ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 223 กลับไปยังร้านให้อาจารย์ช่วยถอนพิษ
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 223 กลับไปยังร้านให้อาจารย์ช่วยถอนพิษ
เรื่องทุกอย่างคลี่คลายลง เงินก็ได้รับแล้ว แต่พิษอาฆาตที่ติดอยู่บนร่างยังต้องได้รับการชำระล้าง
ใบหน้าของพานหลิงบวมขึ้นอีกครั้งคล้ายกับถูกต่อต่อย ขึ้นเป็นตุ่มใหญ่อย่างเห็นได้ชัด
ผมถือกระเป๋าอุปกรณ์หันไปพูดกับเม่าจิ้งและพานหลิงว่า “อาจารย์ของฉันบอกว่าจะมาถึงตอนบ่ายสาม พวกนายไปพักที่ร้านฉันก่อนก็แล้วกัน”
พูดจบ ผมใช้น้ำตาวัวเปิดตาทิพย์ เพื่อให้แน่ใจว่าพี่หลงยังอยู่ในร้าน
ทั้งสองพยักหน้าแล้วเดินตามผมไป
เมื่อเปิดประตูเข้าไปในร้าน สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือกระแสไอเย็นที่พุ่งเข้าใส่ คงเป็นพลังที่แผ่ออกมาจากพี่หลง
ก่อนออกไป ผมสั่งให้เขารออยู่ในร้าน ถ้าผมกลับมาก็จะให้เขาพาไปหาติงเต๋อเหวิน เพื่อจัดการเรื่องศพในโรงแรม
ผมมองไปตามทิศทางที่ไอเย็นแผ่ออกมา แล้วเห็นชายหนุ่มร่างโปร่งแสงเดินออกมาจากอีกด้านของชั้นวางสินค้า…เขาคือหลงเจี๋ย
แต่เมื่อเห็นสภาพเขา ผมถึงกับอึ้ง
เพราะดูเหมือนว่าเขาจะถูกใครบางคนซ้อมมาอย่างหนัก แม้จะเป็นวิญญาณ แต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำเขียวคล้ำ
“น้องเจียง ในที่สุดนายก็กลับมา!” พี่หลงพูดขึ้นด้วยความตื่นเต้น
“พี่หลง…หน้าพี่โดนอะไรมา”
หลงเจี๋ยยกมือขึ้นลูบใบหน้าของตัวเองโดยอัตโนมัติ ก่อนจะเหลือบมองไปทางชั้นสองแล้วตัวสั่นเล็กน้อย จากนั้นรีบส่ายหน้าพลางพูดขึ้น
“ไม่มีอะไรๆ แค่สองวันที่ผ่านมาฝึกชกมวย เลยซ้อมตัวเองน่ะ!”
ข้ออ้างนี้ฟังไม่ขึ้น แม้แต่หมายังไม่เชื่อ นับประสาอะไรกับผม
วิญญาณซ้อมตัวเองจนหน้าฟกช้ำได้จริงๆ เหรอ...
ประกอบกับท่าทางของเขาที่แอบมองขึ้นไปบนชั้นสอง ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเขาถูกวิญญาณที่อาจารย์เลี้ยงไว้บนห้องซ้อมมาแน่ๆ
แต่เรื่องนี้เป็นความลับของอาจารย์ ผมเองก็ไม่ได้รู้รายละเอียดมากนัก อีกทั้งเม่าจิ้งกับพานหลิงก็อยู่ด้วย จึงไม่เหมาะจะพูดถึง
ผมเลยเพียงแค่ยิ้มเจื่อนๆ อย่างขอไปที
เม่าจิ้งไม่ได้พูดอะไร ส่วนพานหลิงกลับเหลือบมองไปยังชั้นสองอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา
ผมหยิบธูปสามดอกออกมา จุดไฟแล้วส่งให้หลงเจี๋ย
