ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 200 อาคมแสงวิญญาณ
เหลียงโหย่วชีสูญเสียครอบครัวไปห้าคน มีถึงสี่คนที่กลายเป็นวิญญาณอาฆาต
นี่เป็นเพราะโชคชะตาอันแสนโหดร้าย หรือเป็นเพราะกรรมหนักจากชาติปางก่อนกันแน่?
ผม เม่าจิ้ง และพานหลิงต่างหยิบอาวุธประจำตัวขึ้นมากำแน่น
บรรยากาศเคร่งเครียด สองฝ่ายยืนประจันหน้ากัน ถ้าอีกฝ่ายไม่ขยับ พวกเราก็จะไม่ขยับเช่นกัน
อีกเพียงไม่กี่นาทีจะถึงตีสี่ เมื่อยามวันคืนผลัดเปลี่ยน ผมไม่เชื่อว่าพวกเธอจะไม่จากไป
พอถึงพรุ่งนี้ หากทำลายหลุมศพของพวกเธอได้ ตกกลางคืน พวกเราจะสามารถจัดการพวกเธอได้ง่ายขึ้น
คืนนี้…ไม่จำเป็นต้องปะทะกันถึงตาย
วิญญาณหญิงทั้งสามตนที่ยืนอยู่ตรงหน้าจ้องมองเราด้วยแววตาดุร้าย
หญิงสาวที่ปากเต็มไปด้วยเลือด ค่อยๆ แลบลิ้นสีแดงสดออกมา เสียง “จิ๊บๆ” ดังขึ้น ขณะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “พวกแกสามคนสินะที่แอบซ่อนพี่เหลียงของฉันไว้?
“ต้องยอมรับเลยว่าสองหนุ่มนี่หน้าตาดีไม่เบา! ถึงแม้สามีฉันอยู่ที่นี่ก็ไม่เป็นไรหรอก ฉันยังมีเวลาพอจะ ‘ลิ้มรส’ พวกแกให้หนำใจ!”
วิญญาณหญิงที่ยืนตรงกลางเอ่ย ศีรษะของเธอมีมันสมองสีขาวแดงไหลย้อยลงมาตามใบหน้า เธอจ้องพวกผมด้วยสายตาเปี่ยมไปด้วยความกระหาย เธอมองกวาดต่ำเบื้องล่างของเราอย่างไม่ปิดบัง ทำให้ขนทั่วร่างผมลุกชัน
วิญญาณหญิงท้องโตที่ยืนข้างๆ เอ่ยขึ้นว่า “ถ้าฉันกินพวกแกเข้าไป ลูกในท้องฉันคงจะเลิกดิ้นสักทีสินะ…” พูดจบ เธอก็ก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าว
ทันทีที่เธอก้าวออกมา พลังอาฆาตอันหนาวเหน็บพุ่งทะลักออกมาเป็นระลอก ความกดดันหนักอึ้งปกคลุมไปทั่วห้อง ทำให้รู้สึกอึดอัดราวกับถูกบดขยี้
หัวใจของพวกเราสั่นไหวอย่างรุนแรง พวกเราสามคนรีบยกอาวุธขึ้นตั้งรับทันที
แต่ในพริบตาเดียวที่พวกเรายกอาวุธขึ้น วิญญาณหญิงทั้งสามก็แผดเสียงกรีดร้องออกมา
“วี้ดดด!”
“พวกแกเป็นของฉัน!”
“ได้เวลากินแล้ว!”
