ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 224 ความฝันกับผู้ถือหุ้นรายย่อย
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 224 ความฝันกับผู้ถือหุ้นรายย่อย
หลังจากเม่าจิ้งและพานหลิงจากไปแล้ว ภายในร้านก็เหลือเพียงผม อาจารย์ และวิญญาณหนุ่มหลงเจี๋ยเท่านั้น
หลงเจี๋ยนั่งอยู่เงียบๆ ในมุมมืด ไม่ส่งเสียงรบกวน
ผมดื่มน้ำแร่ไปหลายอึก แต่ยังรู้สึกเหนียวหนึบในปาก ไม่สบายตัวเอาเสียเลย
ผมหันไปถามอาจารย์ว่า “อาจารย์ นี่มันยาอะไรกัน รสชาติเหมือนควันธูปเลย!”
อาจารย์เอนตัวพิงโซฟา ไขว่ห้างพลางสูบบุหรี่ ก่อนจะตอบอย่างไม่ใส่ใจ “ก็เถ้าธูปน่ะแหละ”
“เถ้าธูปสามารถกดพลังอาฆาตได้ด้วยเหรอ” ผมถามด้วยความตกใจ
อาจารย์พยักหน้าตอบ “เถ้าธูปทั่วไปฉันไม่รู้หรอก แต่เถ้าธูปของบรรพจารย์พวกเราน่ะใช้ได้แน่นอน ดูสภาพตัวเองสิ เลอะเทอะไปหมด ไปอาบน้ำพักผ่อนสักหน่อยเถอะ เดี๋ยวตอนค่ำฉันจะปลุกเอง”
สองวันนี้ผมทั้งขุดหลุมฝังศพ ทั้งเผาป่า ตัวเลอะเทอะไปหมดจริงๆ
ผมพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินขึ้นไปชั้นสอง
สิ่งแรกที่ผมทำเมื่อมาถึงคือ จุดธูปไหว้บรรพจารย์ตามกฎที่อาจารย์ตั้งไว้
เมื่อมองไปในกระถางธูป พบว่าเถ้าธูปลดลงไปกว่าครึ่งจริงๆ
หลังจากไหว้เสร็จ ผมหยิบเสื้อผ้าไปอาบน้ำชำระล้างร่างกาย ก่อนจะกลับมานอนพักในห้อง
ผมทั้งเหนื่อยทั้งง่วง พอล้มตัวลงนอนก็เผลอหลับไปทันที
ระหว่างที่หลับ ผมฝันเห็นบางอย่าง…
ในฝัน ประตูห้องผมค่อยๆ ถูกผลักเปิดออก
จากนั้น ผมเห็นเงาร่างหนึ่งยืนอยู่ตรงประตูห้อง
ผมพยายามเพ่งมองเพื่อให้เห็นใบหน้าของเขาชัดขึ้น แต่ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน ภาพก็ดูพร่ามัวจนมองไม่ออก
เขาเพียงยืนจ้องผมเฉยๆ อยู่หน้าประตูเป็นเวลานาน แต่จู่ๆ เขาก็พูดขึ้นว่า “ซื้อเค้กกลับมาสักชิ้น…”
พูดจบเขาก็ปิดประตูแล้วเดินจากไป
ขณะกำลังมึนๆ งงๆ ผมได้ยินเสียงใครบางคนเรียกชื่อ
“เสี่ยวเจียง… เสี่ยวเจียง…”
ผมลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย พบว่าเป็นอาจารย์ที่กำลังเรียกผมอยู่
“อาจารย์!” ผมขานรับทันที
อาจารย์พยักหน้าก่อนพูดขึ้น “ใกล้เวลาแล้ว ไปหาอะไรกินก่อนแล้วเตรียมตัวออกเดินทาง”
“ตอนนี้กี่โมงแล้วครับ” ผมหันไปมองนอกหน้าต่าง เห็นว่าท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว
“สองทุ่ม! เราจะไปโรงพยาบาลก่อน จัดการเรื่องต้นหวยเก่าแก่ให้เรียบร้อย จากนั้นค่อยไปเขาซงเฮ่อ”
ต้นหวยเก่าแก่ที่โรงพยาบาลถูกผนึกไว้ด้วย ‘สี่สัตว์เทพสองตะปู’
อาจารย์เคยบอกไว้ก่อนหน้านี้ว่า เมื่อกลับมาแล้วจะจัดการกับมัน
ผมหาวออกมาเบาๆ ก่อนพยักหน้า “เข้าใจแล้วครับ”
ขณะแต่งตัว ผมเหลือบมองไปยังประตู แล้วนึกถึงความฝันเมื่อครู่ เงาลึกลับที่ยืนอยู่หน้าประตูและคำขอให้ซื้อเค้ก
ฉากในฝันเป็นภาพเดียวกับห้องที่ผมอยู่ตอนนี้ เหมือนกับตอนที่ผมทะลวงระดับก่อนหน้านี้ แล้วฝันเห็นเงานั้นขอให้ผมซื้อไพ่ให้สำรับหนึ่ง
ผมมั่นใจว่าสิ่งที่อยู่ในห้องข้างๆ มาเข้าฝันผม
ครั้งนี้… มันต้องการเค้ก
อาจารย์เห็นผมที่กำลังใส่เสื้อ จู่ๆ ดูเหม่อลอยไปเล็กน้อย จึงถามขึ้น “เป็นอะไรไป”
“ไม่มีอะไรครับอาจารย์ แค่ฝันไป”
“ฝัน?”
