ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 169 สังหารให้สิ้น เธอคือแฟนสาวของผม
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 169 สังหารให้สิ้น เธอคือแฟนสาวของผม
จู่ๆ หุ่นฟางก็กล่าวคำนั้นออกมา แต่เสี่ยวอวี่ไม่สนใจมันแม้แต่น้อย เธอบีบศีรษะของมันแน่น
‘ปัง!’ เสียงระเบิดดังขึ้น หุ่นฟางแตกสลายกลายเป็นเถ้าธุลี ยันต์สีดำภายในศีรษะของมันลุกไหม้เป็นเปลวไฟสีเขียว ก่อนจะมอดดับไปในพริบตา
ทุกอย่างกลับคืนสู่ความปกติ อาจารย์ที่ถูกพันธนาการไว้ก็เป็นอิสระ เขาตัวสั่นระริกขณะพยายามพยุงตัวเดินโซเซเข้ามาหาผม
“เสี่ยวเจียง…”
อาจารย์ไม่รู้จักเสี่ยวอวี่ แต่ก็ดูออกว่าผมกับเธอมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดา เมื่อได้ยินผมเรียกเธอว่า ‘เสี่ยวอวี่’ เขาก็พอจะเดาได้ เพราะก่อนหน้านี้ ตอนที่ผมขอความช่วยเหลือจากอาจารย์ ผมได้เล่าเรื่องของเธอให้ฟังแล้ว แค่ยังไม่เคยพบหน้ากันเท่านั้น
ผมมองอาจารย์เดินเข้ามา กลัวว่าเขาจะเข้าใจผิด จึงพยายามเปล่งเสียงอธิบาย “อาจารย์…เธอคือ…แฟนสาวของผม…”
อาจารย์เห็นว่าผมยังพูดไหวก็โล่งใจเล็กน้อย จากนั้นเขาก็หันไปมองเสี่ยวอวี่
เสี่ยวอวี่สบตากับอาจารย์ เธอพยักหน้าให้เล็กน้อย แต่ไม่ได้พูดอะไร
อาจารย์ประสานมือคารวะเธอทันที “ขอบคุณที่ช่วยชีวิต”
เสี่ยวอวี่ส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะกล่าวเสียงเรียบ “ฝากอาจารย์ดูแลเจียงหนิงด้วย ฉันจะกลับมาอีกครั้ง”
อาจารย์ไม่ได้ถามอะไรต่อ เพียงพยักหน้าตอบ “ได้”
ผมอยากถามว่าเธอจะไปไหน แต่ร่างกายอ่อนแรงจนพูดแทบไม่ออกแล้ว
เสี่ยวอวี่มองผมแวบหนึ่ง
เมื่อสายลมเย็นยะเยือกพัดผ่าน ทันใดนั้น ร่างของเธอก็ค่อยๆ สลายไปต่อหน้าผมและอาจารย์
ร่มดำที่ตั้งอยู่บนพื้นหุบลงเอง จากนั้นมันเปล่งแสงสีดำวาบ แล้วพุ่งตรงไปยังยอดเขาข้างทะเลสาบหนานเทียน
ความเร็วของมันสูงมาก มันหายลับไปในความมืดในชั่วพริบตาเดียว
อาจารย์มองตามร่มดำและเสี่ยวอวี่ที่จากไป ก่อนหันกลับมามองผมที่ยังพิงต้นไม้อย่างหมดเรี่ยวแรง
เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ “เสี่ยวเจียง…ดูเหมือนแฟนของนายจะเก่งกว่าที่นายบอกฉันมากเลยนะ”
ได้ยินแบบนั้น ผมรู้สึกขมขื่นอยู่ในใจ
เก่งหรือไม่…แม้แต่ตัวผมเองยังไม่รู้เลย…
ก่อนหน้านี้ ผมเคยคิดว่าเสี่ยวอวี่เป็นเพียงผีธรรมดาเท่านั้น ไม่เคยคาดคิดเลยว่าเธอจะเป็นวิญญาณที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้
แต่ถ้าเสี่ยวอวี่แข็งแกร่งขนาดนี้ ทำไมเธอถึงไม่อาจรักษาร่างกายตัวเองไว้ได้
และอีกอย่าง…เธอถูกขังอยู่ในตึกเก้าศพ ทำไมจู่ๆ ถึงได้มาปรากฏตัวที่นี่
ผมไม่ได้ถามออกไป แค่จ้องมองไปยังทิศทางที่ร่มดำลอยหายไป
อาจารย์ทิ้งตัวนั่งลงบนพื้น หอบหายใจหนัก “ดูเหมือนเราจะประเมินแฟนสาวของนายต่ำไปมาก เธอมีพลังขนาดนี้ สถานะของเธอในตึกเก้าศพอาจสูงกว่าที่ฉันคิดไว้มาก”
“อาจารย์…ที่นั่นมีลำดับชั้นด้วยเหรอ” ผมถามออกไปอย่างอ่อนล้า
อาจารย์มองออกไปไกล ก่อนตอบเสียงแผ่วเบาพลางขยับมานั่งพิงต้นไม้ต้นเดียวกับผม “ก็คงจะมี…”
ทว่าทันทีที่พูดจบ อาจารย์ก็เงียบไปจนทำให้ผมตกใจรีบเอื้อมมือไปตรวจดู พบว่าอาจารย์ไม่ได้เป็นอะไร เพียงแค่หมดแรงจากการใช้พลังมากเกินไปและอาการบาดเจ็บ เขาจึงหมดสติ
ผมเอนตัวพิงต้นไม้ นั่งรออยู่ประมาณสามนาที ทันใดนั้น ก็มีเสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นจากเทือกเขาข้างทะเลสาบหนานเทียน
“อ๊าก!”
