ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 219 ภารกิจเสร็จสิ้น กำจัดห้าผีร้ายสำเร็จ
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 219 ภารกิจเสร็จสิ้น กำจัดห้าผีร้ายสำเร็จ
ทารกแห่งความแค้นเคลื่อนที่ได้รวดเร็ว มันพุ่งไปทั่วห้องที่คับแคบอย่างไม่หยุดหย่อน
มันพยายามพุ่งชนประตูและหน้าต่างหลายครั้งเพื่อหาทางหลบหนี แต่ก็ล้มเหลวทุกครั้ง
สุดท้ายมันทำได้เพียงส่งเสียงคำราม “อู่ๆ” อย่างขัดใจ
จู่ๆ ทารกแห่งความแค้นกระโจนขึ้นกลางอากาศเกาะติดกับพัดลมเพดาน
มันใช้แขนและขาเกาะใบพัดแน่น สายสะดือของมันพันรอบลำคอตัวเอง ก่อนจะบิดศีรษะมองพวกเราแล้วร้องออกมาสองครั้ง
ถึงตัวมันจะไม่ใหญ่ แต่ผิวหนังสีดำอมเขียวและเขี้ยวแหลมคมเต็มปากของมันทำให้ผมรู้สึกขนลุกซู่
เม่าจิ้งเห็นดังนั้นก็ยกกระบี่ เตรียมจะโจมตีให้มันร่วงลงมา แต่ก่อนที่กระบี่จะฟันออกไป ทารกแห่งความแค้นกลับสูดหายใจลึก เหมือนตั้งใจสะสมพลัง
ในชั่ววินาทีที่แก้มของมันพองขึ้น ยังไม่ทันที่เม่าจิ้งจะฟัน มันก็อ้าปากพ่นหมอกดำออกมาเป็นสาย!
พวกเราเคยเจอหมอกดำนี้มาก่อน มันมีพลังกัดกร่อนรุนแรง หากสัมผัสโดยตรงอาจได้รับบาดเจ็บสาหัส
“ระวัง!” ผมรีบร้องเตือนก่อนจะยกร่มปรภพขึ้นมากางป้องกันด้านหน้า
เม่าจิ้งเองก็รีบกระโดดหลบ
เสียง “ซู่” ดังขึ้น หมอกดำกัดกร่อนใบพัดเหล็กของพัดลมเพดานจนสีหลุดลอกเป็นแถบ
มันกัดกร่อนเหล็กได้ ไม่อยากนึกเลยว่าหากสิ่งที่โดนหมอกดำไม่ใช่เหล็กแต่เป็นพวกเราจะมีสภาพเป็นเช่นไร
คราวนี้ ทารกแห่งความแค้นพ่นหมอกดำออกมาอย่างต่อเนื่อง มันตั้งใจจะให้หมอกดำปกคลุมไปทั่วทั้งห้อง เพื่อกัดกร่อนพวกเราจนตาย
ทว่า…แผนการของมันไม่มีทางสำเร็จ!
พานหลิงก้าวถอยหลังสองสามก้าว ก่อนจะประสานมือร่ายอาคมพร้อมเปล่งเสียงออกมา
“เก้าดาราเคลื่อนขยับ ฟ้าดินขับแสง สุสานสว่าง วิญญาณไสว อาคมแสงวิญญาณ เร่งรัดดุจโองการสวรรค์ บัญชา!”
พานหลิงฟาดฝ่ามือออกไป พลันเกิดแสงสว่างจ้าแผ่กระจายไปทั่วห้อง
ทารกแห่งความแค้นส่งเสียงกรีดร้องดัง “แง้!” พร้อมกับยกมือขึ้นปิดดวงตา ไม่อาจพ่นหมอกดำออกมาได้อีกต่อไป
แม้หมอกดำจะมีพลังกัดกร่อนรุนแรง แต่มันก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อมีโอกาส ผมรีบแทงร่มปรภพทันที ปลายร่มพุ่งเสียบทารกแห่งความแค้นเต็มแรง!
