ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 183 ข่าวใหม่ ตัวแทนมาเยือน
หลงเจี๋ยมองผมทั่วร่างด้วยสายตาร้อนแรงกว่าปกติ แถมยังเลียริมฝีปาก พลางพูดว่าไม่สะดวกจะพูด
จู่ๆ หัวใจผมก็เต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ
หมอนี่…อย่าบอกนะว่าเขาชอบผู้ชาย?
ถ้าเป็นอย่างนั้น ผมคงรับไม่ไหว…
ผมรีบถอยหลังไปหนึ่งก้าว กลืนน้ำลายลงคอแล้วพูดว่า “พี่หลง คิดให้ดีๆ ก่อนพูดนะ!”
หลงเจี๋ยเห็นผมทำท่าตกใจก็รีบโบกมือแก้ตัว “ไม่ๆ อย่าเข้าใจผิด ฉันแค่อยาก…อยากกินอะไรอีกสักหน่อย ฉันหิว! ขนมที่นายให้มาก่อนหน้านี้ ฉันกินหมดแล้ว…”
พอได้ยินแบบนั้น ผมถอนหายใจโล่งอกทันที
ผมนึกว่าเป็นเรื่องใหญ่ ที่แท้ก็แค่เรื่องของเซ่นไหว้
แต่จำเป็นต้องมองผมด้วยสายตาแบบนั้นด้วยเหรอ เล่นเอาใจหายหมด…
“พี่หลง เรื่องแค่นี้เอง เดี๋ยวผมเผาของให้พี่เยอะๆ เลย แต่พี่หลงไม่มีความปรารถนาอื่นจริงๆ เหรอ”
หลงเจี๋ยพูดขึ้น “ฉันโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า อยู่อย่างโดดเดี่ยวมาตลอด พี่น้องและแฟนต่างหักหลังฉัน ถึงพวกเขาจะทำให้ฉันโกรธมาก แต่ฉันคงให้นายไปจัดการพวกเขาแทนไม่ได้หรอก ใช่ไหมล่ะ
“เพราะงั้น ฉันไม่มีสิ่งที่ต้องการอีกแล้ว แค่อยากกินให้อิ่มเท่านั้นเอง ฉันไม่อยากเป็นผีอดตาย ถ้าพกบุหรี่ติดตัวลงไปข้างล่างได้ด้วยก็คงดี ต่อไปอาจไม่มีใครเผากระดาษเงินกระดาษทองให้ฉันแล้ว” น้ำเสียงของหลงเจี๋ยเจือความเศร้าเล็กน้อย
ผมไม่กล้านอน กลัวว่าถ้าหลับไป ต้นหวยในสวนจะเล่นงานผมอีก เลยนั่งคุยกับหลงเจี๋ยไปเรื่อยๆ
เขาเล่าหลายเรื่อง ทั้งความลำบากหลังออกจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ไปจนถึงการทำงานที่ร้านคาราโอเกะ และไต่เต้าจนได้เป็นผู้จัดการฝ่ายรักษาความปลอดภัย
รวมถึงเรื่องราวที่เขาได้พบกับแฟนสาว
สุดท้าย เขาเล่าว่าแฟนสาวของเขาทรยศเขาอย่างไร เธอร่วมมือกับลูกน้องของเขาหักหลังเขา แถมยังไม่แม้แต่จะจัดงานศพให้เขา
เมื่อพูดถึงตรงนี้ หลงเจี๋ยเดือดดาลขึ้นมาทันที “บัดซบ! ตอนนั้นฉันตาบอดจริงๆ ฉันให้ความสำคัญกับติงเต๋อเหวินมากขนาดไหน เขากู้เงินนอกระบบจนถูกตามล่า ฉันก็ช่วยเคลียร์ปัญหาให้หมด แต่พอฉันตาย ไอ้เวรนี่กลับไปคบกับผู้หญิงของฉัน! ไอ้ติงเต๋อเหวินชั่วช้า!”
