ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 175 ต้นหวยโบราณ กับคนไข้ที่หายตัวไป
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 175 ต้นหวยโบราณ กับคนไข้ที่หายตัวไป
อาจารย์เล่าว่า ในยุคสมัยของเขา ทุกคนล้วนยากจน แทบไม่ได้กินเนื้อตลอดปี มีเพียงช่วงเทศกาลสำคัญเท่านั้นถึงจะได้ลิ้มรส
ยิ่งสำหรับพวกเขาที่ต้องเดินทางไปทั่ว กินนอนกลางดินกลางทรายในฐานะนักพรตแล้ว การได้กินมื้อดีๆ เป็นเรื่องหายากมาก
ในวันที่เข้าไปพักในโรงเตี๊ยมแห่งนั้น ทันทีที่เดินเข้าไปก็ได้กลิ่นเนื้อย่างหอมฉุยลอยมาเตะจมูก กลิ่นนั้นหอมเป็นพิเศษจนเขากับลุงอวี๋อดกลืนน้ำลายไม่ได้ มีเพียงอาจารย์ปู่ที่ขมวดคิ้วแน่น
ภายในโรงเตี๊ยม ทุกคนล้วนกำลังเพลิดเพลินกับการกินเนื้อ เนื้อที่ว่าคือเนื้อลา มีเพียงพวกเขาสามคนเท่านั้นที่กินเพียงซาลาเปาไม่กี่ลูก ในตอนนั้น เขากับลุงอวี๋ยังอดบ่นอาจารย์ปู่ไม่ได้ว่าทำไมไม่ให้กินเนื้อ
แต่เมื่อถึงยามเที่ยงคืน อาจารย์ปู่พาพวกเขาออกจากห้อง แล้วพาไปซ่อนตัวอยู่บนภูเขาหลังโรงเตี๊ยม จากนั้นพวกเขาก็ได้เห็นภาพที่ทำให้ขนลุกซู่ ชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งที่กินเนื้อลามากที่สุดในตอนกลางวันเดินออกมาด้วยท่าทางเหมือนผีดิบไร้วิญญาณ
และเจ้าของโรงเตี๊ยมก็ปรากฏตัวขึ้น
ทว่าตอนนี้ เธอกลับดูแก่ชราผิวเหี่ยวย่น ผมขาวโพลน ไม่มีเค้าความงามของหญิงวัยสามสิบเหมือนที่เห็นตอนกลางวันเลยแม้แต่น้อยราวกับเป็นคนละคน เธอเดินหลังค่อม วนรอบชายเหล่านั้นพลางร่ายคาถาแปลกๆ จากนั้นก็ให้พวกเขาดื่มยาสมุนไพรสีดำขลับที่ไม่รู้ว่าคืออะไร ก่อนจะจุมพิตพวกเขาแต่ละคน
ทันใดนั้น ชายเหล่านั้นก็คุกเข่าลงกับพื้นทีละคน ร่างกายของพวกเขาค่อยๆ เปลี่ยนรูปร่างกลายเป็นลา ส่งเสียงได้เพียง “อา อา”
จากนั้น เจ้าของโรงเตี๊ยมก็หยิบมีดออกมาลงมือชำแหละพวกเขาอย่างเลือดเย็น เธอเฉือนอวัยวะบางส่วนของพวกเขามากินอย่างละเมียดละไม
ทุกครั้งที่กินเข้าไป ใบหน้าที่เหี่ยวย่นของนางจะกลับมาสดใสและดูอ่อนเยาว์ขึ้นเรื่อยๆ
นี่คือศาสตร์มืดสุดสะพรึงที่เรียกว่า ‘คาถาสร้างสัตว์’ เนื้อลาที่ขายในโรงเตี๊ยมเมื่อช่วงกลางวัน แท้จริงแล้วคือเนื้อของมนุษย์ที่ถูกสาปให้กลายเป็นลา และศาสตร์ชะลอวัยของเจ้าของโรงเตี๊ยมก็คือการกิน ‘อวัยวะสำคัญ’ ของชายฉกรรจ์เหล่านั้น
หลังจากเล่าเรื่องราวทั้งหมดจบ อาจารย์พูดกับผมเพียงประโยคเดียว “เรื่องใดที่ผิดแผกจากปกติย่อมมีปีศาจ”
คำสุดท้าย อาจารย์เน้นเสียงหนักแน่น
สั่งให้ผมจดจำมันไว้ให้ขึ้นใจ เขาบอกว่าตลอดชีวิตของเขา หลักข้อนี้ทำให้เขารอดพ้นจากอันตรายมานับครั้งไม่ถ้วน และช่วยให้เขาคาดเดาภัยล่วงหน้าได้
เขาสั่งกำชับให้ผมจดจำให้ดี ไม่ว่าทำอะไรอย่าลืมคำนี้เด็ดขาด
เรื่องที่อาจารย์เล่ามาล้วนเป็นประสบการณ์ตรงของเขา เป็นบทเรียนที่เขาได้เรียนรู้จากการเดินทางตลอดชีวิต ผมย่อมจดจำไว้ให้ขึ้นใจ เพราะในสายอาชีพนี้ ความผิดพลาดแม้เพียงครั้งเดียวอาจหมายถึงการจบสิ้นทุกอย่าง ถึงขั้นไม่มีแม้แต่โอกาสได้ไปเกิดใหม่
ผมพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลต่อไปอีกสี่วัน เมื่อรวมกับสองวันที่อาจารย์ยังไม่ฟื้นตัว ผมอยู่โรงพยาบาลหกวันเต็ม สภาพร่างกายฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว บาดแผลทั้งหมดเริ่มตกสะเก็ดและสมานตัวดีมาก ทางโรงพยาบาลแจ้งว่าอีกหนึ่งถึงสองวันก็ออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว
ส่วนอาจารย์ แม้อาการจะหนักกว่าผมมาก แต่ด้วยระดับพลังที่สูงส่ง เขาใช้ควบคุมลมหายใจควบแน่นปราณเช้าเย็นทุกวัน เมื่อมีพลังปราณหล่อเลี้ยง ร่างกายของเขาย่อมแตกต่างจากคนทั่วไป
แม้อายุจะปาเข้าไปหกสิบกว่าแล้ว แต่ความสามารถในการฟื้นตัวกลับน่าตกตะลึงยิ่ง
แพทย์และพยาบาลในโรงพยาบาลต่างพากันประหลาดใจ อาการบาดเจ็บของอาจารย์รุนแรงขนาดนั้น แถมผลตรวจเลือดยังแย่ แต่เขากลับฟื้นตัวได้รวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ ตามปกติแล้ว อาจารย์ควรต้องพักฟื้นในโรงพยาบาลอย่างน้อยครึ่งเดือน แต่ผ่านมาเพียงแค่สัปดาห์เดียว เขาก็เกือบหายเป็นปกติ
อาจารย์เป็นคนบ้าตกปลา หลายวันมานี้ไม่ได้ตกปลาเลย มือไม้จึงคันยุบยิบ อยากออกไปเหวี่ยงเบ็ดที่แม่น้ำสักสองสามทีใจจะขาด
สุดท้าย หลังจากอ้อนวอนแพทย์อย่างหนัก เขาก็ได้ออกจากโรงพยาบาลก่อนผมหนึ่งวัน
พออาจารย์ออกไปแล้ว ห้องพักผู้ป่วยก็เหลือแค่ผมคนเดียว
หลังจากกินข้าวเย็นและรับน้ำเกลือถุงสุดท้ายของวัน ผมสังเกตเห็นพยาบาลและหมอด้านนอกดูแตกตื่นแปลกๆ พวกเขาเดินไปตามห้องผู้ป่วยเหมือนกำลังค้นหาอะไรบางอย่าง
ผมได้ยินเสียงถามกันไปมา “เจอหรือยัง”
ผมที่ว่างอยู่ไม่ได้ทำอะไรจึงตั้งใจเงี่ยหูฟัง ดูเหมือนว่ามีคนไข้ในแผนกผู้ป่วยในหายตัวไป และครั้งนี้เป็นครั้งที่สองของเดือนแล้ว
การที่ผู้ป่วยในโรงพยาบาลหายตัวไปถือเป็นเรื่องใหญ่มาก
อย่างแรกเลย ครอบครัวของผู้ป่วยต้องออกมาโวยวายแน่ ฝ่ายบริหารของโรงพยาบาลเองก็ต้องถูกตั้งคำถามเรื่องระบบความปลอดภัย ซึ่งอาจส่งผลต่อการจัดอันดับคุณภาพของโรงพยาบาล และที่สำคัญคือ เรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษา
หากผู้ป่วยหายไปแล้วจะไปเก็บเงินจากใครล่ะ
ผมได้ยินเพียงแค่บางส่วน จึงไม่เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด
ช่วงกลางวันผมนอนเยอะไปหน่อย ตอนนี้เลยยังไม่ง่วง จึงลงไปเดินเล่นรอบๆ อาคารผู้ป่วยในเพื่อยืดเส้นยืดสาย
โดยทั่วไปแล้ว โรงพยาบาลจะมีพลังหยินหนักกว่าสถานที่อื่นๆ โดยเฉพาะช่วงกลางคืน อากาศจะเย็นยะเยือกเป็นพิเศษ
ขณะเดินเล่น ผมสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณบางอย่างที่แฝงตัวอยู่รอบๆ แต่พอเช็กดีๆ แล้วมันเป็นแค่พลังของคนไข้ที่เพิ่งเสียชีวิตไปไม่นาน ไม่มีอะไรน่ากังวล ผมไม่ได้เปิดตาทิพย์เพื่อมองพวกเขา เพราะไม่อยากเห็น