พวกเธอพุ่งเข้ามาหาเราอย่างรวดเร็ว
ผมรีบรวบรวมพลังปราณ ยกกระบี่กระดูกปลาขึ้นป้องกัน เม่าจิ้งและพานหลิงก็ทำเช่นเดียวกัน
“ปังๆๆ!” กรงเล็บของพวกเธอฟาดลงมาปะทะกับอาวุธของพวกเราอย่างจัง
พลังอาฆาตอันมหาศาลซัดกระแทกเข้าใส่ แรงปะทะรุนแรงจนฝ่ามือของพวกเราชาไปหมด
พวกเราถูกกระแทกจนถอยหลังไปสองก้าว ดูเหมือนว่า…ในด้านพลัง พวกเรายังเป็นรองอยู่เล็กน้อย
เม่าจิ้งกับพานหลิงพูดถูกจริงๆ หากต้องปะทะกันโดยตรง พวกเราสามคนคงเสียเปรียบแน่นอน แต่ตอนนี้เราเพียงแค่ต้องถ่วงเวลาอีกไม่กี่นาทีเท่านั้น ดังนั้นเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร
เมื่อวิญญาณหญิงทั้งสามตนโจมตีครั้งแรกไม่สำเร็จ พวกเธอก็พุ่งเข้าโจมตีอีกครั้ง
ห้องนี้ไม่กว้างนัก ภายในยังเต็มไปด้วยข้าวของวางระเกะระกะ พวกเราถอยร่นจนเกือบติดขอบเตียงแล้ว ซ้ำใต้เตียงยังมีเหลียงโหย่วชีซ่อนตัวอยู่อีก พวกเราจึงไม่สามารถถอยหนีไปไหนได้อีก
ในจังหวะนั้นเอง พานหลิงที่ยืนอยู่ตรงกลางผสานมุทรา นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นเธอร่ายอาคมด้วยการผสานมุทรา
และผมก็ต้องตกใจ เพราะการร่ายอาคมของเธอนั้นรวดเร็วอย่างน่าเหลือเชื่อ!
ในบรรดาคนที่ผมเคยเห็นมา นอกจากอาจารย์แล้ว พานหลิงถือเป็นคนที่ผสานมุทราได้เร็วที่สุด
นิ้วมือของเธอเรียวยาวเล็บบางแหลม ทว่าท่วงท่าการผสานมุทรานั้นกลับแม่นยำและเฉียบขาด ขณะเดียวกัน เธอก็ร่ายคาถาไปด้วย “เก้าดาราเคลื่อนขยับ ฟ้าดินขับแสง สุสานสว่าง วิญญาณไสว อาคมแสงวิญญาณ เร่งรัดดุจโองการสวรรค์ บัญชา!”
ทันทีที่กล่าวจบ พานหลิงก็ซัดฝ่ามือออกไป พลังพุ่งทะลักออกมาเป็นระลอกคลื่น และในตอนนั้นเอง ที่กลางฝ่ามือของพานหลิงก็ส่องแสงวูบขึ้นมา
แสงสว่างวาบคล้ายกับแสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูป
แม้มันจะไม่สว่างจ้าเท่าแฟลชจริงๆ และไม่ได้ส่งเสียงใดๆ ออกมา แต่เมื่อแสงนั้นพุ่งเข้าใส่วิญญาณหญิงทั้งสามตน พวกเธอกลับกรีดร้องออกมาอย่างเจ็บปวด
พวกเธอรีบยกแขนขึ้นบังใบหน้า ถอยร่นไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว
แม้แต่ชายชราที่อยู่ด้านหลังก็ได้รับผลกระทบจากแสงนั้นเช่นกัน
เขาร้องเสียงหลง ก่อนจะหลับตาปี๋ราวกับไม่สามารถทนต่อแสงนั้นได้
ผมรู้สึกประหลาดใจ
พานหลิงที่ชอบพูดเรื่องดวงดาว ราศี และไพ่ทาโรต์ตลอดเวลา กลับมีพลังที่เหนือความคาดหมาย
เธอผสานมุทราได้รวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ ทั้งยังใช้อาคมที่เหมือนแฟลชได้อีก
ช่างน่าทึ่งจริงๆ
แน่นอนว่าผมรู้สึกประหลาดใจได้เพียงชั่วขณะ เพราะในช่วงเวลานั้นเอง ผมกับเม่าจิ้งก็มองเห็นโอกาส
พวกเรากระชับอาวุธ ก่อนพุ่งโจมตีขนาบข้าง
วิญญาณหญิงทั้งสามตนล้วนมีพลังใกล้เคียงกับวิญญาณร้ายระดับ ‘อาภรณ์เหลือง’
ดังนั้นฝีมือของพวกเธอย่อมไม่อาจประมาทได้ แม้พวกเธอจะพึ่งถูกอาคมแสงวิญญาณของพานหลิงทำให้มองไม่เห็นไปชั่วขณะ แต่ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที พวกเธอก็ฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นว่าผมกับเม่าจิ้งพุ่งเข้าโจมตี
พวกเธอแผดเสียงคำรามลั่น
“วี้ดดด!”