ผมเงยหน้าขึ้นมอง เห็นกลุ่มหมอกดำพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า แน่นอนว่ามีบางอย่างที่ชั่วร้ายซ่อนตัวอยู่ในนั้น
และไม่นานหลังจากเสียงกรีดร้องดังขึ้น ร่มดำที่เคยลอยหายไปในความมืดกลับมาอีกครั้ง มันพุ่งตรงมายังพวกเรา ตกลงที่เท้าของผมพร้อมกับสายลมเย็นยะเยือกที่โหมกระหน่ำ
ร่างของหญิงสาวในชุดขาวค่อยๆ ปรากฏขึ้นจากกลุ่มหมอกดำ
เสี่ยวอวี่…เธอกลับมาแล้ว
ในมือของเธอถือศีรษะของใครบางคนที่ยังสดใหม่ เลือดยังไหลหยดลงมาไม่ขาดสาย ตรงกลางหน้าผากของศีรษะนั้นมีเนื้องอกสีเขียวคล้ายดวงตาที่สาม
“เสี่ยวอวี่…”ผมเรียกชื่อเธอเสียงแผ่ว
เสี่ยวอวี่โยนศีรษะในมือลงกับพื้น ทันทีที่กระแทกพื้นก็แห้งเหี่ยวลงอย่างรวดเร็ว กลายเป็นมัมมี่สีดำสนิท
เธอมองศีรษะนั้น ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา “มันคือผู้อยู่เบื้องหลัง ฉันจัดการมันแล้ว แต่…มันเป็นเพียงผีดิบแปรสภาพเท่านั้น ฉันคิดว่า…นี่อาจไม่ใช่ร่างจริงของมัน”
“เสี่ยวอวี่…เธอช่วยชีวิตฉันไว้อีกแล้ว” ผมกล่าวขอบคุณเธอจากใจจริง
เธอย่อตัวลงตรงหน้า คว้ามือของผมขึ้นมาแล้วส่ายหัวเบาๆ “เป็นความผิดของฉันเองที่ไม่สามารถอยู่เคียงข้างคุณได้ตลอด ไม่อย่างนั้น คุณคงไม่ต้องบาดเจ็บขนาดนี้…”
ผู้หญิงคนนี้เป็นใครกันแน่… เธอทำเพื่อผมมากมายถึงเพียงนี้ แต่กลับโทษตัวเอง และยังคงเป็นห่วงผมอยู่เสมอ
ดวงตาของผมร้อนผ่าว รู้สึกซาบซึ้งจนอดไม่ได้ที่จะกอดเธอแน่น แม้เธอจะตัวเย็นเฉียบและยังคงมีกลิ่นฟอร์มาลีนจางๆ ติดตัว แต่ผมไม่สนใจอะไรทั้งนั้น
เพราะเธอคือคนที่ผมรัก
“เสี่ยวอวี่…ฉันจะหาศพพยาบาทเบญจธาตุให้พบ และพาเธอออกจากที่นั่นให้ได้” ผมพูดด้วยความมุ่งมั่น พร้อมกระชับอ้อมแขนให้แน่นขึ้น
เธอซบลงบนไหล่ของผม แล้วส่ายหัวเบาๆ “ไม่ต้องรีบร้อนหรอก พวกมันยังไม่ตื่นขึ้นมาเต็มที่ ตอนนี้ร่างของฉันก็ฟื้นตัวขึ้นมากแล้ว ขอเพียงคุณไม่ถูกพวกมันจับตัวไป…เรายังมีเวลา”
แม้เธอจะพูดเพียงสั้นๆ แต่ในประโยคนั้นกลับแฝงไปด้วยความหมายมากมาย ‘พวกมัน’ ที่เธอพูดถึงคงหมายถึง ‘อาถรรพ์ร้าย’ ที่เธอเคยเตือนเอาไว้
และเสี่ยวอวี่ฟื้นตัว นั่นหมายความว่าก่อนหน้านี้เธอได้รับบาดเจ็บจนต้องแยกจากผมไป?