ทารกแห่งความแค้นได้รับบาดเจ็บ ร่วงลงมาจากใบพัด
เม่าจิ้งเหวี่ยงตาข่ายสะกดวิญญาณไปทันที และเกือบจะจับมันได้อยู่แล้ว แต่พริบตานั้น มันกลับใช้ความสามารถสลายตัวกลายเป็นหมอกดำแล้วหายไปอีกครั้ง
“โอกาสนี้แหละ!” ผมตะโกนลั่น
หลังจากใช้ความสามารถสลายตัว มันต้องรอคูลดาวน์สองวินาทีครึ่ง
นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเราในการเล่นงานมัน
เมื่อมันปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งบนผนังฝั่งซ้าย ผมพุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็ว กระบี่กระดูกปลาในมือพุ่งเข้าแทงสุดแรง
มันเห็นผมโจมตีมาอย่างดุดันจึงกระโจนหลบไปด้านข้าง ในขณะเดียวกันก็สะบัดสายสะดือจากท้องพุ่งเข้าหาผม
ครั้งนี้ผมไม่คิดจะหลบ!
ผมจ้องไปที่สายสะดือที่พุ่งเข้ามา ก่อนจะปล่อยมือจากร่มปรภพ แล้วคว้าสายสะดือแน่น
“ลงมือเลย!” ผมตะโกนลั่น
พานหลิงที่เตรียมพร้อมอยู่แล้ว หลังจากเสร็จสิ้นการร่ายอาคมแสงวิญญาณ เธอคว้าตาข่ายสะกดวิญญาณขึ้นมา
ตอนนี้ สายสะดือของทารกแห่งความแค้นถูกผมจับไว้แน่น และมันก็ไม่สามารถใช้ความสามารถสลายตัวได้
มันไม่มีทางหนีไปไหนอีกแล้ว!
นี่คือโอกาสที่ดีที่สุดในการจับมัน!
พานหลิงไม่รอช้า เหวี่ยงตาข่ายสะกดวิญญาณสุดแรง
ทารกแห่งความแค้นทำได้เพียงจ้องมองตาข่ายที่พุ่งเข้าใส่มันโดยไร้ทางหลบหนี มันยกกรงเล็บขึ้น พร้อมกับส่งเสียงร้อง “อู่ๆ” อย่างโกรธเกรี้ยว แต่สุดท้ายก็ถูกตาข่ายสะกดวิญญาณห่อหุ้มเอาไว้จนไร้ทางหนี
“จับได้แล้ว!”
“เยี่ยมมากศิษย์น้อง!” เม่าจิ้งเอ่ยชม
ทารกแห่งความแค้นที่ติดอยู่ในตาข่ายสะกดวิญญาณดิ้นรนสุดกำลัง มันร้องคำรามโหยหวนพยายามฉีกตาข่ายออก
แต่พลังของมันยังไม่แข็งแกร่งพอ อย่างน้อยในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ มันไม่มีทางฉีกตาข่ายออกไปได้แน่
พานหลิงร่ายอาคมพร้อมกับขยับมือผสานมุทรา
“ผนึก!”