“น่ารังเกียจ!”
“นังผู้หญิงชั้นต่ำ! ฉันจะฉีกแกเป็นชิ้นๆ!”
ขณะพูด พลังอาฆาตของวิญญาณหญิงสามตนก็พุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว
สองตนยกกรงเล็บอันแหลมคมพุ่งเข้าจู่โจม
“เคร้งๆ!” แรงปะทะมหาศาลจากกรงกระแทกผมกับเม่าจิ้งจนต้องถอยร่นไปอีกก้าว
ในขณะเดียวกัน วิญญาณหญิงตนที่สามฉีกปากกว้างเผยให้เห็นฟันแหลมคมเต็มปาก ก่อนจะพุ่งมากัดคอผม
พานหลิงรีบเงื้อกระบี่ไม้ท้อฟันลงไปอย่างฉับไว ส่วนผมก็ถอยหลังหลบออกมาได้ทันท่วงที รอดพ้นจากอันตรายอย่างหวุดหวิด
แต่ในวินาทีนั้นเอง วิญญาณเฒ่ากลับพุ่งตรงเข้าใส่เม่าจิ้งอย่างรวดเร็ว
ภายในห้องที่แคบเช่นนี้ แส้กระดูกงูของผมไม่สามารถใช้งานได้อย่างคล่องตัว ผมจึงคว้าเอาร่มปรภพที่สะพายอยู่ด้านหลังออกมา แล้วกางมันออกเพื่อรับแรงปะทะจากวิญญาณเฒ่า
“ปัง!” เสียงกระแทกดังสนั่น วิญญาณเฒ่าพุ่งชนร่มปรภพเต็มๆ เขาถูกกระแทกกลับอย่างรุนแรง ถูกดีดกระเด็นไปกลางอากาศ ก่อนจะล้มกระแทกพื้น
เมื่อเม่าจิ้งกับพานหลิงเห็นเหตุการณ์ดังกล่าว ม่านตาก็หดแคบลงโดยไม่รู้ตัว
พวกเราล้วนเป็นคนในวงการ ต่างก็พอจะรู้ว่าเครื่องมือแต่ละชิ้นมีสรรพคุณอย่างไร
ร่มปรภพที่ผมใช้อยู่นี้สามารถสะท้อนวิญญาณอาฆาตให้ปลิวกระเด็นไปได้ในทันที พวกเขาต่างคิดว่านี่เป็นอาวุธที่ทรงพลังมาก
แต่หากพวกเขารู้ว่าร่มปรภพของผมสามารถสะท้อนวิญญาณร้ายระดับ ‘อาภรณ์แดง’ ได้ คงยิ่งตกตะลึงมากกว่านี้แน่นอน
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ตอนนี้ไม่เอื้อให้คิดเรื่องอื่น
พวกเขาเพียงแค่เหลือบมองร่มปรภพของผมแวบหนึ่ง จากนั้นก็รีบตั้งรับอยู่หน้าเตียงต่อไป
การต่อสู้ระหว่างพวกเราสามคนกับวิญญาณอาฆาตทั้งสี่ดำเนินไปอย่างดุเดือดภายในห้องแคบๆ
หากเปรียบเทียบกันเฉพาะพลังและความเร็ว พวกเราสามคนไม่มีทางเทียบวิญญาณหญิงทั้งสามตนได้แน่นอน
แต่ด้วยอาวุธที่พวกเรามี ทำให้สามารถทดแทนจุดด้อยของพลังได้บางส่วน
หากมองในแง่การตั้งรับ พวกเราสามารถต่อกรกับพวกมันได้อย่างสูสี เพียงแค่ถ่วงเวลาไปอีกไม่กี่นาที ผมคิดว่าไม่น่าจะเป็นปัญหา
แต่ถ้าหากต้องการสังหารหรือทำร้ายวิญญาณอาฆาตทั้งสี่ตน มันไม่เพียงจะเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่ยังอาจทำให้พวกเราได้รับบาดเจ็บโดยไม่จำเป็น ความเสี่ยงนี้ไม่คุ้มที่จะลอง
ในทางกลับกัน หากวิญญาณร้ายเหล่านี้ไม่มีพลังพิเศษอื่นใด พวกมันก็ไม่น่าจะโค่นพวกเราได้ภายในไม่กี่นาทีนี้เช่นกัน
“พวกแกมันน่ารังเกียจ!”
