ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 25 บนดาดฟ้า มีแต่ต้องสู้ตาย
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 25 บนดาดฟ้า มีแต่ต้องสู้ตาย
ทันทีที่ลุงอวี๋พูดจบ เราสองคนก็เริ่มวิ่งขึ้นไปบนดาดฟ้า ขณะนั้นเสียง “อือๆ” ของหญิงชราก็ดังไล่หลังมา แต่เธอหยุดอยู่ที่หน้าประตูทางออก ไม่ได้ตามขึ้นมา
ก่อนขึ้นไป ผมหันกลับไปมองด้านล่าง เห็นหญิงชราจ้องมาที่ผมด้วยสายตาอาฆาต เธอยืนอยู่หน้าประตูโดยไม่ขยับ ดูเหมือนว่าเธอจะออกจากบ้านไม่ได้
เมื่อเราขึ้นมาถึงดาดฟ้า ผมมองไปรอบๆ ภายใต้แสงจันทร์ที่ส่องสว่าง ดาดฟ้าถูกชาวบ้านแถวนี้ดัดแปลงให้เป็นสวนผัก มีการปลูกผักใบเขียวบางชนิด และใช้ไม้ไผ่ปักเป็นค้างผัก
ด้านข้างมีเพิงกันแดดเล็กๆ วางของกระจุกกระจิก เช่น กระดาษลัง ขวดพลาสติก และข้าวของอื่นๆ ที่ดูไร้ค่า
แต่นอกเหนือจากสิ่งเหล่านั้น บนดาดฟ้ากลับไม่มีอะไรอีกเลย แม้แต่จุดหลบซ่อนก็ไม่มี
ผมกับลุงอวี๋มาถึงทางตันแล้ว
ตรงทางขึ้นดาดฟ้า กลิ่นเหม็นคาวปลายังคงโชยขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับหมอกสีดำที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าลอยพุ่งขึ้นมาอย่างชัดเจน
จางเฉียง ผีจมน้ำ กำลังขึ้นมาถึงที่นี่แล้ว
ผมหันไปพูดกับลุงอวี๋ด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ “ลุงอวี๋ ไม่มีทางหนีแล้ว ผมจะไปสู้กับมันเอง ลุงรีบหาโอกาสหนีไปเถอะ”
ในเมื่อหนีไม่ได้ ผมก็ไม่อยากให้ลุงอวี๋ต้องมาเดือดร้อนเพราะผม…
แต่ลุงอวี๋ขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “เราไม่อาจพลาดในขั้นสุดท้ายนี้ได้ เดี๋ยวฟ้าก็จะสว่างแล้ว เราจุดไฟสักกองก่อน เผื่อถ่วงเวลาได้อีกสักหน่อย”
พูดจบ ลุงอวี๋ก็วิ่งไปที่เพิงกันแดดซึ่งวางของจุกจิกเอาไว้ มีทั้งกระดาษลังและขวดพลาสติกวางรวมกันอยู่
ลุงอวี๋หยิบไฟแช็กออกมาแล้วจุดไฟที่กระดาษลัง “แช็กๆๆ”
ผมช่วยเขาอีกแรงด้วยการถอดไม้ไผ่ที่ทำเป็นค้างผักออกมาใช้เป็นเชื้อเพลิง
ไม่นานนักกองไฟก็ก่อตัวขึ้น เปลวไฟส่งเสียง “ฟึบ” ผมกับลุงอวี๋ถือขวดพลาสติกที่กำลังลุกไหม้ มือเราสองข้างเปื้อนเขม่าดำ
ตรงหน้าของเราคือกองไฟที่ลุกโชน ส่องแสงจนร่างกายเราสองคนแดงเรื่อ แต่กลิ่นเหม็นคาวปลาก็ยังยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ลุงอวี๋พูดขึ้นพร้อมกับจ้องมองกองไฟ “รอให้ฟ้าสางก่อน เราก็จะปลอดภัย ไอ้เวรนั่นมันเป็นผีจมน้ำ น้ำกับไฟไม่ถูกกัน ไฟกองนี้ต้องไม่ดับ นี่คือความหวังสุดท้ายของเรา”
ลุงอวี๋เตือนผมด้วยเสียงหนักแน่น ผมพยักหน้าแล้วหยิบไม้ไผ่ใส่ลงไปในกองไฟเพิ่มอีกสองสามท่อน
ทันใดนั้น ลมเย็นยะเยือกก็พัดมา กลิ่นคาวปลาที่เหม็นจนชวนอาเจียนโชยตามมาด้วย
ไม่นานเราสองคนก็เห็นร่างเปียกโชกของใครบางคนเดินออกมาจากประตูดาดฟ้า
ไม่ใช่ใครอื่นเลย มันคือจางเฉียง ผีจมน้ำ ที่ตามหลอกหลอนผมมาตลอดทั้งคืน
เขาเพิ่งก้าวขึ้นมาบนดาดฟ้า แต่กลับหยุดยืนอยู่ตรงนั้น จ้องมาที่เราด้วยสายตาว่างเปล่า
ใบหน้าของเขากลับมาบวมฉุเหมือนตอนที่ผมเห็นเขาครั้งแรกในคืนนี้ สองตาไร้ชีวิตและไร้ความรู้สึกจ้องตรงมาที่ผม
ผมกับลุงอวี๋ต่างรู้สึกตึงเครียด แต่ไม่มีใครพูดหรือขยับตัว
ผ่านไปไม่กี่วินาที จางเฉียงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบไร้อารมณ์ว่า “เจียงหนิง ได้เวลาไปกับฉันแล้ว อาจารย์เร่งมาอีกแล้ว”
น้ำเสียงนั้นไม่มีความรู้สึกใดๆ แต่ทำเอาผมรู้สึกสะอิดสะเอียนจนใจสั่น
“ฉันเป็นคนเป็น ใครจะไปกับแกกัน ไสหัวไปไกลๆ เลย ไอ้เวร!” ผมตะโกนด่ากลับไปอย่างเดือดดาล
ถ้าผมตามเขาไป มีแต่ต้องตายสถานเดียว!