ตาข่ายสะกดวิญญาณเริ่มหดรัดแน่น
ทารกแห่งความแค้นพยายามดิ้นหนี แต่ยิ่งมันดิ้นเท่าไร ตาข่ายก็ยิ่งรัดแน่นขึ้นเท่านั้น ร่างของมันถูกรัดจนขยับแทบไม่ได้…
เม่าจิ้งยิ้มกว้างด้วยความดีใจ ก่อนจะรีบดึงยันต์สีเหลืองออกมาแปะลงไปบนตาข่ายสะกดวิญญาณ (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
หนึ่งเพื่อกดข่มพลังของทารกแห่งความแค้น สองเพื่อป้องกันไม่ให้มันฉีกตาข่ายหลุดหนีออกมา
หลังจากยันต์ถูกแปะลงไป ตาข่ายสะกดวิญญาณก็บีบรัดแน่นขึ้นอีก
ตอนนี้มันถูกพันแน่นราวกับเป็นมัมมี่ ขยับตัวไม่ได้แม้แต่น้อย ทำได้เพียงส่งเสียง “อู่” พลางกลิ้งไปมาบนพื้น
“ฮ่าๆ สำเร็จแล้ว!” ผมพูดออกมาด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะใช้กระบี่กระดูกปลาแทงเข้าไปยังร่างของมันในตาข่ายสะกดวิญญาณ
ยิ่งปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปก็ยิ่งเสี่ยงมากเท่านั้น ทางที่ดีที่สุดคือตัดสินแพ้ชนะด้วยกระบี่เดียว!
ทารกแห่งความแค้นที่ถูกขังอยู่ในตาข่ายจ้องมองผมตาไม่กะพริบ ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว มันส่งเสียง “อู่ๆ” คล้ายกับอ้อนวอนให้ผมปล่อยมันไป
แต่จิตใจของผมแน่วแน่ดุจเหล็กกล้า ไม่ว่าชีวิตมันจะน่าสงสารหรือมีเรื่องราวอะไรก็แต่ เมื่อมันกลายเป็นวิญญาณอาฆาต ผมมีหน้าที่เดียวคือฆ่ามัน
การจบชีวิตที่เต็มไปด้วยความอาฆาตของมันคือการปลดปล่อยมันจากความทุกข์ และยังเป็นการคืนความสงบสุขให้แก่ที่แห่งนี้
“ฉึก!” กระบี่ปักลงไปโดยไร้ซึ่งการต่อต้าน เสียบทะลุอกของทารกแห่งความแค้นอย่างจัง
ร่างของมันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ดวงตายังคงจ้องมาที่ผม ปากขยับราวกับอยากพูดอะไรสักอย่าง
กระแสพลังอาฆาตพวยพุ่งออกมาจากปากและจมูกของมัน พร้อมกับร่างที่สั่นสะท้านรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
“ปัง!” เสียงระเบิดดังขึ้น ร่างของมันแตกกระจายกลายเป็นดวงไฟวิญญาณ ก่อนจะสลายไปอย่างไร้ร่องรอย
เมื่อมันถูกทำลายจนสิ้นซาก ความเย็นยะเยือกที่ปกคลุมอยู่รอบๆ ก็เริ่มจางหายไป พลังอาฆาตที่แผ่กระจายอยู่ก่อนหน้านี้สลายหายไปอย่างรวดเร็ว
“จบแล้ว!” เม่าจิ้งถอนหายใจเฮือกใหญ่
พานหลิงเอนตัวพิงกำแพง รู้สึกโล่งใจที่ภารกิจเสร็จสิ้น
ทั้งสองคนดูเหนื่อยล้าไม่น้อย
ผมเองก็สูดลมหายใจลึก มองดูดวงไฟวิญญาณรูปมนุษย์ที่กำลังค่อยๆ มอดดับ แล้วได้แต่ถอนหายใจออกมา
ตระกูลเหลียง…เพียงต้องการทายาทสืบสกุลเท่านั้น เหลียงต้าซานมีความรู้ด้านอาคมอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มากพอ สุดท้ายกลับทำให้ภรรยาทั้งสามของเหลียงโหย่วชีกลายเป็นวิญญาณอาฆาตไปเสียได้…
