ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 182 ยึดถือคุณธรรม พ้นวิกฤตได้เสมอ
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 182 ยึดถือคุณธรรม พ้นวิกฤตได้เสมอ
ผมวิ่งหนีออกมาไกลเกือบเจ็ดแปดเมตรแล้ว ระหว่างนั้นหลบหลีกการพันรัดและการโจมตีของรากต้นหวยได้ถึงสองครั้ง
แต่พอถึงครั้งที่สาม…กลับหลบไม่พ้น
ผมเพิ่งเงยหน้าขึ้น ก็เห็นรากของต้นหวยแทงตรงเข้ามา
ถ้าถูกแทงเข้าล่ะก็ ร่างทั้งร่างคงถูกเจาะทะลุ เมื่อถึงตอนนั้นผมคงจบสิ้น
ผมพยายามหลบ ร่างกายก็ตอบสนองสุดความสามารถแล้ว แต่ก็รู้ดีว่าช้าเกินไป
‘จบเห่แล้ว!’
ผมสบถในใจ หน้าตาเคร่งเครียด
ในขณะเดียวกัน รากต้นหวยก็พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูง
ในวินาทีที่มันเกือบจะทะลุอกผมอยู่รอมร่อ กลับมีลมเย็นยะเยือกสายหนึ่งพัดมา
ทันใดนั้น เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น ชนผมอย่างแรง
ผมกระเด็นออกไปด้านข้างทันที
รากที่หมายจะพันตัวผมพลาดเป้า แทงพื้นกระเบื้องจนเกิดรู
ถ้าแทงถูกร่างคน คงไม่ต้องพูดถึงว่าจะเป็นยังไง
“น้องชาย รีบหนีไป…” เป็นเสียงของหลงเจี๋ย
เขาช่วยผมในวินาทีสำคัญอีกครั้ง!
เขากระโจนเข้ามาชนผมออกไปได้พอดี
ผมยังใจเต้นแรงไม่หาย แต่ก็รู้ว่าจะเสียเวลาไม่ได้แม้แต่น้อย
ทุกวินาทีที่ได้มาล้วนเป็นหลงเจี๋ยที่ยอมเสี่ยงชีวิตช่วยไว้
ผมรีบลุกขึ้นวิ่งทันที แล้วหันไปตะโกนบอกหลงเจี๋ยที่เป็นเพียงภาพเงาพร่ามัว “พี่หลง วิ่ง!”
รากต้นหวยพุ่งเข้ามาอีกครั้ง คราวนี้เป้าหมายกลับกลายเป็นหลงเจี๋ยที่อยู่ข้างๆ
ผมเห็นดังนั้นก็รีบคว้าตัวเขาไว้ แล้วดึงออกไปข้างๆ อย่างแรง
รากพลาดเป้าอีกครา ทะลุทะลวงต้นไม้เล็กๆ ข้างๆ จนเป็นรู
ผมกับหลงเจี๋ยกลิ้งล้มแล้วรีบลุกวิ่งหนีต่อไปแบบไม่คิดชีวิต
รากต้นหวยยังคงไล่แทงตามหลังเราไม่หยุด
กระทั่งใกล้จะโดนตัวอีกครั้ง มันกลับหยุดค้างกลางอากาศเสียดื้อๆ พร้อมกับมีเสียงแหบพร่าที่ฟังไม่ออกว่าเป็นหญิงหรือชายดังมาจากต้นหวย “ไอ้เวร!”
รากที่แทงออกมาก็เริ่มหดกลับอย่างช้าๆ
ผมหันกลับไปมองอย่างระมัดระวัง พร้อมกับความรู้สึกแปลกใจ
‘ทำไมจู่ๆ มันถึงหยุดเองแล้วหดกลับล่ะ มันมีขีดจำกัดระยะโจมตี?’
