ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 167 ยากเกินไปแล้ว ความตายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 167 ยากเกินไปแล้ว ความตายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ฝ่ายตรงข้ามหัวเราะด้วยท่าทีของผู้ชนะ
อาจารย์เปล่งเสียงออกมาอย่างดื้อรั้น “ปล่อย…ปล่อยฉันลง…”
“อาจารย์!”
“ปล่อยฉันลง!”
อาจารย์กล่าวเสียงแข็งอีกครั้ง
ผมไม่มีทางเลือกอื่น ได้แต่ค่อยๆ วางอาจารย์ลง
ทว่าทันทีที่เท้าของอาจารย์แตะพื้น เข่าก็อ่อนทรุดแทบจะล้ม
โชคดีที่ผมประคองไว้ทัน
“อาจารย์…”
อาจารย์สูดหายใจเฮือกใหญ่ ใช้นิ้วของตนเองจิ้มลงที่จุดหนึ่งบนหน้าอก
ทันใดนั้น เหมือนว่าพละกำลังของอาจารย์จะฟื้นขึ้นมาเล็กน้อย
แม้ร่างกายยังสั่นไหว แต่ก็สามารถยืนทรงตัวได้ด้วยตนเองแล้ว
ในเวลาเดียวกัน อาจารย์จ้องมองหุ่นฟางตรงหน้าด้วยแววตาแดงก่ำ พูดด้วยเสียงเหี้ยมเกรียม “ฉันโลดแล่นในวงการนี้มาหลายสิบปี มรสุมใดเล่าที่ไม่เคยผ่าน ต่อให้ตายก็ต้องถอนเขี้ยวมันให้ได้…”
อาจารย์กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แม้ร่างกายจะบาดเจ็บหนัก แต่ท่าทีของเขากลับไม่อ่อนข้อ
เมื่ออาจารย์ไม่กลัว แล้วผมยังจะกลัวอะไรอีก
หากต้องตาย ผมคงตายไปนานแล้ว ที่ยังมีชีวิตอยู่ถึงตอนนี้เป็นเพราะเสี่ยวอวี่ ลุงอวี๋ และอาจารย์ช่วยเหลือผมมาตลอด
ในเมื่อหนีไม่พ้นก็ไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องหวาดหวั่น อย่างที่อาจารย์ว่า หากต้องตายจริงๆ อย่างน้อยก็ควรดึงฟันมันออกมาสักสองซี่!
อาจารย์เอื้อมมือไปดึงกระบี่ไม้ท้อจากแผ่นหลังของผม
ผมเองก็กำร่มดำและกระบี่กระดูกปลาแน่น เตรียมเปิดศึกตัดสินกับเจ้าหุ่นฟางที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน
แต่หุ่นฟางตัวนั้นกลับไม่สนใจการเตรียมพร้อมของเราเลย
มันเพียงแค่หัวเราะก่อนเอ่ยขึ้นว่า “ฮ่าๆๆ! เมื่อเลี้ยงสัตว์เยอะเข้า บางครั้งจะมีตัวที่มีนิสัยดื้อรั้นเล็กน้อย แต่ไม่เป็นไร ตีสักหน่อยเดี๋ยวก็เชื่องเอง…” คำพูดสุดท้ายยังไม่ทันจบดี ใบหน้าของมันพลันบิดเบี้ยวอย่างน่าสะพรึงกลัว ก่อนอ้าปากกว้างคำรามออกมา
“วี้ดดด”
เสียงกรีดร้องแผดก้องไปทั่วบริเวณ คลื่นเสียงพุ่งกระแทกแก้วหูของผมอย่างรุนแรงจนปวดแปลบ
แต่เรื่องยังไม่จบเพียงเท่านี้ ควันดำทะมึนพวยพุ่งออกมาจากปากของหุ่นฟาง ทุกสิ่งที่ควันดำลอยผ่าน แม้แต่ใบไม้แห้งที่ล่องลอยอยู่ในอากาศยังลุกไหม้และสลายกลายเป็นเถ้าถ่านทันที
ผมและอาจารย์ต่างตกตะลึงไปชั่วขณะ แต่ในวินาทีต่อมา ผมก็กางร่มดำออกอย่างรวดเร็ว พร้อมยืนขวางหน้าอาจารย์
“อาจารย์ ระวัง!”
อาจารย์สูญเสียพลังไปมหาศาล ตอนนี้แม้แต่จะยืนให้มั่นคงยังลำบาก ความเร็วและการตอบสนองของเขาจึงช้าลงไปมาก
ทันทีที่ผมกางร่ม หมอกดำก็พุ่งกระแทกใส่ร่มดัง “วู้มๆ!”