อาจารย์ชะงักไปเล็กน้อย แล้วเหลือบมองไปที่ประตู
เขาหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนพูดขึ้น “สิ่งที่อยู่ข้างห้องมาหานายอีกแล้วสินะ”
อาจารย์ราวกับมองทะลุทุกสรรพสิ่ง สิ่งที่อยู่ข้างห้องมาหาผมจริงๆ
ผมไม่ได้ตอบอะไร เพียงพยักหน้าเบาๆ
อาจารย์พยักหน้ารับพลางส่งเสียง “อืม” ไม่ได้ซักไซ้อะไรเพิ่มเติม (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
เขานิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ตราบใดที่มันไม่มากเกินไป อยากได้อะไรก็ให้มันไปเถอะ”
พูดจบ อาจารย์ถอนหายใจเบาๆ แล้วหันหลังเดินลงไปชั้นล่าง
แต่ตอนที่เขาหันหลังจากไป ผมสังเกตเห็นได้ชัดว่าบนใบหน้าของเขาปรากฏความเศร้าเล็กน้อย
เหมือนกับว่าเขาไม่อยากให้ผมเห็นสีหน้านั้น จึงเลือกที่จะเดินออกไป
เรื่องที่อาจารย์เลี้ยงวิญญาณ สำหรับผมแล้วมันไม่ใช่ความลับอีกต่อไป เพียงแต่ผมกับอาจารย์ ต่างฝ่ายต่างไม่ได้พูดออกมาตรงๆ
ดูเหมือนอาจารย์เองก็มีเหตุผลที่ไม่สามารถพูดถึงสิ่งที่อยู่ในห้องข้างๆ ได้ จากที่ผมสัมผัสได้ในช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าสิ่งที่อยู่ข้างห้องจะเป็นวิญญาณ แต่มันก็เป็นวิญญาณที่ดี
ไม่เช่นนั้น ตอนที่ผมทะลวงระดับในครั้งนั้น มันคงไม่ช่วยผม…
หลังจากสวมเสื้อผ้าและรองเท้าเรียบร้อย ผมเดินออกจากห้อง เหลือบมองประตูห้องข้างๆ ที่ถูกล็อกอยู่ จากนั้นก็หยิบยันต์สองใบมาเผื่อไว้ พร้อมกับร่มปรภพ แล้วเดินออกไป
กระบี่กระดูกปลาและแส้กระดูกงูไม่มีความจำเป็นต้องในครั้งนี้ เพราะว่าอาจารย์อยู่ด้วย
ส่วนร่มปรภพเป็นสิ่งที่เสี่ยวอวี่กำชับให้ผมพกติดตัวไว้ตลอดเวลา และการถือร่มสักคันก็ดูไม่แปลกอะไร
เมื่ออาจารย์เห็นผมลงมาแล้วก็พยักหน้าเป็นเชิงชวนให้ออกไปกินข้าวด้วยกัน
เพราะมีเวลาจำกัด วันนี้อาจารย์จึงไม่ได้พาผมไปกินที่ภัตตาคาร แต่เลือกกินที่ร้านอาหารจานด่วนใกล้ๆ แทน
แต่ถึงอย่างนั้น มาตรฐานของอาจารย์ก็ยังคงเดิม อาหารต้องมีสี่อย่างและซุปหนึ่งถ้วย
ฝีมือของพ่อครัวถือว่าใช้ได้ อาหารรสชาติดี
ผมหยิบชามข้าวขึ้นมาเตรียมกิน แต่ทันใดนั้นอาจารย์ก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา “กินให้น้อยหน่อย อย่ากินจนอิ่มเกินไป”
“ได้ครับอาจารย์ ผมจะกินแค่สองชาม” ผมตอบกลับไป
อาจารย์เพียงยิ้มบางๆ ไม่ได้พูดอะไรต่อ
เมื่อเรากินข้าวเสร็จ เวลาก็ล่วงเลยไปจนถึงสามทุ่ม
อาจารย์ขับรถสุดหรูของเขาพาผมมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาล
ระหว่างทาง อาจารย์พูดขึ้น “ฉันได้รับค่าตอบแทนจากทะเลสาบหนานเทียนแล้ว”