“เสี่ยวอวี่… ก่อนหน้านี้เธอได้รับบาดเจ็บมาใช่หรือเปล่า” ผมละมือจากเธอเล็กน้อยแล้วเอ่ยถาม
เธอพยักหน้าเบาๆ “อืม…ฉันเสียไปร่างหนึ่ง จึงจำเป็นต้องแยกจากคุณ เพราะถ้าฉันอยู่กับคุณต่อไป พวกมันอาจจะจับตาดูคุณได้”
ผมชะงักไปครู่หนึ่ง
เสียไปร่างหนึ่ง…หมายความว่าอย่างไรกัน
เสี่ยวอวี่เห็นสีหน้าตกใจของผมก็เหมือนจะเดาออกว่าผมคิดอะไรอยู่
เธอเพียงแค่ยิ้มบางๆ แล้วตอบว่า “สิ่งที่ฉันเป็นอาจจะไม่เหมือนกับสิ่งที่คุณเข้าใจ และหากคุณยังอยู่กับฉันต่อไป มันจะยิ่งอันตราย”
คำตอบของเธอคลุมเครือ ดูไม่อยากลงรายละเอียดมากกว่านี้อย่างเห็นได้ชัด
ตอนนี้คงยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมจะถามต่อ ผมพอจะเข้าใจ และเลือกที่จะไม่ซักไซ้
สิ่งเดียวที่ผมรู้แน่ชัดคือ ไม่ว่าเสี่ยวอวี่จะเป็นอะไร หรือแตกต่างจากสิ่งที่ผมเข้าใจแค่ไหน สิ่งที่สำคัญคือผมต้องการอยู่กับเธอ เรื่องอื่นๆ ผมไม่สนใจอีกแล้ว
เมื่อถึงวันหนึ่งที่ผมแข็งแกร่งขึ้น ผมจะทำลายตึกเก้าศพให้สิ้นซาก ไม่ว่าจะเป็นอาถรรพ์ร้ายหรืออะไรก็ตามที่ซ่อนอยู่ใต้ตึกเก้าศพ ผมต้องพาเสี่ยวอวี่ออกมาให้ได้!
“ฉันไม่กลัวอันตราย จะเป็นหรือตาย ขอแค่ได้กุมมือเธอก็พอ”
ผมเอื้อมมือไปกุมมือของเสี่ยวอวี่แน่นขึ้น ไม่ว่ามือของเธอจะเย็นเฉียบเพียงใด ผมก็ไม่อยากปล่อยไป
เธอมองผมด้วยสายตาอบอุ่นและลึกซึ้งเหมือนช่วงเวลาหนึ่งปีก่อน ตอนที่เราคบกันใหม่ๆ ไร้ซึ่งภาระ ไร้ซึ่งความวุ่นวาย
หากเป็นไปได้ ผมอยากให้ช่วงเวลาหยุดลงตรงนี้ตลอดไป
แต่เสี่ยวอวี่มีเวลาจำกัด ทันใดนั้น ร่างกายของเธอเริ่มพร่าเลือน
ผมขมวดคิ้ว “เสี่ยวอวี่…ร่างของเธอ…”
เธอมองไปที่ร่มดำข้างๆ ก่อนจะหันมาตอบผม “เจียงหนิง…ครั้งก่อนที่คุณอยู่ใกล้พวกมันเกินไป มีเรื่องหนึ่งที่ฉันยังไม่ได้บอก ในร่มนี้มีค่ายกลวิญญาณซ่อนอยู่ และมีเพียงเลือดของคุณเท่านั้นที่สามารถกระตุ้นมันได้ เมื่อค่ายกลถูกกระตุ้น ฉันจะรับรู้ว่าคุณกำลังตกอยู่ในอันตราย ฉันสามารถใช้พลังของร่มดำปรากฏตัวได้ชั่วคราว ดังนั้น ร่างที่คุณเห็นตอนนี้จึงไม่ใช่ร่างที่แท้จริงของฉัน เป็นเพียงวิญญาณจำแลงของฉันเท่านั้น และการที่ฉันมาได้ก็มีเวลาจำกัด”
ผมพยักหน้ารับ
ไม่แปลกเลยที่ก่อนตาย หุ่นฟางถึงได้พูดถึงค่ายกลในร่มดำ แท้จริงแล้ว มันเกิดจากที่เลือดของผมหยดลงบนร่มดำโดยบังเอิญ
และนั่นทำให้ค่ายกลถูกกระตุ้น นำเสี่ยวอวี่มาที่นี่
มันเป็นโชคดีในโชคร้ายจริงๆ หากช้ากว่านี้แม้แต่นิดเดียว คืนนี้ผมกับอาจารย์คงต้องตาย
ผมจับมือเธอแน่นขึ้น แล้วพยักหน้า “เข้าใจแล้ว…ฉันจะจำไว้”
ร่างของเสี่ยวอวี่เริ่มจางลงทุกขณะ เธอจ้องมองผมอย่างอาลัย ก่อนจะกล่าวเสียงแผ่วเบา “เจียงหนิง…ฉันต้องไปแล้ว
ถ้าอยู่นานกว่านี้ พวกมันต้องรู้ตัวแน่ ดูแลตัวเองให้ดี อย่าให้พวกมันรู้ว่าชะตาที่แท้จริงของคุณคืออะไร และระวังพวกที่มีดวงตาสีเขียวเอาไว้ด้วย!”
กล่าวจบ ร่างของเสี่ยวอวี่ค่อยๆ สลายไปกับสายลม หายไปอย่างไร้ร่องรอย