ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 220 อาสาม หนี้กรรมของตระกูลเหลียง
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 220 อาสาม หนี้กรรมของตระกูลเหลียง
ผมรู้สึกโล่งใจเล็กน้อย
วิญญาณชาวบ้านเหล่านี้ เมื่อเห็นพวกเราก็ไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัว โดยเฉพาะหญิงวัยกลางคนที่เหลียงโหย่วชีเรียกว่า ‘อาสาม’ เธอตะโกนเรียกผม
“ปรมาจารย์น้อย! พวกคุณจัดการส่งเหล่าสะใภ้ของตระกูลเหลียงไปหมดแล้วเหรอ”
เมื่อได้ยินคำถามของวิญญาณหญิง ผมก็พยักหน้ารับ “ใช่ วิญญาณอาฆาตทั้งหมดถูกกำจัดเรียบร้อยแล้ว”
ทันทีที่ผมพูดจบ วิญญาณชาวบ้านพากันปรบมือดีใจ
“ดีจริงๆ! หมู่บ้านเราจะได้สงบสุขเสียที”
“เฮ้อ! ผีร้ายพวกนี้สร้างความเดือดร้อนให้เรามานาน ในที่สุดก็จบลงเสียที”
“ทั้งหมดเป็นผลกรรมของตระกูลเหลียง!”
“กรรมของตระกูลเหลียงอะไรกัน นี่มันเป็นเรื่องที่เหลียงต้าซานก่อเองต่างหาก!”
“ใช่ๆ…”
เมื่อได้ยินเสียงวิญญาณชาวบ้านสนทนากัน ผมรู้สึกว่าพวกเขาน่าจะรู้อะไรเกี่ยวกับตระกูลเหลียงมากกว่าที่คิด จึงเอ่ยถามออกไป “ทุกคน พวกคุณพอจะบอกได้ไหมว่าบรรพบุรุษของตระกูลเหลียงก่อกรรมอะไรไว้”
เมื่อได้ยินคำถามของผม วิญญาณชาวบ้านพากันเงียบไปชั่วขณะ
อาสามของเหลียงโหย่วชีถอนหายใจ ก่อนเอ่ยขึ้น “ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นปู่รองของฉัน ทวดของเหลียงโหย่วชี เขาเคยเป็นอาจารย์ฮวงจุ้ยที่มีชื่อเสียง แต่ก่อกรรมไว้มากมาย ใช้วิชาของตนทำเรื่องชั่วร้ายไปทั่ว”
เมื่อได้ยินดังนั้น พวกเราสามคนก็สนใจขึ้นมาทันที
พานหลิงรีบถามต่อ “คุณอาช่วยเล่าให้พวกเราฟังหน่อยได้ไหมคะ”
วิญญาณหญิงไม่ได้ลังเลแม้แต่น้อย เธอเริ่มพูดออกมาทันที “ไม่มีอะไรต้องปิดบัง ฉันเคยได้ยินสามีเล่าให้ฟังว่า ทวดของเหลียงโหย่วชีเป็นคนมีฝีมือ แต่เขากลับนำความสามารถของตัวเองไปใช้ทำเรื่องเลวร้าย
“เขายังเคยทำร้ายคุณปู่ของฉันจนขาพิการไปข้างหนึ่ง ถ้าเขาไม่ชอบใครก็มักจะทำหุ่นดินเหนียวแล้วใช้เข็มแทง บางคนเจ็บปวดทรมานอยู่หลายวัน บางคนถึงขั้นกระโดดน้ำฆ่าตัวตายเลยทีเดียว ในตอนนั้นไม่มีใครในหมู่บ้านกล้าทำอะไรเขาเลย”
บรรดาวิญญาณชาวบ้านที่อยู่รอบๆ ต่างพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดนั้น