ผมเดินไปเรื่อยๆ จนมาถึงชั้นหนึ่ง ด้านหน้าเป็นประตูใหญ่ ถ้าไม่ได้รับอนุญาตออกจากโรงพยาบาล ผู้ป่วยจะออกไปไม่ได้ ส่วนด้านหลัง เป็นสวนของอาคารผู้ป่วยในที่ผู้ป่วยใช้เป็นที่พักผ่อน
แม้จะดึกแล้วก็ยังมีคนไข้บางส่วนออกมานั่งรับลม แต่สิ่งที่โดดเด่นที่สุดในบริเวณนี้คือ ต้นหวยต้นใหญ่ที่อยู่ใกล้กำแพง
มันมีลำต้นใหญ่ขนาดที่ต้องใช้สามคนโอบ บนต้นไม้ยังมีป้ายจากกรมป่าไม้อีกด้วย บอกว่าต้นไม้นี้มีอายุกว่าสี่ร้อยปีและได้รับการคุ้มครอง
ผมยังไม่ทันเดินเข้าไปใกล้ ก็ได้ยินเสียงคนส่งเสียงอื้ออึงมาจากทางต้นหวย
“ดูสิ! เสื้อผ้าอยู่ตรงนี้ แต่ตัวหายไปไหน”
“ต้องปีนขึ้นต้นไม้แล้วหนีออกไปแน่ๆ!”
ผมได้ยินเสียงเอะอะจึงเดินเข้าไปดู เมื่อไปถึง ผมเห็นกลุ่มพยาบาลและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย รวมถึงคนไข้บางส่วนกำลังมุงกันอยู่
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนหนึ่งกำลังถือชุดผู้ป่วยอยู่ เขาเพิ่งกระโดดลงมาจากต้นหวยก่อนหันไปบอกพยาบาลที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ว่า “ไม่ต้องหาแล้ว แจ้งญาติเลยดีกว่า เสื้อผ้าอยู่บนต้นไม้ หมายความว่าเขาปีนต้นไม้หนีออกไปแน่ๆ”
หัวหน้าพยาบาลที่ยืนอยู่ข้างๆ ฟังแล้วหน้าเครียดขึ้นมาทันที เธอพูดอย่างไม่พอใจ “หัวหน้าหลี่ว์ นี่เป็นรอบที่สองของเดือนนี้แล้ว ระบบรักษาความปลอดภัยของคุณมันยังไงกัน แล้วดูนี่สิ ต้นไม้มีรอยเลือดด้วย แสดงว่าผู้ป่วยต้องได้รับบาดเจ็บขณะปีนต้นไม้ ถ้าเกิดเขาออกไปแล้วเป็นอะไรขึ้นมา ครอบครัวเขาต้องมาโวยวายพวกเราอีกแน่ๆ”
ในโรงพยาบาล หัวหน้าพยาบาลมีอำนาจสูงมาก หัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยที่ถูกเรียกว่าหัวหน้าหลี่ว์ทำได้แค่ยิ้มแหยๆ แล้วตอบว่า “พวกเราเพิ่มการลาดตระเวนแล้วนะครับ แถมตรงนี้ก็มีรั้วเหล็กกั้น มีกล้องวงจรปิดสองตัวจับภาพไว้ด้วย ใครปีนรั้วเข้ามาใกล้ต้นหวยจะมีสัญญาณเตือนดังขึ้นทันที แต่บังเอิญเหลือเกินที่วันนี้…กล้องสองตัวนี้ดันเสียพร้อมกัน”
ขณะพูด เขายังชี้ไปที่กล้องวงจรปิดสองตัวที่ติดอยู่บนเสาไฟข้างต้นหวย
หัวหน้าพยาบาลกลอกตาอย่างหงุดหงิด “พูดไปก็เท่านั้น คนไข้หนีออกไปแล้ว พรุ่งนี้คุณไปคุยกับผู้อำนวยการเองแล้วกัน!”
พูดจบ เธอพยักหน้าเรียกพยาบาลสองคนข้างกาย ก่อนหมุนตัวเดินตรงมาทางผม
ระหว่างที่เดินผ่าน เธอยังหันมาถามผมเสียงเข้ม “เตียงไหน ทำไมยังไม่นอน”
“ผมนอนไม่หลับ เลยออกมาเดินเล่นน่ะครับ” ผมตอบกลับ
พอได้ยินแบบนั้นเธอก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงเดินจากไป
ผมที่ได้ยินเรื่องทั้งหมดก็พอจะเดาออกว่าเกิดอะไรขึ้น ผู้ป่วยที่หายตัวไปวันนี้น่าจะปีนต้นหวย แล้วกระโดดข้ามกำแพงหนีออกไป
หัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยหลี่ว์ดูท่าจะหงุดหงิดไม่น้อย เขาหันไปมองต้นหวยต้นใหญ่ แล้วถ่มน้ำลายลงพื้นก่อนสบถออกมา “ไอ้เวร! อยากจะโค่นแม่งให้รู้แล้วรู้รอด!”
