ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 199 ถูกพบเสียแล้ว!
เลือดสดๆ สาดกระเซ็นไปทั่วพื้น ไก่ตัวแทนตัวที่สี่ถูกสังเวย มันเลือกที่จะเปิดเผยตัวเองเพื่อรับเคราะห์แทนเรา สิ่งนี้ทำให้ผมรู้สึก…กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ทั้งขมขื่นและหดหู่
ขณะเดียวกัน วิญญาณทั้งสามตนก็บ้าคลั่งขึ้นเรื่อยๆ เสียงครวญต่ำ “ฮือๆ” ดังก้องทั่วห้อง
พวกเธอโกรธจัดจนแผดเสียงคำรามลั่น
“ไก่…ทำไมถึงเป็นไก่อีกแล้ว!”
“คุณหลอกฉันอีกแล้ว! หลอกฉันอีกแล้ว…!”
“ครั้งที่สี่แล้ว! นี่มันครั้งที่สี่แล้ว…!”
วิญญาณทั้งสามตนเผยใบหน้าดุร้าย ดวงตาสีขาวซีดของพวกเธอกวาดมองไปรอบๆ อย่างบ้าคลั่ง พลางสูดหายใจเข้าแรงๆ
เสียงสูดดมดังก้องไปทั่วห้อง พวกเธอกำลังพยายามตามหาพวกเรา
พวกเราที่ซ่อนตัวอยู่ใต้เตียงต่างขดตัวให้แน่นที่สุด
แต่ละคนกลั้นลมหายใจ พยายามอย่างสุดความสามารถไม่ให้พวกเธอจับกลิ่นได้
ทว่า…วิญญาณทั้งสามตนนั้นไม่ธรรมดาเลย แม้พวกเราจะเตรียมพร้อมอย่างดี แต่กลิ่นมนุษย์ของพวกเราก็ยังเล็ดรอดออกไปให้พวกเธอสัมผัสได้
“ฉันได้กลิ่นมนุษย์…”
“พวกมันอยู่ที่ไหนกันนะ”
“ใต้เตียงงั้นเหรอ”
“งั้น… ไปดูกันหน่อยดีกว่า!”
ขณะที่พวกเธอพูดก็ค่อยๆ ก้มตัวลง
ดวงตาของพวกเราสามคนเบิกกว้าง
ในจังหวะที่ใกล้จะถูกพบ
ผม เม่าจิ้ง และพานหลิงเตรียมพร้อมจะพุ่งออกไปสู้สุดกำลัง
แต่ไม่คาดคิดเลยว่า…
ในห้องอีกฝั่ง ทันใดนั้นเองก็มีเสียง “กุ๊กๆ” ดังขึ้นอีกครั้ง
ท่ามกลางบ้านที่เงียบงันเสียงนั้นเด่นชัดอย่างยิ่ง
วิญญาณทั้งสามตนชะงักกึกทันทีเมื่อได้ยินเสียงนั้น พวกเธอหันขวับไปทางต้นเสียง ดวงตาเบิกโพลง
กลุ่มควันดำลอยตัวหนาทึบอยู่รอบๆ เพียงชั่วพริบตาเดียว ร่างของพวกเธอทั้งสามก็สลายหายไปกับควันดำ
จากนั้นไม่นานก็ได้ยินเสียงกระพือปีกดังขึ้นจากห้องข้างๆ เสียงไก่ร้อง “กุ๊กๆ” อย่างแตกตื่น
“กลับมานี่!”
“อย่าได้คิดหนีจากฉัน!”
“ที่รัก ให้ฉันกัดคุณสักคำเถอะ!”
น้ำเสียงของพวกเธอเต็มไปด้วยความตื่นเต้น จากนั้นก็มีเสียงกระดูกแตกดัง “กร๊อบ”
เสียงไก่ร้องและเสียงสะบัดกายดิ้นรนเงียบหายไปอีกครั้ง
“ไก่…ไก่อีกแล้วงั้นเหรอ!”
“น่ารังเกียจๆๆ!”
“เหลียงโหย่วชี! คุณอยู่ไหน! คุณอยู่ที่ไหน!”
