ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 170 จัดการเสร็จสิ้น เดินทางกลับโรงพยาบาล
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 170 จัดการเสร็จสิ้น เดินทางกลับโรงพยาบาล
หลังจากช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้พบกันอีกครา เสี่ยวอวี่ก็หายไปจากสายตาของผมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ คำพูดของเธอทิ้งเงื่อนงำมากมายให้ผมขบคิด เธอเตือนให้ผมระวังพวกที่มีดวงตาสีเขียว ซึ่งน่าจะเกี่ยวข้องกับตึกเก้าศพ และที่สำคัญที่สุด เสี่ยวอวี่ไม่ใช่วิญญาณธรรมดาอย่างที่ผมเคยคิด
ทว่า แม้เธอจะแข็งแกร่งเพียงใดก็ยังถูกขังอยู่ในตึกเก้าศพ และยังต้องระวังตัวจาก ‘อาถรรพ์ร้าย’ ที่อยู่ด้านล่าง พวกมันสามารถเฝ้าจับตาดูเธอได้ตลอดเวลา ซึ่งหมายความว่า…เสี่ยวอวี่กับพวกมันอาจมีความสัมพันธ์บางอย่างที่แยกไม่ออก
หรือไม่เช่นนั้น สิ่งที่อยู่ใต้ตึกเก้าศพอาจน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าที่ผมจินตนาการ
แต่สิ่งที่ผมยังไม่เข้าใจคือคำพูดของเสี่ยวอวี่ ‘ฉันสูญเสียร่างหนึ่งไป’ และ ‘ฉันไม่เหมือนกับที่นายเข้าใจ’
เธอหมายความว่ายังไงกันแน่ แต่ดูอย่างกับว่าเธอไม่ต้องการอธิบาย เหมือนกับที่เธอไม่เคยบอกความลับของตึกเก้าศพให้ผมฟัง เธอเพียงพูดแบบผิวเผินและเลี่ยงที่จะให้รายละเอียด
บางทีผมอาจยังไม่มีคุณสมบัติมากพอที่จะรับรู้เรื่องเหล่านี้ หรือบางทีการรู้มากเกินไปอาจไม่เป็นผลดีสำหรับผม
ในเมื่อยังไม่มีทางทำอะไรได้ การไม่รู้ย่อมดีกว่าการหวาดกลัวโดยเปล่าประโยชน์ บางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลที่เสี่ยวอวี่เลือกจะไม่บอกผม
นี่เป็นเพียงข้อสันนิษฐานของผมเอง ความจริงเป็นอย่างไรไม่อาจล่วงรู้ได้
ผมสูดหายใจลึก พยายามรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ มองดูอาจารย์ที่ยังคงหมดสติและศีรษะซากศพที่เหี่ยวแห้งอยู่บนพื้น
จากนั้นผมค่อยๆ ยันตัวขึ้น แม้ร่างกายจะสั่นไหว แต่ก็พยายามเดินไปยังจุดทำการของอุทยาน
ตอนนี้พื้นที่รอบทะเลสาบหนานเทียนถูกกวาดล้างจนสะอาดแล้ว สิ่งที่ผมต้องทำในตอนนี้คือไปหาจั่วต้าเหนียนและพวกพ้อง ให้พวกเขาช่วยพาผมกับอาจารย์ไปโรงพยาบาล
จุดทำการของอุทยานตั้งอยู่ที่ประตูทางเข้า เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง เห็นห้องห้องหนึ่งที่ยังคงเปิดไฟอยู่