แรงกระแทกทำให้ผมถอยหลังไปหลายก้าว แต่ร่มดำเพียงเปล่งแสงสีดำอ่อน ไม่ได้รับความเสียหายใดๆ แล้วหมอกดำเบื้องหน้าก็สลายไป
อาจารย์พลันตะโกนขึ้นว่า “ซ้ายมือ!” พร้อมกับฟันกระบี่ไปทางซ้ายทันที
ท่ามกลางหมอกดำ หุ่นฟางพลันกระโจนออกมา มันตวัดกรงเล็บใส่อาจารย์ เขาพยายามป้องกัน แต่ก็ทำได้เพียงประคองตัว จากนั้น อาจารย์ก็เหวี่ยงฝ่ามือไปยังศีรษะของหุ่นฟาง แต่เพราะบาดเจ็บหนัก ความเร็วของอาจารย์จึงช้าลงมาก ส่งผลให้ฝ่ามือนั้นพลาดเป้าหมาย กระแทกไปที่ไหล่ของมันแทน
‘ตูม!’ แรงกระแทกทำให้ไหล่ของหุ่นฟางเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่
“บัดซบ!” อาจารย์กัดฟัน ก่นด่าอย่างหัวเสีย
หุ่นฟางเอียงหัวหลบการโจมตี ก่อนจะหัวเราะเยาะด้วยเสียงเย็นชา “น่าเสียดาย แค่เพียงนิดเดียวแกก็จะโจมตีโดนหัวฉันแล้ว!”
พูดจบ มันฟาดกรงเล็บออกมาอีกครั้ง พลังอาฆาตจากกรงเล็บพุ่งกระจายออกมาอย่างรุนแรง
อาจารย์ไม่อาจรับมือได้ เขาถูกซัดกระเด็นออกไปไกลกว่าสามเมตร ก่อนจะกระอักเลือดออกมา
“ไอ้เวรเอ๊ย!” ผมสบถด่า แล้วพุ่งเข้าฟันมันทันที
แต่หุ่นฟางกลับเบี่ยงตัวหลบได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะตวัดกรงเล็บสวนกลับมา
ผมใช้ร่มดำตั้งรับ
‘ปัง!’ แรงสะท้อนจากร่มดำทำให้หุ่นฟางถูกผลักกระเด็นออกไป
มันยืนมองผมจากระยะไม่ไกล ดวงตาหรี่ลง ก่อนจะเผยรอยยิ้มด้วยความตื่นเต้น “โอ้! ก่อนหน้านี้ฉันไม่ทันสังเกตว่าร่มของแก…กลับเป็น ‘ร่มปรภพ’!”
มันหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง “ฮ่าๆๆ! ไม่อยากเชื่อเลย ฮ่าๆ! คาดไม่ถึงเลยว่าฉัน…นักพรตเก้าศพจะมีโชคเช่นนี้!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของผมและอาจารย์เปลี่ยนไปทันที
‘นักพรตเก้าศพ?’
นี่ไม่ใช่ชื่อที่พวกเราเคยได้ยินจากปากนักพรตวิญญาณที่เนินสิบลี้งั้นหรือ
มันเป็นคนที่สอนไสยเวทให้วิญญาณตนนั้น แถมยังเป็นศัตรูที่ฆ่าแฟนสาวของเม่าจิ้ง!
“แก…คือนักพรตเก้าศพ!?” อาจารย์กุมหน้าอกก่อนถามด้วยเสียงอ่อนแรง
หุ่นฟางฉีกยิ้มกว้าง แววตาเต็มไปด้วยความหยามเหยียด “โอ้? แกรู้จักชื่อเสียงของฉันด้วยหรือ”
“ชื่อเสียงบ้านพ่อแกน่ะสิ!” อาจารย์ตะโกนด่าโดยไม่ลังเล และพยายามยันตัวขึ้นมาสู้ต่อ แต่คำด่าของอาจารย์กลับทำให้นักพรตเก้าศพโกรธจัด
มันยกมือขึ้น ทันใดนั้น ลมก็พัดโหมกระหน่ำ หมอกดำสายหนึ่งพุ่งตรงเข้าใส่อาจารย์ทันที!
อาจารย์รีบยกกระบี่ไม้ท้อขึ้นตั้งรับ
แม้จะป้องกันไว้ได้ แต่พลังจากหมอกดำรุนแรงเกินไป
‘ปัง!’
แรงระเบิดจากพลังนั้นทำให้อาจารย์ถูกซัดกระเด็น กลิ้งไปบนพื้นหลายตลบ
เมื่อเห็นอาจารย์บาดเจ็บหนัก ผมกัดฟันแน่น กระชับกระบี่กระดูกปลาพุ่งเข้าหาหุ่นฟางทันที!
แต่นักพรตเก้าศพแข็งแกร่งเกินไป แม้ตรงหน้าจะเป็นเพียงหุ่นเชิด ทว่าพลังของมันอยู่เหนือกว่าผมมาก
ทันทีที่ผมพุ่งเข้าไปโจมตี มันเพียงแค่สบตาผมแวบเดียวก็สามารถฟาดกระบี่กระดูกปลาในมือผมกระเด็นออกไป
ผมกำร่มปรภพแน่น เตรียมฟาดมันสุดแรง
แต่ก่อนที่ผมจะลงมือ มันกลับใช้มืออีกข้างคว้าข้อมือผมไว้
พละกำลังของมันหาศาล มันบิดแขนผมจนขยับไม่ได้ ปลายเล็บที่ทำจากฟางของมันแทงทะลุเข้ามาในผิวหนัง
เลือดไหลซึมไปตามข้อมือ หยดลงบนโครงร่มและผืนร่มอย่างช้าๆ
ด้วยแรงบีบอันน่าสะพรึงของมัน ผมถูกบังคับให้คลายมือจากร่มปรภพ ส่วนมือข้างที่ถือกระบี่กระดูกปลายังชาไม่หาย
แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็กำหมัดแน่น ก่อนจะเหวี่ยงหมัดเข้าใส่ใบหน้ามันอย่างเต็มแรง
“ปัง!”