ไก่ตัวแทนตัวที่ห้าถูกฆ่าไปอีกตัว มันเลือกที่จะเปิดเผยตัวเองเพื่อปกป้องพวกเรา
ตอนนี้…เราไม่มีไก่ตัวแทนเหลืออยู่แล้ว
พลังอาฆาตที่ปั่นป่วนและรุนแรงในห้องบ่งบอกถึงโทสะอันเดือดดาลของวิญญาณทั้งสามตน
ไม่เพียงเท่านั้น
เสียงกระแทกและเสียงทุบทำลายดังขึ้นจากห้องข้างๆ
พวกเธอกำลังทำลายข้าวของเพื่อระบายความโกรธ
ผมเหลือบมองนาฬิกา พบว่าเหลืออีกเพียงแปดนาทีจะถึงตีสี่
หัวใจของผมพลันสั่นด้วยความยินดี
ใกล้ถึงยามอิ๋นแล้ว
ช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์เปลี่ยนผ่าน ถ้าถึงเวลานั้น สิ่งอัปมงคลทั้งหลายจะต้องจากไป
อีกเพียงไม่นาน ทุกวินาทีที่ผ่านไปมีค่า หากเราทนได้อีกสักพักก็จะปลอดภัย…
แต่ในจังหวะนั้นเอง มีมือเหี่ยวแห้งสีเหลืองซีดข้างหนึ่งยื่นพรวดเข้ามาจับขอบประตูเอาไว้
เราทุกคนระมัดระวังตัวทันที
พวกเราหันไปมองที่ประตูเป็นตาเดียวกัน จากนั้น เสียงแหบพร่าของชายชราก็ดังขึ้นจากภายนอก
“โหย่วชี…ลูกพ่อ…ลูกอยู่ที่ไหน” ขณะพูด ร่างผอมแห้งในชุดเสื้อคลุมงานศพสีดำก็ค่อยๆ คลานเข้ามาจากภายนอก…
มันคือพ่อของเหลียงโหย่วชี!
เมื่อเห็นเขาเคลื่อนที่ด้วยการคลาน
หัวใจของผมพลันเต้นแรง
ลางสังหรณ์บางอย่างบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องดีแน่ หากเขาคลานเข้ามาในห้อง
พวกเราที่ซ่อนตัวอยู่ใต้เตียงจะถูกพบเป็นสิ่งแรก!
โชคยังดี เมื่อเขาคลานมาถึงประตู เขากลับค้ำประตูแล้วค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
เมื่อเห็นเขายืนขึ้น ผมจึงค่อยผ่อนลมหายใจโล่งอก
หลังจากลุกขึ้น เขาเดินตัวสั่นเข้ามาในห้อง ปากพึมพำตลอดเวลา “โหย่วชี… ลูกพ่ออยู่ไหน ถ้าลูกยังไม่ออกมา ภรรยาทั้งสามของลูกจะทำร้ายพ่ออีกนะ…”
เสียงแหบพร่าของชายชราทำให้เหลียงโหย่วชีที่ซ่อนตัวอยู่ในสุดตัวสั่นไม่หยุด แต่ยังดีที่เขายังพอมีสติ ไม่ส่งเสียงใดๆ ออกมา
วิญญาณเฒ่าเดินเขย่งปลายเท้าผ่านข้างเตียงหายลับสายตาเราไป
ห้องพลันเงียบงันราวกับไร้สิ่งมีชีวิต
เพราะพวกเรามองไม่เห็นชายชรา จึงทำได้เพียงสัมผัสไอเย็นยะเยือกที่คืบคลานเข้ามา ทำให้ความกดดันเพิ่มขึ้นหลายเท่า
ผม เม่าจิ้ง และพานหลิงพยายามกลั้นหายใจ เบิกตากว้าง เฝ้าจับจ้องไปยังพื้นที่นอกเตียงตาไม่กะพริบ
ท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงัดและกดดันนี้เอง
จู่ๆ ใบหน้าแห้งเหี่ยวเหลืองซีดก็โผล่พรวดมาจากด้านบนอย่างไร้สุ้มเสียง
ดวงตาสีขาวไร้ตาดำจ้องตรงมาที่พวกเราทั้งสามที่อยู่ใต้เตียง
สบตากับพวกเราอย่างจัง
ภาพที่เกิดขึ้นกะทันหันทำให้หัวใจของพวกเราสั่นสะท้าน ชายชราที่โผล่หน้าลงมาเผยรอยยิ้มประหลาด ริมฝีปากเผยอออก เผยให้เห็นฟันแหลมคมที่เรียงตัวกันแน่น
จากนั้นเขากล่าวขึ้นด้วยเสียงแหบพร่า
“ฮี่ๆๆ… ที่แท้พวกแกซ่อนอยู่ที่นี่เอง…” เขาไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นพ่อของเหลียงโหย่วชี!