หญิงวัยกลางคนที่เป็นอาสามของเหลียงโหย่วชีกล่าวเสริม “ปู่รองของฉันใช้วิชานี้ทำเงินได้มากมาย เขามีบ้านหลังใหญ่ในเมือง แต่ถึงเขาจะแต่งงานหลายครั้งกลับไม่มีภรรยาคนไหนให้กำเนิดลูกได้เลย จนกระทั่งในช่วงบั้นปลายชีวิต เขายอมละทิ้งทรัพย์สมบัติทั้งหมด กลับมาอยู่ที่หมู่บ้าน ถึงได้ลูกชายคนหนึ่ง ซึ่งก็คือลุงสามของฉัน”
“เขาเพิ่งลืมตาดูโลกได้ไม่นาน ปู่รองของฉันก็เสียชีวิตกะทันหัน ลุงสามของฉันเกิดมาพร้อมกับร่างกายที่อ่อนแอและมีลูกในช่วงวัยกลางคน ซึ่งก็คือพี่ต้าซาน แม้พี่ต้าซานจะมีเหลียงโหย่วชีเร็ว แต่ในช่วงที่พี่สะใภ้ตั้งครรภ์ พี่ต้าซานกลับได้รับบาดเจ็บสาหัสที่อวัยวะสำคัญขณะขึ้นเขาไปตัดฟืน ส่งผลให้ไม่สามารถมีลูกได้อีก ตอนนั้น พ่อของฉันเป็นคนแบกเขาลงจากเขาเพื่อไปทำการรักษา
“ต่อมาเมื่อเหลียงโหย่วชีถือกำเนิด เขากลับมีดวงพิฆาตภรรยา ทำให้ชีวิตนี้ไร้ทายาท บรรดาหมอดูที่ผ่านมาทางนี้ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ตระกูลนี้ก่อกรรมทำเข็ญไว้มาก จึงต้องชดใช้กรรม
“พี่ต้าซานไม่เชื่อ จึงเริ่มศึกษาวิชาที่ปู่รองทิ้งไว้ เขาประกาศว่าจะช่วยเปลี่ยนชะตาชีวิตของโหย่วชีให้ได้ ตอนที่พี่ต้าซานไปขุดเอากระดูกเถ้าถ่านของพี่สะใภ้ขึ้นมา ฉันพยายามห้ามเขาแล้ว แต่เขาไม่ฟัง เขาให้ภรรยาคนแรกของเหลียงโหย่วชีกินเถ้ากระดูก แล้วทำพิธีเรียกทารกวิญญาณในสุสานร้างเพื่อหวังจะให้มันได้เกิดใหม่เป็นทายาทของตระกูล
“สุดท้ายเด็กไม่ได้เกิดขึ้นมา แต่คนทั้งบ้านกลับต้องตายเพราะเรื่องนี้ ถ้าพวกคุณไม่ได้มาที่นี่ หมู่บ้านของเราคงไม่มีวันสงบสุขจากพี่ต้าซานและลูกสะใภ้ทั้งสามของเขา บางทีอาจจะต้องมีคนตายเพิ่มขึ้นอีกก็เป็นได้…”
วิญญาณอาสามเล่าเรื่องราวมากมาย บอกทุกสิ่งที่เธอรู้ ตั้งแต่บรรพบุรุษของเหลียงโหย่วชี มาจนถึงปู่ พ่อ และในปัจจุบันก็คือเขา
ดูเหมือนว่าที่ผมคาดเดาไว้จะถูกต้อง นี่คือกรรมจากรุ่นก่อน เมื่อคนรุ่นก่อนเสียชีวิต กรรมที่หนักหนานั้นส่งผลกระทบต่อทายาทรุ่นต่อรุ่น ต้องชดใช้ไปเรื่อยๆ
อาจเป็นไปได้ว่า ในรุ่นของเหลียงโหย่วชี การให้ตระกูลต้องสิ้นสุดลงคือหนทางเดียวที่จะชดใช้กรรมได้หมดสิ้น สิ่งที่เหลียงต้าซานทำไปทั้งหมดจึงกลายเป็นเรื่องสูญเปล่า ซ้ำยังนำพาให้เกิดหายนะครั้งใหญ่