แม้ในใจสงสัย แต่เท้าก็ไม่หยุดวิ่ง
ไม่นาน ผมกับหลงเจี๋ยก็วิ่งห่างออกมาราวยี่สิบเมตร
รากที่ยื่นออกมาหดกลับเข้าไปในปากใหญ่กลางลำต้นแล้ว ปากที่เต็มไปด้วยเมือกเหนียวก็ค่อยๆ ปิดลง
ต้นหวยที่ส่ายไหวก่อนหน้านี้ค่อยๆ สงบลง
ผมสังเกตเห็นว่า ใบไม้หลายกิ่งของต้นหวยเริ่มแห้งเหี่ยวเป็นสีเหลือง
เมื่อนึกถึงสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ ผมคาดเดาว่า การที่มันยื่นรากออกมาจับคนต้องใช้พลังชีวิตหาศาลจึงทำให้ใบไม้เหี่ยวเฉาลงอย่างรวดเร็ว
และระยะราวสิบสองถึงสิบสามเมตรน่าจะเป็นขอบเขตที่มันจะยื่นรากออกมาได้ไกลที่สุด…
“น่าจะปลอดภัยแล้ว!” ผมถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
หลงเจี๋ยที่ร่างยังวูบวาบอยู่ข้างหน้าก็พยักหน้า
“เฮ้อ หวุดหวิดจริงๆ! นี่มันเร้าใจกว่าตอนฉันตีรันฟันแทงตอนยังมีชีวิตอีกนะเนี่ย!”
“ขอบคุณมาก พี่หลง!”
ผมรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง วันนี้ถ้าไม่มีหลงเจี๋ยที่ไม่สนอันตรายและความเป็นความตายมาช่วยไว้ ผมคงตายไปแล้วแน่ๆ
ผมหันกลับไปมองอีกครั้ง ต้นหวยต้นนั้นกลับมาดูเหมือนต้นไม้ธรรมดาทั่วไป
นอกจากใบไม้ที่แห้งเหี่ยวก็ไม่เห็นสิ่งผิดปกติอะไรเลย
เจ้าภูตต้นไม้ต้นนี้แสร้งทำตัวแนบเนียนจริงๆ ไม่น่าแปลกใจเลยที่มันทำร้ายคนในโรงพยาบาลแห่งนี้ได้มากมาย
ผมไม่อยากอยู่ที่นี่นาน จึงส่งสัญญาณให้หลงเจี๋ยกลับทางเดิม และตอนนี้ฤทธิ์ของน้ำตาวัวก็หมดลงโดยสมบูรณ์แล้ว
ตอนนี้ตาทิพย์ปิดสนิท ผมจึงมองไม่เห็นหลงเจี๋ยอีก แต่ยังสัมผัสถึงพลังของเขาได้ รับรู้ว่าเขายังอยู่เคียงข้าง
ผมเดินผ่านโถงชั้นหนึ่งของอาคาร แล้วมุ่งตรงไปยังชั้นหกของอาคารผู้ป่วยใน
อาคารผู้ป่วยในยามดึกดื่นเงียบสงัดไร้สุรเสียง
ผมกลับถึงห้องพักของตัวเองในสภาพมอมแมมเล็กน้อย
สิ่งแรกที่ผมทำคือ หยิบน้ำตาวัวออกมา แล้วพรมลงบนดวงตาทั้งสองข้าง
พอลืมตาขึ้นอีกครั้งก็ได้เห็นหลงเจี๋ย ผู้ที่ยื่นมือเข้าช่วยผมอย่างไม่ลังเลอีกครั้ง
เมื่อเห็นผมลืมตา เขาก็โบกมือไปมาอยู่ตรงหน้าผม
“น้องชาย! เห็นฉันไหม ตอนนี้เห็นฉันแล้วใช่ไหม”
ผมมองหน้าเขาที่ซีดเซียว แล้วแย้มยิ้มพลางพูดว่า “เห็นแล้วพี่หลง”
พอได้ยินแบบนั้น หลงเจี๋ยก็ถอนหายใจยาวอย่างคนเป็น “บัดซบ! นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เจอภูตต้นไม้บ้าๆ แบบนี้ มันล่อลวงคนถึงในอาคารผู้ป่วยได้เลยนะ!