“หัวหน้า นั่นเป็นต้นไม้อนุรักษ์นะครับ ถ้าตัดไปล่ะก็ติดคุกหัวโตแน่ๆ” ลูกน้องคนหนึ่งเตือนขึ้น
หัวหน้าหลี่ว์ขมวดคิ้ว เขวี้ยงเสื้อเปื้อนเลือดในมือลงพื้น แล้วกระทืบสองที
“กลับเถอะ!”
ว่าจบก็เดินจากไปพร้อมลูกน้องอีกสองคน
ส่วนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เหลือ หันมาบอกพวกคนไข้ที่ยังยืนดูอยู่ “แยกย้ายกันได้แล้ว กลับไปพักผ่อนกันเถอะ!”
เมื่อไม่มีอะไรให้ดู คนไข้ที่มุงอยู่ก็แยกย้ายกันไป เหลือเพียงผมคนเดียวที่ยังคงยืนอยู่ที่เดิม
หลังจากทุกคนเดินจากไป ผมหันกลับไปพิจารณาต้นหวยต้นใหญ่อีกครั้ง ต้นไม้ต้นนี้มีขนาดใหญ่โต ร่มเงาแผ่กว้าง ผมไม่เคยเห็นต้นหวยที่ใหญ่ขนาดนี้มาก่อนในชีวิต
ต้นหวยถือเป็นหนึ่งใน ‘สี่ไม้ต้องห้าม’ ตามความเชื่อของคนโบราณ ยังมีคำกล่าวที่สืบต่อกันมาในหมู่ชาวบ้านว่า ‘หน้าบ้านไม่ปลูกหม่อน หลังบ้านไม่ปลูกหลิว หน้าลานไม่ปลูกผีโบกมือ หลังลานไม่ปลูกต้นหวยคร่ำครวญ’
ต้นหม่อนพ้องเสียงกับคำว่าสูญเสีย ปลูกไว้หน้าบ้านจะทำให้เกิดงานศพ
ปลูกต้นหลิวหลังบ้าน ลูกหลานในบ้านมักเจ็บป่วยง่าย
ลานหน้าไม่ปลูกผีโบกมือหมายถึงต้นหยาง เวลาลมพัดใบไม้จะดัง “แปะๆๆ” เหมือนเสียงคนปรบมือ ใครล่ะจะทนได้
ลานหลังไม่ปลูกต้นหวย เพราะต้นหวยกิ่งก้านหนาแน่น ใบไม้มากมาย เมื่อถูกลมพัดจะมีเสียงดัง “ฮืดๆ” เหมือนเสียงคนหอบหายใจใกล้หมดลม ฟังแล้วน่ากลัว คนที่เป็นโรคหัวใจจะยิ่งทนไม่ได้
เหล่าวิญญาณเร่ร่อนชอบมาหลบฝนและพักผ่อนใต้ต้นไม้ทั้งสี่ชนิดนี้
แต่เบื้องหน้าผมตอนนี้กลับมีต้นหวยเก่าแก่หลายร้อยปี ไม่ได้แค่ขึ้นอยู่ในลานหลังของโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ยังมีป้าย ‘ยันต์กันตาย’ ของกรมป่าไม้แขวนไว้อีก
ในแง่ของฮวงจุ้ยแล้ว ต้นไม้นี้ถือว่าไม่เป็นมิตรต่อผู้ป่วยในโรงพยาบาลอย่างยิ่ง
แต่เรื่องแปลกก็คือ…
ไม้ผีขนาดใหญ่ขนาดนี้ ทั้งกิ่งก้านใบก็หนาทึบ แทบจะสามารถใช้คำว่า “บดบังฟ้าดิน” มาบรรยายได้เลย ตามหลักแล้ว โดยรอบน่าจะเต็มไปด้วยวิญญาณเร่ร่อนมากมายที่มารวมตัวอยู่ตรงนี้ถึงจะถูก
แต่ผมยืนอยู่ตรงนี้มาตั้งนานแล้ว กลับไม่รู้สึกถึงไอวิญญาณแม้แต่นิดเดียว กลับกัน ผมได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ประหลาดชนิดหนึ่งที่ลอยออกมาจากลำต้นของต้นหวยใหญ่ต้นนี้
กลิ่นหอมนั้นช่างชื่นใจเสียจนผมอดไม่ได้ อยากเข้าไปสูดดมให้มากขึ้นอีกสักหน่อย…