“ฉันจะฉีกพวกแกเป็นชิ้นๆ!”
“ตายซะ!!!”
วิญญาณหญิงทั้งสามคำรามลั่น ดวงตาขาวซีดของพวกเธอเบิกกว้างด้วยความโกรธจัด
กรงเล็บแหลมคมถูกยกขึ้นสูง ก่อนจะพุ่งเข้ามาโจมตีพวกเราอีกครั้ง
รูปแบบการตั้งรับเปลี่ยนไป ตอนนี้ผมยืนอยู่ตรงกลาง มือซ้ายถือร่ม มือขวาถือกระบี่ คอยใช้ร่มปรภพเป็นเกราะป้องกัน
พานหลิงยืนอยู่ทางซ้ายของผม ส่วนเม่าจิ้งยืนอยู่ทางขวา
ข้างหลังพวกเราคือเตียง และใต้เตียงยังมีเหลียงโหย่วชีซ่อนตัวอยู่
วิญญาณอาฆาตทั้งสี่คำรามต่ำ ก่อนพุ่งเข้าหาพวกเราอย่างดุร้าย
ผมรีบกางร่มปรภพป้องกันด้านหน้า แต่พวกมันกลับเคลื่อนไหวรวดเร็วและพลิ้วไหวอย่างมาก
บางครั้งพุ่งซ้าย บางครั้งโฉบขวา บางทีก็พุ่งขึ้นสูง บางทีก็จู่โจมจากเบื้องล่าง ทำให้ยากที่จะคาดเดาทิศทางการโจมตีของพวกมันได้อย่างแม่นยำ
พวกเราไม่กล้าโจมตีกลับ ทำได้เพียงอาศัยร่มปรภพของผมเป็นโล่ และตั้งรับอย่างเหนียวแน่น
เสียงคร่ำครวญของพวกมันดังระงมทั่วห้อง ร่างของพวกมันค่อยๆ เลือนรางไปมา กรงเล็บของพวกมันหวดฟาดไม่หยุด เสียงปะทะ “ปังๆๆ!” ดังก้อง
พลังอาฆาตคล้ายเกลียวคลื่นที่ซัดสาดพุ่งเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งห้องถูกปกคลุมด้วยพลังอาฆาตหนักอึ้ง
แต่พวกเรายังคงรักษารูปขบวนเดิมเอาไว้ ต่อกรกับการโจมตีทุกระลอกได้อย่างมั่นคง
แม้แขนของพวกเราจะชาจนปวดไปหมด แต่พวกเราก็ไม่มีใครแยกจากกัน
วิญญาณอาฆาตทั้งสี่เริ่มหงุดหงิด พวกมันเห็นชัดเจนว่าเหลียงโหย่วชีอยู่ข้างหลังพวกเรา แถมพวกมันยังมีจำนวนและพลังที่เหนือกว่า แต่ด้วยการป้องกันของร่มปรภพในมือผมและรูปแบบการจัดตำแหน่งการยืนของพวกเรา พวกมันจึงไม่อาจจะทำร้ายพวกเราได้
สิ่งนี้ทำให้พวกมันขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโกรธจัด
พวกมันต้องการสังหารพวกเรา แต่กลับทำอะไรไม่ได้เลย จึงคำรามก้องไปทั่วห้อง ปลดปล่อยความเดือดดาลและคลุ้มคลั่งอันไร้ที่สิ้นสุดออกมา…