ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 176 กลิ่นหอมแปลกประหลาด
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 176 กลิ่นหอมแปลกประหลาด
กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ชื่นใจ แม้จะได้กลิ่นเพียงเล็กน้อย แต่กลับให้ความรู้สึกสุขล้ำลึกเข้าไปถึงในสมอง
“ฟุด…ฟุด…” ผมราวกับควบคุมจมูกไม่ได้ เผลอสูดกลิ่นในอากาศเข้าไปสองที
กลิ่นหอมจางๆ นั้นแฝงอยู่ในอากาศ แค่สองทีนี้ก็ราวกับแทรกซึมทะลุผ่านเข้าไปทั่วทั้งร่างกายในชั่วพริบตา ปลุกเร้าประสาทรับกลิ่นให้ตื่นตัวเต็มที่
อดไม่ได้เลยที่จะอยากดมกลิ่นนั้นอีกครั้ง ขยับเข้าไปใกล้อีกสักหน่อย
“ช่างเป็นกลิ่นหอมที่แปลกจริงๆ…”
ผมพึมพำออกมา แล้วสูดเข้าไปอีกครั้ง
กลิ่นนี้แฝงไว้ด้วยกลิ่นดอกหวยเล็กน้อย แต่กลับมีบางอย่างที่แตกต่างออกไป ดมแล้วให้ความรู้สึกพิเศษอย่างยิ่ง…
สายลมยามราตรีพัดโชย กิ่งก้านใบไม้ไหวโอนเอน ส่งเสียง “ซ่าๆ”
กลิ่นหอมชื่นใจนี้ทำให้ผมรู้สึกราวกับอาบลมวสันต์
ร่างกายของผมถูกขับดันให้ขยับเข้าใกล้ต้นหวยใหญ่นั้นอย่างควบคุมไม่ได้
ทว่า เมื่อผมก้าวเท้าออกไปได้ก้าวหนึ่ง พอเห็นต้นหวยเก่าแก่เบื้องหน้าชัดๆ ร่างกายพลันแข็งทื่อ ยืนนิ่งแข็งค้างอยู่กับที่ทันที
เพราะผมฉุกคิดถึงเรื่องที่อาจารย์เล่าให้ฟังเมื่อไม่กี่วันก่อน เรื่อง “การสร้างสัตว์ของภาคเหนือ”
ในปีนั้น ตอนท่ำวกอาจารย์เข้าไปในโรงเตี๊ยมเล็กๆ อันน่ากลัวแห่งนั้น ก็ได้กลิ่นหอมเนื้อที่ไม่อาจควบคุมตนเองได้เช่นนี้
ยิ่งกว่านั้น ประโยคหนึ่งที่อาจารย์เคยพูดไว้ยังดังก้องอยู่ในหัวของผม “เรื่องใดที่ผิดแผกจากปกติย่อมมีปีศาจ”
คำไม่กี่คำนี้ราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ ระเบิดดังสนั่นขึ้นมาในหัวของผมในพริบตา ทำให้ผมที่กำลังเคลิบเคลิ้มกลับมามีสติทันที
เท้าที่เพิ่งจะยกขึ้นชักกลับมาอย่างรวดเร็ว
ผมมองต้นหวยเก่าแก่ตรงหน้า…
ไม่ชอบมาพากล ไม่ชอบมาพากลเป็นอย่างยิ่ง
ข้อแรก ผมไม่เคยได้กลิ่นหอมประหลาดของดอกหวยแบบนี้มาก่อน
ที่สำคัญ ผมยืนตรงนี้นานแล้ว แต่ก่อนหน้านี้ไม่มีกลิ่น แล้วทำไมถึงได้กลิ่นเอาตอนกลางดึกที่ไร้ผู้คนและมีเพียงผมคนเดียวเช่นนี้
ข้อสองซึ่งแปลกประหลาดยิ่งกว่า นั่นคือใต้ต้นหวยใหญ่นี้ไม่มีไอวิญญาณเลยแม้แต่น้อย
ใต้ต้นไม้ผีขนาดใหญ่ขนาดนี้กลับไม่มีผีสักตน นี่มันผิดปกติมาก
ที่นี่เป็นโรงพยาบาล ในแต่ละวันย่อมมีคนตาย
แม้แต่ในทางเดินของโรงพยาบาลยังสัมผัสได้ถึงไอวิญญาณ
แต่ที่นี่ ใต้ต้นหวยใหญ่ที่ภูตผีชื่นชอบกลับไม่มีไอวิญญาณเลย
เรื่องนี้แปลกเกินไปแล้ว
ตอนนี้กลิ่นหอมอ่อนๆ กลับยิ่งเหมือนกำลังล่อลวงผมให้เข้าใกล้ต้นหวยมากขึ้นไปอีก...