หลงเจี๋ยสบถด้วยความโกรธอย่างไม่หยุดหย่อน
ส่วนผม ยืนอยู่ข้างๆ ทำตัวเป็นเพียงผู้ชม ปล่อยให้เขาได้ระบายความอัดอั้น ไม่คิดจะพูดแทรก
แต่เมื่อชื่อ ‘ติงเต๋อเหวิน’ หลุดออกจากปากหลงเจี๋ย ความตกใจพลันฉายชัดบนใบหน้าทันที
ผมหันไปมองหลงเจี๋ยด้วยสีหน้าประหลาดใจ “พี่หลง เมื่อกี้บอกว่าลูกน้องพี่ชื่ออะไรนะ”
หลงเจี๋ยขมวดคิ้วด้วยความสงสัย แต่ก็ตอบกลับ “ติงเต๋อเหวิน? นายรู้จักเหรอ”
ผมสูดลมหายใจลึก นึกย้อนถึงเรื่องราวก่อนหน้านี้ หลังจากที่ผมได้พบกับเสี่ยวอวี่และได้รับร่มปรภพก็ไปที่โรงแรมแห่งหนึ่ง แล้วบังเอิญพบกับวิญญาณของหญิงสาวที่ถูกฆ่าตายในโรงแรมนั้น
คนที่ทำให้เธอตายคือติงเต๋อเหวิน
ศพของจูเจินเจินถูกซ่อนอยู่ใต้อ่างอาบน้ำในโรงแรม และถูกปิดผนึกด้วยยันต์สีดำเพื่อใช้เลี้ยงศพ
อาจารย์บอกว่า วิธีเลี้ยงศพที่จูเจินเจินโดนนั้นเป็นศาสตร์มืดจากเซียงซี เรียกว่า ‘ศาสตร์เลี้ยงศพด้วยพลังชีวิต’
มันเป็นศาสตร์อวิชชาอันชั่วร้ายที่ดูดพลังชีวิตของมนุษย์ และใช้ยันต์เลี้ยงศพให้ค่อยๆ เปลี่ยนสภาพเป็นหุ่นเชิดเยี่ยนซือ
เยี่ยนซือ ศพหญิงสาวที่มีผิวเนียนละเอียด
หากแต่งหน้าแล้ว เยี่ยนซือจะดูเหมือนมนุษย์ทั่วไป มีความเย้ายวนมากกว่ามนุษย์เสียด้วยซ้ำ สามารถร่วมสัมพันธ์กับมนุษย์ได้
มันสามารถมอบ ‘ความสนุก’ อีกระดับหนึ่งให้แก่ผู้คน
ผู้ที่จะเลี้ยงศพประเภทนี้ต้องฆ่าเป้าหมายอย่างโหดเหี้ยมเสียก่อน จากนั้นใช้ยันต์เลี้ยงศพดูดกลืนพลังชีวิตมนุษย์
ในวันที่เยียนซือเสร็จสมบูรณ์ วิญญาณของร่างนั้นจะถูกกลืนกินเป็นอาหาร สุดท้าย เยี่ยนซือจะถูกควบคุมโดยผู้เลี้ยงศพ และใช้ล่อลวงเหยื่อรายต่อไป
ผมไม่คาดคิดเลยว่าจะได้ยินชื่อนี้จากปากของหลงเจี๋ยโดยบังเอิญ
ผมจึงถามย้ำกับหลงเจี๋ยอีกครั้ง “เขาเป็นคนรูปร่างสูง ผอม และมีปานแดงที่หัวไหล่ซ้ายใช่ไหม”
ผมนำข้อมูลที่จูเจินเจินเคยให้มาบอกกับเขา
“ใช่เลย! นายรู้จักมันเหรอ” หลงเจี๋ยเองก็ดูประหลาดใจ
แต่ผมส่ายหัว “ผมไม่รู้จักหรอก แต่ผีที่ผมเคยช่วยไว้รู้จักมัน!”