“สูดเลย พี่หลง”
หลงเจี๋ยไม่เกรงใจ สูดควันธูปเข้าไปเต็มที่ หลังจากเขาซึมซับไอธูปไปได้ไม่กี่ครั้ง ใบหน้าที่ฟกช้ำก็จางลงอย่างเห็นได้ชัด
เขามองพวกเราพลางถาม “คืนนี้พวกเราจะไปหาติงเต๋อเหวินกันเลยไหม”
ผมส่ายหัว “พวกเราสามคนได้รับบาดเจ็บจากภารกิจนี้ ต้องรอให้อาจารย์กลับมารักษา เรื่องของติงเต๋อเหวิน รอให้อาจารย์กลับมาแล้วค่อยคุยกันอีกที”
หลงเจี๋ยได้ยินว่าพวกเราบาดเจ็บก็รีบถามว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วอาการหนักมากไหม
ผมจึงเล่าให้เขาฟังสั้นๆ
จากนั้น ผมจัดเก็บข้าวของที่ชั้นล่างให้เรียบร้อย แล้วพาทั้งสองออกไปหาอะไรกินข้างนอก
พวกเราต่างเดินทางมาเป็นเวลานาน ทั้งเหนื่อย ทั้งง่วง และยังหิวมาก
หลังจากกินข้าวเสร็จแล้วกลับมาที่ร้าน มีลูกค้าเข้ามาซื้ออุปกรณ์ตกปลา ผมจึงต้องรับมือกับลูกค้าสักพัก
พอทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย เวลาก็ล่วงเลยไปจนเกินบ่ายสามแล้ว
เม่าจิ้งและพานหลิงต่างพิงโซฟาหลับไป
ในตอนนั้นเอง รถแท็กซี่คันหนึ่งก็มาจอดที่หน้าร้าน ชายชราร่างผอมที่มีเคราแพะก้าวลงจากรถ เมื่อเห็นว่าเป็นอาจารย์ ผมก็รีบเดินออกไปต้อนรับ
“อาจารย์!” พูดจบ ผมเข้าไปช่วยถือกระเป๋า
เสียงของผมทำให้เม่าจิ้งและพานหลิงที่อยู่ในร้านตื่นขึ้นมา
อาจารย์มองผมครู่หนึ่ง จากนั้นก็เหลือบมองแขนที่บวมแดงของผมก่อนพูดขึ้น “ดูเหมือนปัญหานี้จะหนักเอาเรื่องนะ”
“อาการของผมหนักขนาดนั้นเลยเหรอครับ” ผมถามกลับด้วยความสงสัย
“ถือว่าหนักเลยละ คืนนี้ต้องรีบขับพิษออก ไม่อย่างนั้นพรุ่งนี้แขนนายอาจเริ่มเน่าแล้ว” อาจารย์พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง พลางชี้ไปที่แขนที่บวมแดงของผม จากนั้นก็เดินตรงเข้าไปในร้าน (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
ภายในร้าน เม่าจิ้งและพานหลิงลุกขึ้นยืนเรียบร้อยแล้ว ส่วนพี่หลงก็ยืนอยู่ในเงามืดด้านหลังพวกเขา
พอพวกเราก้าวเข้าไปข้างใน เม่าจิ้งและพานหลิงก็กล่าวทักทายด้วยความเคารพ
“สวัสดีครับนักพรตซ่ง!”
“สวัสดีค่ะนักพรตซ่ง!”
เม่าจิ้งเคยพบอาจารย์มาก่อน ส่วนพานหลิง ผมพูดถึงอาจารย์ให้เธอฟังไว้แล้ว
“ไม่ต้องมากพิธี พูดไปแล้ว ฉันกับเขาชิงเฉิงก็นับว่ามีวาสนาต่อกัน พวกนายพักผ่อนกันก่อน คืนนี้ฉันจะพาไปเอายาถอนพิษ”
“ขอบคุณนักพรตซ่ง!”