ผมจ้องต้นหวยต้นใหญ่ที่ต้องใช้หลายคนโอบ แล้วถอยหลังไปสองก้าวตามสัญชาตญาณ
กลิ่นหอมที่แทรกซึมใจนั้น เหมือนจะทวีความเข้มข้นขึ้นอีกเล็กน้อย
กลิ่นนี้ช่างทำให้คนรู้สึกสบายเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีความสุขที่ชวนให้เสพติดอยู่ด้วย ล่อลวงให้ผมขยับเข้าไปใกล้มัน
แม้ผมในตอนนี้จะพยายามหลีกเลี่ยงกลิ่นนี้แล้วก็ตาม แต่ก็ยังทานทนไม่ไหว อยากจะเข้าไปใกล้ต้นหวยอีกหน่อย สูดดมกลิ่นนั้นอีกหลายๆ ที
ผมรีบเอามือปิดจมูกปิดปาก ขมวดคิ้วแน่น
กิ่งก้านของต้นหวยขยับไหวไปมาส่งดัง “ซ่าๆๆ”
ผมแหงนหน้าขึ้นมอง
มันดูคล้ายกับศีรษะขนาดยักษ์ที่กำลังโยกไหวเล็กน้อยมองต่ำลงมายังผม
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ผมรู้สึกขนลุกเกรียวไปทั้งหนังศีรษะ
สัญชาตญาณบอกกับผมว่า ต้นหวยใหญ่นี้มีบางอย่างผิดปกติ ที่นี่อันตรายมาก ต้องรีบออกไปจากที่นี่ ห้ามถูกกลิ่นหอมที่ต้นหวยใหญ่นี้ปล่อยออกมาดึงดูดจนเข้าไปใกล้เด็ดขาด…
ดังนั้น ผมจึงรีบถอยหลังกลับไปอีกกว่าสิบก้าว
พอผมถอยห่างจากต้นหวยนั้นได้ไกลเกินยี่สิบเมตร พบว่ากลิ่นหอมชื่นใจประหลาดในอากาศจางหายไปแล้ว
กิ่งใบของต้นหวยที่ก่อนหน้านี้ไหวโยกเบาๆ ก็หยุดนิ่งลงตามไปด้วย
เวลานี้ สวนหลังของอาคารผู้ป่วยในทั้งบริเวณเงียบสงบไร้สุ้มเสียงใดๆ…
เมื่อพินิจดูต้นหวยใหญ่นั้นอีกครั้ง กลับพบว่ามันเป็นเพียงต้นไม้ธรรมดาต้นหนึ่ง ไม่เห็นมีสิ่งผิดปกติใดๆ อีก
นอกจากกลิ่นประหลาดที่เพิ่งได้กลิ่นไปเมื่อครู่นี้ ผมไม่รู้สึกถึงความผิดปกติอื่นใดจากต้นไม้ต้นนี้อีกเลย
นอกจากมีลำต้นที่ใหญ่หนาสักหน่อย มันก็แค่ต้นไม้ธรรมดาๆ ต้นหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่ต่างจากต้นไม้ข้างๆ เลยแม้แต่น้อย
แต่กลิ่นประหลาดที่ได้กลิ่นเมื่อครู่ทำให้ผมรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าต้นไม้ต้นนี้มีบางอย่างไม่ปกติ
ผมเชื่อสัญชาตญาณของตัวเอง
ต้นไม้ต้นนี้ต้องมีปัญหาแน่นอน
ผมยอมระมัดระวังไว้ก่อน ดีกว่าเสี่ยงเข้าใกล้ต้นหวยใหญ่ต้นนี้ต่อไปในตอนนี้
ผมเตรียมกลับไปที่ห้องผู้ป่วย แล้วใช้น้ำตาวัวเปิดตาทิพย์เพื่อตรวจสอบให้ชัดเจนอีกครั้ง อยากดูให้แน่ใจว่าต้นไม้ต้นนี้มีพลังหรือไอแปลกๆ อยู่หรือไม่ หรือเพราะเติบโตมายาวนานหลายปีจนกลายเป็นภูตไปแล้ว?