“หา?”
หลงเจี๋ยไม่เข้าใจ ผมจึงเล่าเรื่องที่เคยเจอผีสาวจูเจินเจินที่โรงแรม
หลงเจี๋ยฟังจบก็ถึงกับตกตะลึง
เขาบอกว่า คืนที่เขาเมาจนตายนั้นก็อยู่กับติงเต๋อเหวิน
“พี่หลง ลูกน้องของพี่ไม่ใช่คนดีแน่ ตอนนี้ผมเริ่มสงสัยแล้วว่าการตายของพี่อาจไม่ใช่อุบัติเหตุ!”
หลงเจี๋ยได้ยินก็ขมวดคิ้วทันที
เขาอธิบายไม่ได้ว่าตัวเองตายเพราะเมา หรือถูกวางแผนให้ดื่มหนักจนถึงขั้นเสียชีวิต
ติงเต๋อเหวินมีความสามารถในการเลี้ยงศพซึ่งบ่งบอกได้ชัดเจนว่าเขาเป็นนักพรตสายมาร คนประเภทนี้เหมือนกับนักพรตเก้าศพ ปล่อยไว้ไม่ได้เด็ดขาด
หากปล่อยไว้จะเป็นภัยต่อผู้คน ไม่ต่างอะไรกับปล่อยให้มีปีศาจร้ายหลุดออกมาเพ่นพ่าน
ผมถามหลงเจี๋ยเกี่ยวกับติงเต๋อเหวินเพิ่มเติม
หลงเจี๋ยบอกว่าเขาพาผมไปหาเจ้านั่นได้…
แต่ตอนนี้ ผมมีหลายเรื่องที่ต้องจัดการ และไม่รู้เลยว่าติงเต๋อเหวินมีวิชามากแค่ไหน หรือมีเล่ห์เหลี่ยมอะไรซ่อนอยู่ จึงให้หลงเจี๋ยรอก่อน
ผมบอกเขาว่า หลังจากที่ผมจัดการเรื่องในมือเสร็จ และอาจารย์กลับมาแล้ว ถึงตอนนั้นค่อยให้เขานำทางไปหาตัวติงเต๋อเหวิน
หากเป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิดก็แล้วไป
แต่ถ้าไม่ใช่…ก็คงต้องใช้วิธีของสายงานเราลบชื่อเขาทิ้ง
เราสองคนคุยกันอยู่นาน จนกระทั่งใกล้รุ่งสาง ผมถึงงีบหลับไป
ผมนอนยาวจนถึงราวๆ สิบโมง
หลงเจี๋ยนั่งพักผ่อนอยู่ข้างเตียงผมไม่ได้ไปไหน
ตอนนั้นเอง ชายแปลกหน้าคนหนึ่งเข้ามาในห้องพักของผม เขาเดินตรงมาที่เตียงผมทันที ก่อนจะเอื้อมมือมาสะกิดเบาๆ
ผมลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย เห็นว่าเป็นชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบกว่า รูปร่างผอมบาง ผิวเหลืองซีด ดูแล้วผอมยิ่งกว่าอาจารย์เสียอีก เบ้าตาลึกโหล ดูแล้วอ่อนแอมาก แต่เสื้อผ้าของเขาดูเนี้ยบสุดๆ ผมก็ถูกหวีจนเรียบลื่นแสกเป็นทรง ใต้รักแร้หนีบกระเป๋าสีดำใบเล็กเอาไว้
“สวัสดีครับ ขอถามหน่อย คุณคืออาจารย์เจียงหนิงใช่ไหม” เสียงของชายคนนั้นแหบเล็กน้อย
“อืม! ผมเอง แล้วคุณคือ” ผมงัวเงียลุกขึ้นจากเตียง
“สวัสดีครับ ผมชื่อหลัวเจี้ยนหวา เป็นตัวแทน ซ่งซือโถว อาจารย์ของคุณโทรหาผม ให้มาประสานงานเรื่องต้นหวย”