ทันทีที่พูดจบ เขายื่นมือออกมา หวังจะคว้าตัวผมที่ซ่อนอยู่ใต้เตียง
แม้ผมจะตกใจไปชั่วขณะ แต่ก็ตั้งสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นมือเหี่ยวแห้งของชายชราพุ่งเข้ามา ผมไม่มีทางปล่อยให้เขาทำได้สำเร็จแน่
มือขวาของผมกระชับกระบี่กระดูกปลาแน่น ก่อนจะแทงออกไปเต็มแรง!
“ฉึก!” ปลายกระบี่เสียบทะลุฝ่ามือของชายชราเต็มๆ
ควันดำพวยพุ่งออกมาเป็นสาย
“อ๊ากกก!” เสียงกรีดร้องดังก้อง ชายชราถอยกรูดไปกลางห้อง กุมมือขวาของตัวเองด้วยสีหน้าเจ็บปวด
เขาคำรามเสียงดัง “สะใภ้ทั้งหลาย พวกมันซ่อนอยู่ใต้เตียง!”
ทันทีที่เขาตะโกนออกไป พลังอาฆาตที่อยู่นอกประตูพลันปั่นป่วน เสียง “ฟิ่วๆๆ” ดังแว่วเข้ามาในห้อง
วิญญาณทั้งสามตนต้องกำลังพุ่งเข้ามาแน่!
ผมรู้ทันทีว่าเราไม่สามารถซ่อนตัวต่อได้อีกแล้ว หากยังคงหลบอยู่ใต้เตียง นอกจากจะไร้ประโยชน์แล้ว พื้นที่แคบๆ ใต้เตียงนี้ยังจำกัดการเคลื่อนไหวของเรา
ดังนั้น ผมรีบพูดขึ้นว่า “คุณเหลียงซ่อนตัวอยู่ข้างในต่อไป เราจะออกไปสู้เอง!”
ทันทีที่พูดจบ ผมเป็นคนแรกที่คลานออกจากใต้เตียง เม่าจิ้งและพานหลิงก็รีบตามออกมาทันที
เหลียงโหย่วชีเหงื่อท่วมศีรษะ ร่างกายสั่นสะท้านไม่หยุด ซ่อนตัวอยู่ในมุมลึกที่สุดของห้อง
“ได้…ได้…ได้เลย!” เขากลัวจนแทบพูดไม่ออก เปล่งเสียงออกมาอย่างยากลำบาก
ขณะที่พวกเราสามคนพึ่งคลานออกจากใต้เตียง ที่หน้าประตูพลันมีเงาสีขาวสามสายพุ่งผ่านเข้ามา พริบตาเดียว วิญญาณทั้งสามตนเขย่งปลายเท้ามาปรากฏตัวตรงหน้าพวกเราอย่างพร้อมเพรียง
พวกเธอแผ่พลังอาฆาตออกมาทั่วร่าง เส้นผมดำขลับปลิวสยาย ชุดขาวโบกสะบัดไปมา
ดวงตาสีขาวซีดไร้แววจ้องมองพวกเราด้วยสายตาอาฆาตสุดขีด
แม้พวกเธอจะสวมชุดขาวเหมือนกัน แต่รูปลักษณ์ภายนอกของแต่ละคนก็แตกต่างกันออกไป
หนึ่งในนั้นมีหน้าท้องป่องใหญ่ คอถูกกรีดจนเป็นแผลเหวอะหวะ เธอน่าจะเป็นภรรยาคนแรกของเหลียงโหย่วชีที่ตายด้วยจอบ
คนหนึ่งหนังศีรษะฉีกขาด เลือดไหลปนกับมันสมองขาวแดงไหลเป็นทางยาวลงมาตามใบหน้า เธอคงเป็นภรรยาคนที่สอง ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุถูกรถบรรทุกชน
ส่วนคนสุดท้าย ดวงตานูนโปน ปากเต็มไปด้วยเลือด ลิ้นที่ขาดครึ่งยื่นออกมาจากปาก เธอคงเป็นภรรยาคนที่สามที่กัดลิ้นตัวเองขาด
นอกจากพวกเธอแล้วยังมีชายชราร่างซูบซีดในชุดดำ ยืนอยู่ด้านหลังพวกเธออย่างเงียบงัน เขาคือพ่อของเหลียงโหย่วชีที่ตอนนี้กลายเป็นวิญญาณไปแล้ว
เหลือเพียงแม่ที่ไม่โผล่มาเพราะเถ้ากระดูกของเธอถูกกินไป…
ตอนนี้ทั้งครอบครัวของโหย่วชีได้กลายเป็นวิญญาณอาฆาตไปหมดแล้ว…