ทันทีที่ได้ยินว่าได้รับค่าตอบแทนจากทะเลสาบหนานเทียนแล้ว ผมถึงกับใจเต้นแรง รีบถามด้วยความตื่นเต้น “อาจารย์…สองล้านใช่ไหมครับ”
ค่าจ้างถูกกำหนดตอนอยู่ที่โรงพยาบาล หากได้เงินสองล้านจริง ผมจะได้ส่วนแบ่งสองแสนหยวน
แต่แล้วอาจารย์กลับส่ายหน้า “ไม่มีสองล้าน เขาให้แค่สองแสน”
ได้ยินว่าได้แค่สองแสน ผมถึงกับอึ้งไป
ทะเลสาบหนานเทียนอันตรายแค่ไหน ผมกับอาจารย์เกือบเอาชีวิตไปทิ้งที่นั่น ถ้าเสี่ยวอวี่ไม่โผล่มาช่วยคงไม่มีทางจัดการเรื่องนี้ได้เลย แถมพวกเรายังต้องนอนโรงพยาบาลกันเป็นสัปดาห์
แค่สองแสนเองเหรอ
นี่มันต่างจากที่อาจารย์บอกไว้มาก
“อาจารย์ ตอนนั้นอาจารย์บอกว่าจะเรียกสองล้านไม่ใช่เหรอ ทำไมเหลือแค่สองแสน ทะเลสาบหนานเทียนอันตรายขนาดนั้น เราสองคนเกือบตายที่นั่นเลยนะ หรือว่าทางนั้นออกเอกสารสัญญาใช้หนี้ หรือจ่ายเป็นอย่างอื่นแทน”
แม้จะตกใจ แต่ผมรู้ดีว่าอาจารย์ไม่ใช่คนที่ยอมเสียเปรียบง่ายๆ
จากสองล้านเหลือสองแสน ต้องมีเหตุผลบางอย่างแน่
เมื่ออาจารย์ได้ยินคำถามของผม ก็ยิ้มบางก่อนพูดขึ้น “ใช่แล้ว หลายปีมานี้ บริษัทเขาขาดทุนมาตลอด กระแสเงินสดฝืดเคืองอย่างหนัก แทบจะล้มละลายอยู่แล้ว เจ้าของบริษัทเสนอวิธีจ่ายค่าจ้างในอีกรูปแบบหนึ่ง โดยโอนหุ้นให้ฉันหกเปอร์เซ็น ฉันเองก็ไม่ได้อยากซ้ำเติมคนล้ม จึงตกลงรับไว้
“ฉันแบ่งให้นายสองเปอร์เซ็น เดี๋ยวทางนั้นจะส่งเอกสารสัญญาการโอนหุ้นมาให้ นายก็แค่เซ็นชื่อ จากนี้ไป พวกเราจะกลายเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทพัฒนาอุทยานทะเลสาบหนานเทียนแล้ว” อาจารย์พูดพลางขับรถ สีหน้าดูผ่อนคลาย
“ดูจากรายงานการเงินปีก่อนๆ ขอแค่สามารถรักษาปริมาณนักท่องเที่ยวให้เท่าเดิมได้ หุ้นหกเปอร์เซ็นของเราสองคนจะทำกำไรสุทธิปีละประมาณสามแสนหยวน ซึ่งหมายความว่า นายจะมีรายได้ปีละหนึ่งแสนหยวน ตกเดือนละประมาณแปดพันกว่าหยวนแบบไม่ต้องทำอะไรเลย แถมหุ้นพวกนี้ เรายังถขายเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินสดได้อีก…” อาจารย์อธิบายไปพลางขับรถไปพลาง แววตาของเขาฉายแววพึงพอใจ
ผมฟังจบก็แทบกระโดดด้วยความดีใจ
ผมก็ว่าอยู่ อาจารย์ไม่มีทางทำอะไรที่ขาดทุนแน่นอน
ที่แท้ก็รับหุ้นของผู้ว่าจ้างมาแทนเงินสด แถมยังแบ่งให้ผมอีก 2%
อาจารย์นี่สุดยอดจริงๆ ทั้งใจกว้างและน่าเคารพ
ผมรู้สึกราวกับว่า ฟันเฟืองแห่งโชคชะตาเริ่มหมุนอีกครั้งนับแต่วันที่ได้พบกับอาจารย์
ผมเพิ่งติดตามอาจารย์มาแค่สองสามเดือน ไม่เพียงแต่มีเงินเก็บหลักแสน แต่กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยของบริษัทพัฒนาอุทยานทะเลสาบหนานเทียนอีกด้วย