กำปั้นกระแทกเข้าที่หน้าหุ่นฟางอย่างจัง
แต่ผลลัพธ์…
ช่างไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง มันไม่สะเทือนแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันกลับใช้มือข้างเดิมที่ฟาดกระบี่ผมกระเด็นคว้าลำคอผมเอาไว้ แล้วยกตัวผมขึ้นสูง
ผมหายใจไม่ออก แรงในร่างค่อยๆ หดหาย
“เสี่ยวเจียง…” อาจารย์มองมาที่ผมด้วยความตื่นตระหนก เสียงของเขาแหบพร่า เลือดไหลออกมาจากมุมปาก แต่เพราะสูญเสียพลังไปมาก จึงขยับตัวไม่ได้เลย ทำได้เพียงมองดูผมถูกหุ่นฟางยกลอยอย่างสิ้นหวัง
“สัตว์เลี้ยงก็คือสัตว์เลี้ยง ไม่ว่ามันจะดุร้ายแค่ไหนก็เป็นเพียงสัตว์
“บอกฉันมา แกได้ร่มปรภพมาจากที่ไหน
“แกเป็นเพียงนักพรตทั่วไป เหตุใดถึงใช้ของวิเศษแดนปรโลกได้”
มันอาจจะอยากได้คำตอบ จึงคลายมือเล็กน้อย ทำให้ผมเริ่มหายใจออก
แต่ผมจะบอกมันได้อย่างไร ในเมื่อต้องตาย ก็ขอตายอย่างสมศักดิ์ศรี
ในเมื่อตอนนี้ผมเป็นนักพรต ก็ต้องมีศักดิ์ศรีของนักพรต ผมจะไม่ยอมทำให้อาจารย์เสียหน้า และจะไม่ยอมให้ท่านปรมาจารย์ต้องอับอาย
“ฝันไปเถอะ!” เลือดซาดกระเซ็นออกมากับคำพูดนั้น แต่ผมไม่มีแม้แต่วี่แววของความหวาดกลัว
ในใจเพียงแค่รู้สึกเสียดาย ผมไม่อาจมีชีวิตต่อไปได้อีกแล้ว ไม่มีโอกาสกลับไปดูใจปู่ และจะไม่ได้พบเสี่ยวอวี่อีกแล้ว…
แต่ในตอนนั้นเอง ผมกลับไม่ทันสังเกตเลยว่า เลือดที่ไหลจากข้อมือผมกำลังถูกดูดซับเข้าไปในร่มปรภพอย่างช้าๆ
เลือดค่อยๆ ไหลไปรวมกันที่โครงร่ม บริเวณที่มีอักษร “雨” สลักไว้ ก่อนค่อยๆ กลายเป็นสีแดงเข้ม…
หุ่นฟางเห็นว่าผมยังไม่ยอมแพ้ สีหน้าของมันเริ่มบิดเบี้ยว “หึ! ปากแข็งดีนัก ไม่เป็นไร ในเมื่อแกไม่พูด ฉันจะดึงวิญญาณแกออกมาเสีย!”
พูดจบ มันยกมือคว้าหน้าผากผมพลางตะโกนเสียงเย็น “ออกมา”
ในเสี้ยววินาทีนั้น ผมรู้สึกเหมือนร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน ความเย็นเยียบแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย
ผมรู้สึกได้ว่า วิญญาณของผมกำลังถูกดึงออกจากร่างอย่างช้าๆ พลังดึงดูดจากมือของมันแข็งแกร่งเกินกว่าที่ผมจะต่อต้านได้ ไม่ว่าจะดิ้นรนแค่ไหนก็ไร้ผล
เพียงชั่วพริบตา…ส่วนศีรษะของวิญญาณผมก็โผล่ออกมาจากร่างกายแล้ว ผมถึงขั้นมองเห็นใบหน้าตนเองได้
“เอาฉันไปแทน! อย่ายุ่งกับศิษย์ฉัน!” อาจารย์กรีดร้องสุดเสียง พยายามจะยันกายลุกขึ้น แต่ทุกอย่างไร้ผล ร่างกายของเขาถูกพันธนาการด้วยสายหมอกดำเต็มไปหมด
ดูเหมือนไอ้ปีศาจตนนี้จะกลัวว่าอาจารย์จะขัดขวางจึงสะกดเขาเอาไว้
วิญญาณของผมถูกดึงออกจากร่างไปทีละนิด ความตายกำลังคืบคลานเข้ามาทุกขณะ…