จั่วต้าเหนียนและพรรคพวกน่าจะอยู่ข้างในนั้น
ผมยืนอยู่ด้านล่าง มองไปยังห้องที่สว่างบนชั้นสอง แล้วรวบรวมแรงทั้งหมดตะโกนขึ้นไป “พวกคุณลงมาได้แล้ว…”
หลังจากตะโกนออกไป ผมรู้สึกอยากอาเจียน อาจเป็นเพราะความเหนื่อยล้า ร่างกายแทบไม่มีแรง บาดแผลก็ยังเจ็บแปลบ
ไม่นาน ห้องบนชั้นสองก็เปิดออก
ผมเห็นหัวของหัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัย หวังเหมิงค่อยๆ โผล่ออกมาจากห้องอย่างระแวดระวัง เขาแอบย่องมองลงมาด้านล่าง
เมื่อเห็นว่าเป็นผม เขาถอนหายใจโล่งอก “เจียง…อาจารย์เจียง…”
“ลงมาได้! ทุกอย่างจบแล้ว ลงมากันได้เลย!” ผมตอบกลับไปอย่างยากลำบาก
หวังเหมิงยังดูลังเลอยู่บ้าง บางทีอาจเป็นเพราะสภาพของผมที่ดูย่ำแย่เกินไป ทั้งตัวเปื้อนเลือด ดูราวกับศพที่เพิ่งขึ้นมาจากน้ำ
หรือบางทีเขาอาจกลัวว่าผมกลายเป็นสิ่งสกปรกไปแล้ว
“คนเป็นนะเว้ย! ถ้าไม่แน่ใจลองใช้ไฟฉายส่องดูว่าผมมีเงาหรือเปล่า!” ผมพูดขึ้นอีกครั้ง
หวังเหมิงหยิบไฟฉายออกมาแล้วส่องมาที่ผมจริงๆ แสงไฟแรงสูงส่องเข้าตาจนเจ็บแสบไปหมด แต่ก็เผยให้เห็นเงาของผมอย่างชัดเจน
หวังเหมิงเริ่มผ่อนคลาย เขาปิดไฟฉายก่อนพูดขึ้น “ขอโทษทีนะ อาจารย์เจียง พวกเราจะลงไปเดี๋ยวนี้”
จากนั้นเขาก็หันไปพูดกับจั่วต้าเหนียนและซุนโหย่วในห้อง
“คุณจั่ว คุณซุน ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว แต่เหมือนอาจารย์เจียงจะได้รับบาดเจ็บ…” ไม่ทันที่เขาจะพูดจบ จั่วต้าเหนียนและซุนโหย่วก็พุ่งออกจากห้องทันที
พอพวกเขาเห็นผมจากระยะใกล้ก็พากันร้องเรียก “อาจารย์เจียง!”
ทั้งสามรีบวิ่งลงมาจากบันได แต่พอพวกเขาเข้ามาใกล้ เห็นสภาพผมที่เต็มไปด้วยเลือด สีหน้าซีดเซียวเหมือนศพ ก็หยุดชะงักทันที
จั่วต้าเหนียนและซุนโหย่วถึงกับถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ดูเหมือนพวกเขายังคงมีอาการหวาดกลัวจากสิ่งที่เกิดขึ้นที่ทะเลสาบหนานเทียน
ผมกลอกตา ถอนหายใจ ก่อนจะพ่นลมหายใจใส่พวกเขา “เห็นไหม ผมยังหายใจอยู่นะเว้ย เป็นคนเป็นๆ กลัวอะไรกันนักกันหนา!
“ผมกับอาจารย์บาดเจ็บกันทั้งคู่ จัดเตรียมรถซะ พาเราไปโรงพยาบาลที” ผมพูดอย่างตรงไปตรงมา พร้อมชี้ไปยังร่างของอาจารย์ที่ยังหมดสติพิงอยู่กับต้นไม้
เมื่อพวกเขาเห็นอาจารย์ก็คลายความกังวลไปได้เล็กน้อย
จั่วต้าเหนียนรีบสั่งการทันที “ได้ๆ ซุนโหย่ว ไปเอารถมา! หวังเหมิง นายไปอุ้มอาจารย์ขึ้นรถ!”
“ได้ครับ คุณจั่ว!”
“รับทราบ คุณจั่ว!”