ผมรีบหันหลังวิ่งกลับไปที่ห้องผู้ป่วยทันที
เวลานี้ผู้ป่วยในอาคารส่วนใหญ่แทบจะเข้านอนกันหมดแล้ว
พยาบาลเห็นผมจึงถามขึ้นมาว่าผมกำลังทำอะไรอยู่
ผมหาข้ออ้างง่ายๆ ว่านอนไม่หลับเลยออกมาเดินเล่นสักหน่อย
พอกลับถึงห้องผู้ป่วย ผมเปิดลิ้นชักหัวเตียง หยิบขวดน้ำตาวัวสำหรับเปิดตาทิพย์ที่นำติดตัวมาตอนเข้าโรงพยาบาลออกมา
ผมสัมผัสได้ถึงกลิ่นคาวแสบจมูกและความเย็นยะเยือกเล็กน้อย ก่อนที่ตาทิพย์จะเปิดขึ้น
ผมไม่ลังเล รีบหันกายเดินออกไปข้างนอกทันที
เมื่อผมเดินออกจากห้องมาถึงบริเวณทางเดิน ทางเดินที่เมื่อครู่นี้ยังว่างเปล่ากลับมีผู้ป่วยทั้งชายหญิง เด็ก คนแก่หลายสิบคนเพิ่มขึ้นมา
ผู้ป่วยเหล่านี้ใบหน้าล้วนซีดเซียว ก้มหน้าต่ำเล็กน้อย เดินไปเดินมาอยู่ตลอดเวลา
ทันทีที่ผมเปิดประตูออกมา ผู้ป่วยหลายสิบคนนี้หยุดเดินพร้อมกัน หันหน้ามามองผมเป็นตาเดียว
ใบหน้าซีดขาว ริมฝีปากไร้สีเลือด ดวงตาสีเทาหม่น
แค่เห็นก็ทำให้คนรู้สึกขนหัวลุกแล้ว…
แต่ผมกลับดูสงบนิ่ง
ผมรู้ดีว่าพวกเขาเป็นอะไร และรู้ด้วยว่าพวกเขาอยู่ที่นี่ทำไม
ผมไม่เพียงแต่ไม่รู้สึกกลัว ยังพยักหน้าแล้วยิ้มให้พวกเขา นับเป็นการทักทายกันอย่างหนึ่ง
เพราะในกลุ่มผู้ป่วยสิบกว่าคนนี้ มีบางคนที่ผมพอรู้เรื่องราวของพวกเขาอยู่บ้าง
ตรงหน้าผมคือคู่แม่ลูกในชุดผู้ป่วยที่กำลังเล่นตุ๊กตากระต่าย พวกเขากินเห็ดพิษเข้าไป มาที่โรงพยาบาลเมื่อวานซืน เพิ่งเสียชีวิตเมื่อวานนี้
หญิงชราที่อยู่ข้างๆ สองแม่ลูกนั้นเคยพักอยู่ห้องข้างๆ ห้องผม เมื่อเช้าวันนี้หัวใจวายกะทันหัน ช่วยชีวิตไว้ไม่ทันจึงเสียชีวิต
ที่อยู่ไกลที่สุดคือลุงท่านหนึ่ง เกิดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด เพิ่งเสียชีวิตตอนกลางวันนี้เอง
วิญญาณของพวกเขายังไม่ได้ออกไปจากโรงพยาบาล เวลานี้จึงหันหน้ามองผมอย่างไร้อารมณ์
ผมเพียงสบตากับพวกเขาแวบหนึ่ง ไม่ได้พูดอะไร เพียงรีบเดินตรงไปที่บันได
วิญญาณในทางเดินก็ไม่ได้ขวางผม เมื่อเห็นผมเดินไปก็หลบทางให้โดยดี
จากนั้นพวกเขาก็กลับมาเดินไปเดินมาต่อในทางเดินนั้น
หลังจากที่คนตายไปแล้ว วิญญาณจะไม่มีอุณหภูมิ
บางทีพวกเขาคงคิดว่าการเดินไปเดินมาแบบนี้จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นสักหน่อย ทำให้ตัวอุ่นขึ้น
พอมาถึงหน้าลิฟต์ ผมกดเรียกลิฟต์
เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก ผมอึ้งไปชั่วขณะ เพราะด้านในลิฟต์กลับอัดแน่นไปด้วยผู้ป่วย
พวกเขาสวมชุดผู้ป่วย ทุกคนล้วนเบิกดวงตาสีเทากว้าง จ้องมองผมด้วยสีหน้าชาด้านไร้อารมณ์
แต่ผมก็ได้สติกลับมาอย่างรวดเร็ว กล่าวกับพวกเขาประโยคหนึ่งว่า “ขอทางหน่อยครับ!”
จากนั้นผมก็เดินเข้าไปในลิฟต์เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
พวกเขาพากันถอยออกไปสองข้าง ไม่มีใครแตะต้องตัวผมเลย
ผมยืนอยู่กลางลิฟต์เพียงลำพัง ส่วนพวกเขายืนล้อมรอบอยู่ทั้งสี่ด้าน ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองผมไม่กะพริบ
ในลิฟต์มีเพียงเสียงลมหายใจของผมคนเดียว บรรยากาศกดดันเป็นอย่างยิ่ง
พอลิฟต์มาถึงชั้นหนึ่ง ผมรีบเดินออกจากลิฟต์ทันที
ส่วนพวกเขายังคงยืนนิ่งอยู่ในลิฟต์ รอให้ประตูปิดลง
ในห้องโถงชั้นหนึ่งมีผู้ป่วยสิบกว่าคนเดินไปเดินมา
ผมไม่ได้สนใจพวกเขา รีบเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว มุ่งไปยังสวนหลังอาคารผู้ป่วย
เพราะตาทิพย์เปิดอยู่ ทำให้ผมมองเห็นทั่วทั้งสวนหลังอย่างชัดเจน
เมื่อกวาดตามองไปรอบๆ พลันสังเกตเห็นเรื่องแปลกประหลาดเรื่องหนึ่ง
ไม่ว่าจะเป็นทางเดิน ลิฟต์ หรือห้องโถง ทุกที่ในโรงพยาบาลล้วนมีวิญญาณคนตายเดินวนเวียนอยู่ แต่มีเพียงสวนหลังอาคารแห่งนี้ที่เงียบสงัด ไร้แม้แต่เงาของวิญญาณสักดวงเดียว…