมผัสได้ถึงความโศกเศร้าและโทสะอันรุนแรงจากเธอ
เสี่ยวอวี่วางมือลงบนหน้าอกของผมเบาๆ
ผมรู้สึกถึงความเย็นเยียบสายหนึ่งที่ไหลเข้าสู่ร่างกาย ทันใดนั้น อาการบาดเจ็บของผมก็ทุเลาลงอย่างมหัศจรรย์
เธอประคองผมไปพิงเข้ากับต้นไม้ ก่อนจะหันขวับกลับไป และนั่นเอง เธอเห็นหุ่นฟางที่กำลังลุกขึ้นมาจากพื้นพอดี
“บังอาจทำร้ายคนของฉัน…แกจะไม่มีที่ฝังร่างอีกต่อไป!”
ไอหยินพุ่งพล่านจนบรรยากาศสั่นสะเทือน
ก่อนหน้านี้ หุ่นฟางยังแสดงท่าทียโสโอหัง ไม่หวาดกลัวสิ่งใด แต่ตอนนี้…เพียงแค่เสี่ยวอวี่หันกลับมา ร่างของมันก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง
เศษฟางหลุดร่วงจากตัวทีละชิ้นๆ ราวกับมันกำลังจะพังทลายลงทุกเมื่อ มันไม่กล้าพูดอะไรแม้แต่คำเดียว รีบหันหลังกลับ พุ่งตรงไปยังทะเลสาบหนานเทียนทันที
แต่เสี่ยวอวี่จะปล่อยให้มันหนีไปง่ายๆ ได้อย่างไร เธอเพียงสะบัดมือเบาๆ หุ่นฟางก็ลอยกลับมาในพริบตา
‘ตุบๆๆ!’ มันกลิ้งไปตามพื้นก่อนจะมาหยุดอยู่ตรงหน้าเสี่ยวอวี่ ร่างกายของมันเริ่มแตกสลาย
หุ่นฟางพยายามจะยันตัวลุกขึ้น แต่เสี่ยวอวี่สะบัดมืออีกครั้ง คราวนี้ศีรษะของมันถูกเธอคว้าขึ้นมาถือไว้
มันยังคงดิ้นรน แต่ก็ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง
เสี่ยวอวี่มองมันด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ “หุ่นเชิด…”
ดวงตาของหุ่นฟางจ้องมองเสี่ยวอวี่อย่างหวาดกลัว ก่อนจะพูดขึ้นด้วยเสียงแหบแห้ง “คิดไม่ถึงว่า ภายในร่มดำจะซ่อนค่ายกลวิญญาณเอาไว้ด้วย…”