ทั้งสองตอบรับ แล้วแยกย้ายกันไป
จั่วต้าเหนียนพยายามพยุงผม แต่ผมปฏิเสธ แม้จะเหนื่อยล้า แต่หลังจากเสี่ยวอวี่ถ่ายทอดเข้ามาที่หน้าอกของผม ผมจึงยังพอเดินเองได้ แม้จะเชื่องช้าก็ตาม
ไม่นานนัก ซุนโหย่วก็ขับรถออกมา
เมื่อหวังเหมิงอุ้มอาจารย์ขึ้นไปบนรถเรียบร้อย ผมกับจั่วต้าเหนียนก็ตามขึ้นไปทันที
ตามคำขอของผม พวกเขายังช่วยเก็บเครื่องรางของขลังที่เราทิ้งไว้บนพื้นขึ้นมาด้วย จากนั้นรถก็เคลื่อนตัวออกจากอุทยาน มุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลในตัวเมือง
ระหว่างทางจั่วต้าเหนียนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
“อาจารย์เจียง…ตอนนี้สถานการณ์ที่อุทยานถือว่าปลอดภัยแล้วใช่ไหม” เขาถามด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
ซุนโหย่วที่กำลังขับรถและหวังเหมิงที่นั่งข้างคนขับต่างเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ พวกเขาอยากรู้ว่าตอนนี้ทะเลสาบหนานเทียนปลอดภัยจริงหรือยัง
ผมเอนหลังพิงเบาะ ก่อนพูดขึ้น “ไม่มีปัญหาแล้ว เรื่องที่ทะเลสาบหนานเทียนถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว ทั้งผีร้ายและศพถูกกำจัดหมดแล้ว แต่ในทะเลสาบยังมีอีกสองสามศพที่ยังไม่ได้เก็บขึ้นมา พรุ่งนี้เช้าแค่ให้ใครสักคนลงไปลากขึ้นมาช่วงกลางวันก็พอ คนจากฌาปนสถานไป๋สือจะมารับศพเอง หลังจากนั้น อุทยานของพวกคุณก็สามารถเปิดให้บริการตามปกติได้แล้ว”
จั่วต้าเหนียนและพรรคพวกต่างเป็นเพียงคนธรรมดา ผมจึงไม่ได้อธิบายอะไรมากไปกว่านี้
เมื่อทั้งสามคนได้ยินดังนั้นก็เผยสีหน้าตื่นเต้น
จั่วต้าเหนียนถึงกับตบขาตัวเองดังป้าบ ก่อนเอ่ยออกมา “ดีมาก! ยอดเยี่ยมจริงๆ อาจารย์ซ่งและอาจารย์เจียง ไม่เสียแรงที่เป็นมือหนึ่งของที่นี่!”
ผมไม่ได้พูดอะไร
มือหนึ่งที่ไหนกัน…หากไม่มีเสี่ยวอวี่ ผมกับอาจารย์คงตายอยู่ที่ทะเลสาบหนานเทียนไปแล้ว
ขณะเดียวกัน ซุนโหย่วที่กำลังขับรถก็พูดขึ้น “คุณจั่ว แล้วเราจะไปหาคนมาเก็บศพจากไหนล่ะ ตอนนี้ไม่มีใครในพื้นที่อยากมาที่ทะเลสาบหนานเทียนเพื่อเก็บศพเลยนะ”
จั่วต้าเหนียนนิ่งไปชั่วขณะ จากนั้นจึงหันมามองผม “อาจารย์เจียง เอ่อ…เรื่องเก็บศพ พวกเราไม่รู้จะหาคนที่ไหน คุณพอจะช่วยหาคนมาทำแทนพวกเราได้ไหม เรื่องค่าตอบแทนเราให้สูงลิ่ว ศพละหมื่น ไม่มีต่อรองแน่นอน”
ผมจำได้ว่ามีศพอยู่ในทะเลสาบสามหรือสี่ศพ ถ้ารับงานเองก็ได้เงินแน่ๆ สี่หมื่น แต่ด้วยสภาพร่างกายตอนนี้ มันเป็นไปไม่ได้เลย เรื่องดีๆ แบบนี้ แน่นอนว่าต้องให้คนรู้จักทำแทน และคนแรกที่ผมนึกถึงก็คือเม่าจิ้ง
ผมพยักหน้าให้จั่วต้าเหนียนส่งโทรศัพท์มาให้ เพราะโทรศัพท์ของผมตกน้ำจนใช้ไม่ได้ เบอร์โทรศัพท์ของเม่าจิ้ง ผมก็จำไม่ได้
ผมจึงเปิดแผนที่ ค้นหา ‘ศาลฮวงจุ้ยเป่าซาน’
จากนั้นกดเข้าไปดูรายละเอียด ค้นหาเบอร์โทรศัพท์ แล้วลองกดโทรติดต่อดู
เสียงสัญญาณดังอยู่นานกว่าจะมีคนรับสาย
“ฮัลโหล”
เสียงผู้หญิงที่ฟังดูงัวเงียดังขึ้น
ผมไม่อ้อมค้อม ถามตรงๆ “สวัสดีครับ ผมเจียงหนิง ขอพูดกับเม่าจิ้งหน่อย”
“เขาหลับอยู่…”