สุดท้ายแล้ว เรื่องทั้งหมดนี้ก็คือเรื่องของ ‘โชคชะตา’
เมื่อฟังเรื่องราวทั้งหมด เราจึงเข้าใจเรื่องราวของตระกูลเหลียงอย่างกระจ่างชัด
ที่ชะตาของเหลียงโหย่วชีนั้นเป็นดวงพิฆาตภรรยาล้วนมีเหตุผลของมัน
พ่อของเขา เหลียงต้าซานมีความสามารถไม่เพียงพอ แต่กลับคิดจะฝืนลิขิตฟ้า ถึงขั้นเรียกวิญญาณมาเกิดใหม่
นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินเรื่องแบบนี้
แต่เมื่อดูจากระดับความสามารถของเหลียงต้าซานแล้ว เขายังแยกไม่ออกเลยว่าตำแหน่งดอกท้อกับเคราะห์ดอกท้อแตกต่างกันอย่างไร ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการเรียกวิญญาณมาเกิดเลย
สุดท้ายก็โดนผลกรรมย้อนกลับ เล่นงานตัวเอง เล่นงานลูกสะใภ้ทั้งสามคน และยังทำให้เด็กในครรภ์ต้องตายไปด้วย (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
หลังจากฟังเรื่องทั้งหมด บรรดาวิญญาณชาวบ้านก็เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตระกูลเหลียงเพิ่มเติมเล็กน้อย
ผมไม่ได้ใส่ใจมากนัก เพียงเดินเข้าไปในบ้าน หยิบธูปออกมา แล้วจุดให้เหล่าวิญญาณชาวบ้านได้ดูดซับ
พอธูปมอดไหม้หมด พวกเขาก็ค่อยๆ ทยอยจากไป
เราจึงกลับเข้าไปในบ้านอีกครั้ง
ภายในห้อง เหลียงโหย่วชียังคงหมดสติอยู่ เราจึงช่วยกันปลุกเขา
ไม่นานเหลียงโหย่วชีก็ฟื้นขึ้นมาอย่างมึนงง
เมื่อเห็นพวกเรามองเขาอย่างสงบ ก็เอ่ยปากถามขึ้นว่า “อาจารย์เจียง อาจารย์เม่า คุณหนูพาน...”
“เรื่องของครอบครัวคุณเรียบร้อยแล้ว หากอยากมีชีวิตที่สงบสุข คุณห้ามแต่งงานอีกเป็นอันขาด” ผมเอ่ยเตือน
เหลียงโหย่วชีก้าวผ่านเรื่องราวทั้งหมดมาแล้ว จึงเข้าใจชะตากรรมของตนเองอย่างลึกซึ้ง “เฮ้อ! ผมตาสว่างแล้ว ผมไม่อยากทำร้ายใครหรือแม้แต่ตัวเองอีกต่อไป ต่อจากนี้ผมจะใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ออกไปขายผลไม้ ใช้ชีวิตที่เหลือเช่นนั้น” ขณะที่พูด เหลียงโหย่วชีเผยสีหน้าเศร้าหมอง
พวกเราเป็นเพียงนักพรต สิ่งที่ช่วยเขาได้ก็มีเพียงเท่านี้
เหลียงโหย่วชีพูดจบ เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถามเราด้วยน้ำเสียงลังเล
“อาจารย์เจียง อาจารย์เม่า คุณหนูพาน ผม…ผมยังมีอีกเรื่องที่อยากถามพวกคุณ”
“ว่ามาเถอะ!”