ได้ยินดังนั้น ผมตื่นเต็มตาทันที ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเขาถึงแต่งตัวเป็นทางการ ที่แท้ก็เป็นตัวแทน
“สวัสดีครับ! สวัสดี” ขณะพูด ผมรีบลุกขึ้นจากเตียง
จากนั้นตัวแทนที่ชื่อหลัวเจี้ยนหวาก็หยิบเอกสารบางอย่างออกมาจากกระเป๋า
“ที่มาช้า เพราะต้องไปเตรียมเอกสารพวกนี้” เขาพูดพลางยื่นเอกสารหลายแผ่นให้ผมดู
ผมกวาดตามอง พบว่ามันเป็นเอกสารราชการ มีทั้งหนังสือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมป่าไม้ สำนักการจัดการเมือง สำนักงานเขต และใบอนุญาตก่อสร้าง
มีทั้งหมดหกเจ็ดฉบับ ดูแล้วครบถ้วนสมบูรณ์ พิจารณาจากวันที่ ทุกฉบับออกวันนี้ทั้งนั้น
แม้ว่าผมจะไม่ใช่คนในระบบราชการ แต่ก็พอเข้าใจว่าเอกสารเหล่านี้มีไว้เพื่อทำให้การดำเนินการโค่นต้นหวยเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และที่สำคัญยังแสดงให้เห็นว่า ชายตรงหน้าผมมีเส้นสายที่แข็งแกร่งในระบบราชการ
เริ่มงานตอนเก้าโมงครึ่ง ตอนนี้เพิ่งสิบโมง แต่สามารถรวบรวมเอกสารจากหลายหน่วยงานได้ครบถ้วนขนาดนี้ ถือว่าไม่ธรรมดา
หลังจากอ่านเอกสารเสร็จ ผมจึงเอ่ยถาม “คุณหลัว หมายความว่ามีเอกสารพวกนี้แล้ว เราสามารถโค่นต้นไม้ต้นนั้นได้เลยใช่ไหม”
ถ้าทำได้ แผนการสะกดต้นไม้ที่อาจารย์วางไว้ก็คงไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว
หลัวเจี้ยนหวาฟังจบก็ส่ายหน้าปฏิเสธ “อาจจะทำไม่ได้ ในพื้นที่นี้ ต้นไม้ตอนนั้นมีชื่อเสียงมาก มันเคยออกโทรทัศน์ช่องหลัก และได้รับการคุ้มครองจากรัฐ หากเราตัดมันทิ้งโดยพละการอาจส่งผลกระทบร้ายแรง กระแสสังคมอาจจะควบคุมไม่อยู่ สุดท้ายต้องมีคนมารับผิดแทน ดังนั้น ภายใต้เงื่อนไขที่ห้ามโค่นต้นไม้ เราสามารถใช้ข้ออ้างเรื่องแมลงศัตรูพืชและการตัดแต่งกิ่งเป็นเหตุผลในการจัดการมัน
“ซ่งซือโถวได้วางแผนการปัดเป่าต้นไม้ต้นนี้ไว้เรียบร้อยแล้ว วันนี้ ผมจะให้ความร่วมมือกับคุณอย่างเต็มที่เพื่อดำเนินการสะกดต้นหวย
“เมื่อเขากลับมา เขาจะลบล้างพลังของภูตต้นไม้ด้วยตัวเอง ถึงตอนนั้น ต้นไม้จะไร้ซึ่งพลังและไม่สามารถทำร้ายใครได้อีก มันจะกลายเป็นเพียงต้นไม้ธรรมดาอีกครั้ง และยังช่วยหลีกเลี่ยงผลกระทบทางสังคมที่ไม่จำเป็น…”