“คนอื่น… เอ่อ หมายถึงพวกผีน่ะ ต่างก็กลัวกันหมด วิ่งหนีลงไปซ่อนในลานจอดรถใต้ดินกันหมดแล้ว…”
หลงเจี๋ยบ่นออกมาอย่างไม่พอใจ
ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ ครั้งหนึ่ง
ที่ยังมีชีวิตรอดมาได้ในครั้งนี้ ต้องขอบคุณหลงเจี๋ยตรงหน้าที่พบกันโดยบังเอิญเพียงครั้งเดียวจริงๆ
“ขอบคุณพี่หลงที่ช่วยชีวิตผมไว้ เรื่องหลังความตายของพี่ ผมจะจัดการให้เรียบร้อยแน่นอน” ผมเอ่ยออกมาอย่างจริงจัง
ถ้าตอนแรกผมอยากช่วยหลงเจี๋ยแค่เพราะเขาให้ข้อมูลเรื่องภูตต้นไม้แก่ผม ตอนนี้ผมก็ทำเพื่อทดแทนบุญคุณที่เขาช่วยชีวิตไว้
“ฮ่าๆๆ น้องชายไม่ต้องเกรงใจ ฉันหลงเจี๋ยเที่ยวเตร่ในยุทธภพ สิ่งที่ยึดถือมาตลอดคือ ‘คุณธรรม’ นั่นแหละ!”
“น้องเจียงหนิงให้อาหารฉันกิน แล้วยังอาสาจะช่วยส่งฉันไปสู่สุคติอีก นั่นคือบุญคุณ คือมิตรแท้สำหรับฉัน แม้ว่าครั้งหนึ่ง พวกพี่น้อง เจ้านาย และผู้หญิงของฉันจะหักหลังฉันกันหมด แต่ฉัน หลงเจี๋ย ต่อให้กลายเป็นผีก็ไม่มีวันหักหลังพี่น้องของตัวเองเด็ดขาด!”
ผีหนุ่มนามหลงเจี๋ยพูดด้วยท่าทีที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแบบนักเลง แต่คำพูดของเขาก็เปี่ยมด้วยความจริงใจ
น่าเสียดายที่คนจริงแบบนี้ต้องมาตายเสียก่อน
“พี่หลง ตอนที่ผมสลบไปเกิดอะไรขึ้นบ้าง” ผมถามขึ้นมา
หลงเจี๋ยฟังจบก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากผมหมดสติให้ฟัง ขณะเดียวกัน ผมก็จัดการล้างคราบสกปรกบนตัว รวมถึงรอยแผลที่โดนหลงเจี๋ยกัดก่อนหน้านี้ มันเป็นเพียงบาดแผลเล็กๆ ไม่ได้มีผลอะไร
สิ่งที่หลงเจี๋ยเล่าให้ฟังนั้นแทบจะตรงกับที่ผมคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ทุกประการ
หลังจากที่ผมหลับไปได้ไม่นาน ต้นหวยก็เริ่มปล่อยกลิ่นหอมประหลาดออกมา มีหมอกสีเขียวรูปร่างคล้ายเงาคนพุ่งเข้าสู่อาคารผู้ป่วยพร้อมกลิ่นนั้น
สิ่งนั้นคือพลังชีวิตที่ต้นหวยสั่งสมไว้และปล่อยออกมาในรูปแบบของหมอก
เมื่อบรรดาผีในโรงพยาบาลเห็นหมอกเขียวรูปร่างคนก็สัมผัสได้ถึงพลังของภูตต้นไม้ ต่างพากันตกใจสุดขีด หนีเตลิดลงไปยังชั้นใต้ดิน แม้แต่หลงเจี๋ยเองก็อดไม่ได้ที่จะวิ่งหนีออกไป แต่พอเขาออกมาแล้ว กลับเห็นว่าหมอกเขียวลอยเข้าสู่ห้องของผม
หลงเจี๋ยเคยใช้ชีวิตในยุทธภพ เป็นผู้จัดการฝ่ายรักษาความปลอดภัยในร้านคาราโอเกะ แม้เขาจะตายไปแล้ว แต่ยังยึดมั่นในคำว่า ‘คุณธรรม’ เขาจึงรีบวิ่งกลับมาอีกครั้งเพราะเป็นห่วงผม