สุดท้ายตัวเขาเองก็ต้องมาตายอย่างเป็นปริศนาในโอ่งน้ำ
บางทีอาจเป็นฝีมือของลูกสะใภ้ที่กลายเป็นวิญญาณอาฆาต หรืออาจเป็นเวรกรรมที่เขาเคยก่อไว้ ซ้ำผู้บริสุทธิ์หลายคนในหมู่บ้านยังต้องมารับเคราะห์ไปด้วย
แต่จุดเริ่มต้นของพวกเขา…ก็แค่ต้องการทายาทสืบสกุลเท่านั้น แค่อยากเปลี่ยนโชคชะตาของตนเอง
ภรรยาทั้งสามล้วนแต่งงานกับเหลียงโหย่วชีด้วยความเต็มใจ แม้แต่ทารกแห่งความแค้นที่เพิ่งถูกกำจัดไป…หากมองในอีกแง่หนึ่ง มันก็เป็นเพียงเด็กที่โชคร้าย เกิดมาก็ต้องตายทันที วิญญาณจึงเต็มไปด้วยแรงอาฆาต และแม่ของมันก็เป็นวิญญาณอาฆาต
เมื่อแม่เป็นวิญญาณอาฆาต วิญญาณในครรภ์จึงกลายเป็นทารกแห่งความแค้นแสนโหดเหี้ยม
แต่ในฐานะผู้ที่ทำหน้าที่กำจัดสิ่งอัปมงคล ผมเห็นใจพวกมันได้ แต่ห้ามใจอ่อนเป็นอันขาด
หน้าที่ของผมมีเพียงทำลายพวกมันให้สิ้นซาก
ผมได้แต่สงสัยว่า ตระกูลเหลียงในอดีตชาติ พวกเขาไปก่อกรรมทำเข็ญอะไรไว้ ทำไมในชาตินี้ถึงถูกลิขิตให้ไร้ภรรยา ไร้บุตร
ในหัวของผมเริ่มเรียบเรียงเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ
ผมหันไปมองเหลียงโหย่วชีที่ยังคงหมดสติอยู่ ก่อนจะหันไปพูดกับเม่าจิ้งและพานหลิง
“พวกเราพักกันสักหน่อย แล้วค่อยปลุกเขาขึ้นมาเถอะ”
เม่าจิ้งและพานหลิงพยักหน้าเห็นด้วย
พวกเรานั่งลงพักเอาแรงอยู่ในห้อง แต่ยังไม่ถึงสิบนาทีดี พานหลิงก็พลันเงยหน้าขึ้น สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
“มีบางอย่างไม่ดีอยู่ใกล้ๆ!”
ทันทีที่เธอพูดจบ ผมกับเม่าจิ้งตึงเครียดขึ้นมาทันที
เกิดอะไรขึ้น หรือว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดคิดอีก?
พวกเราลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว มองไปรอบๆ ด้วยความระแวดระวัง
แล้วก็เป็นจริงดังคาด เราสัมผัสได้ถึงไอเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านมาจากด้านนอกห้อง ถึงแม้มันจะไม่มีพลังอาฆาต แต่ไอหยินกลับชัดเจนเกินไป
“มีผีอยู่ใกล้ๆ!”
เม่าจิ้งจ้องออกไปนอกหน้าต่างก่อนเอ่ยขึ้น “ออกไปดูหน่อย!”
ผมหยิบอุปกรณ์ขึ้นมา เตรียมออกไปสำรวจด้านนอก
เมื่อพวกเราสามคนก้าวออกจากห้อง เดินมาถึงหน้าประตูบ้านก็พบว่ามีหมอกบางๆ ปกคลุมอยู่หน้าประตูรั้ว
เรามองเห็นเงาร่างของใครบางคนค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ สายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านไปมา
ไม่นานนักเงาร่างเหล่านั้นก็ชัดเจน
พวกมันคือวิญญาณในชุดฝังศพประมาณเจ็ดถึงแปดตน
เมื่อเพ่งมองดีๆ ผมพบว่าวิญญาณเหล่านี้ไม่ได้เป็นวิญญาณอาฆาต แต่เป็นกลุ่มชาวบ้านจากหมู่บ้านอูเป่ยข่านที่เราเคยพบที่ลานหินก่อนหน้านี้…