ทั้งสองกล่าวขอบคุณต่อเนื่อง
แต่ในตอนนั้นเอง สายตาของอาจารย์กลับจ้องไปที่ดวงตาของพานหลิง ก่อนจะหรี่ตาลงเล็กน้อย “ดวงตาใสกระจ่าง เธอน่ะ…มีดวงตาหยินหยางใช่ไหม”
อาจารย์ช่างเฉียบแหลม ผมยังไม่ได้บอกเขาเรื่องนี้เลย แต่เขากลับมองออกว่าพานหลิงมีดวงตาหยินหยาง
พานหลิงยิ้มบางๆ ก่อนตอบ “ใช่ค่ะ นักพรตซ่ง ฉันเกิดมาพร้อมกับดวงตาหยินหยาง”
อาจารย์พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“ดีๆ ในสายอาชีพของพวกเรา การมีดวงตาแบบนี้ถือว่าเป็นพรสวรรค์ที่หายากมาก”
พูดจบ อาจารย์มองไปยังมุมหนึ่งของโซฟาแล้วกล่าวขึ้น “นายคือวิญญาณที่ช่วยลูกศิษย์ฉันสินะ”
ในตอนนั้น พลังของตาทิพย์ได้หายไปแล้ว ผมจึงมองไม่เห็นอะไร แต่ดูเหมือนอาจารย์จะกำลังพูดกับหลงเจี๋ย
อาจารย์พยักหน้าช้าๆ ก่อนกล่าวต่อ “อืม! ตอนนี้นายพักอยู่ที่นี่ไปก่อน รอให้เรื่องทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ฉันจะส่งนายไปเอง…”
หลังจากพูดจบ อาจารย์บอกให้พวกเรารอ แล้วเดินถือกระเป๋าขึ้นไปชั้นบนทันที
เมื่ออาจารย์ลงมา ในมือของเขาถือแก้วที่บรรจุของเหลวสีดำข้นหนึ่งใบ มันน่าจะเป็นเถ้าธูปผสมกับอะไรบางอย่างที่เหนียวหนืด
อาจารย์ยื่นแก้วให้พวกเราพร้อมกล่าว “พวกนายจิบกันคนละอึก มันจะช่วยกดพลังอาฆาตในร่างไว้ชั่วคราว จากนั้นก็กลับไปพักผ่อนได้ คืนนี้ห้าทุ่ม ไปพบกันที่เขาซงเฮ่อ ฉันจะพาพวกนายไปเอายาถอนพิษที่นั่น!” อาจารย์พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
พอได้ยินชื่อเขาซงเฮ่อ ผมอึ้งไปชั่วขณะ
ที่นั่นไม่ใช่สุสานหรอกเหรอ...มันเป็นสุสานที่ใหญ่ที่สุดในละแวกนี้
‘ใครกันที่เราต้องไปหาในสุสานตอนห้าทุ่ม นี่มันไม่ใช่การไปหาวิญญาณเหรอไง’
ดูเหมือนพวกเราสามคนจะคิดเหมือนกัน เพราะสีหน้าต่างก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจ
แต่อาจารย์ไม่ได้อธิบายเพิ่มเติม เพียงแต่เร่งว่า “รีบดื่มเถอะ ถ้าเย็นแล้วจะได้ผลไม่ดีเท่าเดิม”
เม่าจิ้งเป็นคนแรกที่หยิบแก้วขึ้นมาดื่ม หลังจากกลืนลงไป สีหน้าของเขาบิดเบี้ยวอย่างเห็นได้ชัด แต่ยังพยายามอดทน
พานหลิงเป็นคนที่สอง เธอมีปฏิกิริยารุนแรงกว่าเม่าจิ้ง เธอสำลักและไออยู่หลายครั้ง เกือบจะอาเจียนออกมา
ผมหยิบแก้วขึ้นมาดม ไม่มีอะไรผิดปกติ กลิ่นออกหอมเล็กน้อย
แต่ทันทีที่ดื่มลงไป ความรู้สึกทรมานแผ่ซ่านไปทั่ว ตั้งแต่ลิ้น ลำคอ จนถึงกระเพาะ รู้สึกราวกับว่ามีอะไรบางอย่างกำลังปั่นป่วนอยู่ภายใน
เหมือนกลืนใบมีดเข้าไปนับไม่ถ้วน เจ็บปวดและทรมานสุดๆ
ผมพยายามฝืนความรู้สึกอยากอาเจียนอย่างสุดกำลัง กัดฟันกลืนยาข้นเหนียวนี้ลงไปจนหมด
แม้จะขมและดื่มยาก แต่ต้องยอมรับว่ายาของอาจารย์ได้ผลจริง แถมยังเห็นผลอย่างชัดเจน
หลังจากดื่มเข้าไปไม่ถึงสิบนาที ความร้อนจากอาการบวมแดงบนร่างกายเริ่มลดลง ตุ่มมีสัญญาณว่ากำลังยุบตัว
มันได้ผลดีกว่าการใช้ดินกวนอิมเสียอีก
เม่าจิ้งและพานหลิงเห็นว่าพิษอาฆาตในร่างกายถูกกดลงต่างก็ยินดีอย่างมาก
พวกเขาพากันขอบคุณอาจารย์อย่างจริงใจ พร้อมกันนั้น พวกเขาก็ตัดสินใจว่าจะไม่อยู่ที่นี่ต่อ เพียงนัดหมายกันว่า คืนนี้พบกันที่ตีนเขาซงเฮ่อตามกำหนด
สุดท้าย ศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งสองก็สะพายกระเป๋าอุปกรณ์ กลับไปยังศาลฮวงจุ้ยเป่าซาน…