เมื่อมาถึงหน้าประตู เขาเห็นหมอกเขียวที่มีกลิ่นหอมดอกหวยพุ่งเข้าร่างผม ทะลุผ่านจมูกและปาก
หลังจากนั้น ผมก็เหมือนคนถูกของ สะดุ้งตื่นขึ้นจากฝัน สายตาเลื่อนลอยไร้แวว ขยับตัวเดินออกจากห้องไปราวกับหุ่นไร้ชีวิต
หลงเจี๋ยมองเห็นถึงความผิดปกติ จึงพยายามทั้งเรียกและดึงผมไว้แต่ไม่เป็นผล จึงทำได้แค่เดินตาม เฝ้ามองผมเดินจากชั้นหกลงมาถึงชั้นหนึ่ง
ประตูหลังของโรงพยาบาลที่ปกติล็อกเอาไว้กลับเปิดออกเองในเวลานั้น
ผมยังคงเดินต่อไป มุ่งหน้าไปยังต้นหวย
ต้นหวยพลันมีชีวิตขึ้นมาในยามค่ำคืน ลำต้นสั่นไหวเบาๆ ปล่อยหมอกสีเขียวออกมา ซ้ำลำต้นยังแยกออกเป็นปากขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นสัญญาณว่ามันกำลังจะกินเหยื่อ!
สำหรับหลงเจี๋ย เขาไม่ได้เพิ่งเคยเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ครั้งแรก
เขารู้ดีว่าถ้าผมยังเดินต่อไปคงไม่เหลือแม้แต่กระดูกให้เก็บ ต้องตายแน่นอน
หลงเจี๋ยพยายามไม่หยุด ทั้งร้องเรียก ทั้งดึงรั้งตัวผม
พยายามห้ามไม่ให้ผมเดินเข้าไป…
จนสุดท้าย เมื่อเห็นว่าไม่อาจหยุดผมได้ เขาก็ยอมเสี่ยงอันตราย ใช้มือทั้งสองกดลงไปตรงเปลวไฟชีวิตบนหัวไหล่และศีรษะของผม
ก็เพราะการกระทำนี้เอง ทำให้เปลวไฟทั้งสามบนศีรษะผมสั่นไหวอย่างรุนแรง จิตใจที่เคยมืดมัวของผมเริ่มไหววูบ สุดท้ายก็ตื่นขึ้นจากสภาวะถูกควบคุม
จากนั้นก็เกิดเหตุการณ์ทุกอย่างที่ผมเพิ่งได้เผชิญเมื่อครู่
เรื่องของภูตต้นไม้ต้นนี้ ยังไงก็ต้องสะสางให้จบ
ความแค้นนี้ ผมจะต้องชำระแน่
ในเวลาเดียวกัน ผมก็รู้สึกขอบคุณหลงเจี๋ยสุดใจ
ผมหันไปมองมือของเขา เห็นร่องรอยคล้ายถูกไฟไหม้จริงๆ
แม้เขาจะเป็นผี สามารถฟื้นตัวได้โดยดูดซับไอหยินหรืออาบแสงจันทร์ไม่กี่วัน ซ้ำแผลยังไม่เหลือแม้แต่รอยแผลเป็น แต่ในสายตาผม แค่ช่วยจัดการเรื่องหลังความตายให้เขายังเทียบไม่ได้กับการที่เขาช่วยชีวิตไว้
ผมจึงเอ่ยถามด้วยความจริงใจ “พี่หลง ผมติดหนี้ชีวิตพี่ แค่คำขอบคุณมันไม่พอตอบแทนหรอก ไม่ทราบว่าพี่ยังมีอะไรยังค้างคาใจอยู่บ้างไหม ถ้าทำได้ ผมจะช่วยให้สำเร็จแน่นอน”
หลงเจี๋ยได้ยินดังนั้นก็เลียริมฝีปากเบาๆ สายตาที่มองผมเริ่มมีประกายวาบขึ้นมาเล็กน้อย “จริงๆ ก็มี! เอ่อ…แต่แบบว่า ฉันไม่สะดวกที่จะพูดเท่าไหร่…”