“ภรรยาและพ่อของผม…พวกเขาสูญสลายไปหมดแล้วเหรอ”
ในดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความคาดหวังลึกๆ เห็นได้ชัดว่าเขายังคงมีความรู้สึกผูกพันกับพ่อและภรรยา เขาไม่ใช่คนที่ไร้หัวใจ
ผมพยักหน้าโดยไม่กล่าวคำใด
เมื่อเหลียงโหย่วชีเห็นผมพยักหน้า ดวงตาของเขาแดงก่ำทันที น้ำตาคลอเบ้า เสียงสั่นเครือ “พวกเขา…พวกเขาจะไม่มีวันกลับมาอีกแล้วใช่ไหม”
ยังไม่ทันที่พวกเราจะตอบ เหลียงโหย่วชีก็ร้องไห้ออกมาอย่างสุดจะกลั้น เสียงสะอื้นดังไม่ขาดสาย เขาดูโศกเศร้าอย่างถึงที่สุด
ทั้งที่ตั้งแต่ต้นจนจบ เขาเป็นเพียงเครื่องมือของพ่อเท่านั้น แต่กลับยังมีความรู้สึกให้ถึงเพียงนี้…
ทว่าตามความเข้าใจของผม เมื่อวิญญาณสลายไปแล้วก็หมายความว่าไม่มีอะไรหลงเหลืออีก
แต่เม่าจิ้งกลับกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “การที่วิญญาณสลายไปไม่ได้หมายความว่าจะหายไปตลอดกาล คุณเคยได้ยินเรื่อง ‘วิญญาณสลายกลายเป็นความอาวรณ์’ หรือไม่”
“ความอาวรณ์?”
เหลียงโหย่วชีชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาเอ่อคลอไปด้วยน้ำตาขณะจ้องมองเม่าจิ้ง
ผมเองก็หันไปมองเม่าจิ้งเช่นกัน
เม่าจิ้งพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนกล่าวว่า “ใช่ กลายเป็นความอาวรณ์ ความอรวรณ์คืออีกหนึ่งรูปแบบของการดำรงอยู่หลังจากที่วิญญาณสลาย ถ้าคุณทำพิธีเซ่นไหว้ จุดธูปเผากระดาษให้พวกเขาในทุกเทศกาลสำคัญ บางทีสักวันหนึ่ง พวกเขาอาจจะกลับมาเป็นผีได้อีกครั้ง และเมื่อถึงตอนนั้น พวกเขาจะหลุดพ้นจากพลังอาฆาต สามารถไปเกิดใหม่ในปรโลกได้”
“จริงเหรอ” เหลียงโหย่วชีได้ยินดังนั้น แววตาเปล่งประกายด้วยความหวัง
เม่าจิ้งพยักหน้าโดยไม่กล่าวอะไร
ผมรู้สึกว่าเม่าจิ้งเพียงแค่ปลอบใจเขาเท่านั้น แต่เหลียงโหย่วชีกลับเชื่อเป็นจริงเป็นจัง และกล่าวขอบคุณพวกเราไม่หยุด
จากนั้น เขาขอให้เรารอสักครู่ ก่อนจะบอกว่าจะขึ้นไปหยิบของบางอย่างจากชั้นบน
เมื่อเหลียงโหย่วชีเดินออกไป ผมจึงหันไปถามเม่าจิ้งว่า “เม่าจิ้ง เรื่องที่ว่าวิญญาณที่สูญสลายไปแล้วจะกลายเป็นความอาวรณ์เป็นเรื่องจริงเหรอ ความอาวรณ์สามารถกลับมาเป็นผีได้จริงๆ น่ะเหรอ”
ตั้งแต่ผมฝากตัวเป็นศิษย์ อาจารย์สอนผมเสมอว่า เมื่อวิญญาณตายไปแล้ว หากสูญสลายก็จะหายไปตลอดกาล
เม่าจิ้งส่ายศีรษะก่อนตอบว่า “ไม่แน่ใจ ฉันเองก็ไม่เคยเห็น แต่ในตำราของสำนักมีบันทึกเกี่ยวกับการที่วิญญาณที่ตายแล้วสามารถกลายเป็นความอาวรณ์ได้จริง อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากบันทึกนี้แล้วก็ไม่มีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกเลย สุดท้ายแล้ว ความอาวรณ์มีอยู่จริงหรือไม่นั้น ฉันเองก็ไม่รู้…”