จางเฉียงเห็นผมไม่ขยับ ก็เริ่มก้าวเดินเข้ามาหาทีละก้าว ท่าทางของเขาแปลกประหลาดอย่างมาก ทุกครั้งที่เขาก้าวเท้า น้ำก็หยดลงพื้นเป็นทาง
ในที่สุด เขาหยุดอยู่ตรงหน้าเราที่ระยะประมาณสองเมตร แสงไฟสะท้อนใบหน้าของจางเฉียง ทำให้ยิ่งดูน่าขนลุก แต่ที่น่าประหลาดคือ เขาไม่มีเงาเลย
เขาจ้องมองกองไฟด้วยสายตาว่างเปล่า ร่างกายเหมือนเริ่มละลาย น้ำหยดไหลออกมาเรื่อยๆ จนพื้นเต็มไปด้วยแอ่งน้ำ
จางเฉียงนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็สูดลมหายใจลึกอย่างแรง ราวกับจะดึงอะไรบางอย่างเข้าไปในตัว
ผมรู้สึกหนาวเยือกไปทั้งร่าง เหมือนกับว่าหัวใจและเครื่องในของผมกำลังจะถูกดึงออกไป
โชคดีที่ลุงอวี๋ถือมีดหัวมังกรแล้วก้าวมายืนขวางหน้า
ทันใดนั้นจางเฉียงก็สูดลมหายใจอีกครั้ง เปลวไฟในกองไฟเริ่มไหวไปทางเขา พร้อมกับท้องและแก้มของเขาที่พองขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนกับคางคกตัวใหญ่
เมื่อเห็นภาพนั้น ผมก็เข้าใจในทันทีว่าเขาตั้งใจจะทำอะไร…
เขาต้องการเป่ากองไฟตรงหน้าเราให้ดับ!
ผมรีบพูดออกไปทันที “ลุงอวี๋ ไอ้บ้านี่จะดับกองไฟของเรา!” ลุงอวี๋เห็นท่าไม่ดี ก็ขว้างขวดพลาสติกที่ลุกไหม้อยู่ในมือออกไปทางจางเฉียงทันที
แต่ในวินาทีที่ไฟกำลังจะสัมผัสตัวเขา จางเฉียงกลับอ้าปากกว้างอย่างน่าประหลาดใจ ปากของเขากว้างจนแทบจะใส่ตุ้มน้ำหนักลงไปได้
จากนั้นเสียง “ฮู้…ฮู้…” ดังขึ้น เขาเริ่มเป่าลมอย่างแรงไปที่กองไฟตรงหน้าเรา
ขวดพลาสติกที่ลุงอวี๋ขว้างออกไปถูกลมจากปากของจางเฉียงพัดกลับมาทางเรา ความเย็นที่ตามมาราวกับลมหิมะในฤดูหนาว
กองไฟตรงหน้าเราเริ่มวูบไหวจนแทบดับ เสียง “ปุๆๆ” ดังขึ้นตามมาพร้อมเปลวไฟที่มอดไปกว่าครึ่ง
ถ้าปล่อยให้จางเฉียงเป่ากองไฟจนดับหมด พวกเราก็จะไม่มีอะไรป้องกันตัวอีกต่อไป
ใบหน้าลุงอวี๋เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม เขากัดปลายลิ้นจนเลือดออก จากนั้นถ่มเลือดใส่มีดหัวมังกรในมือ
เขาหันมาพูดกับผมด้วยเสียงหนักแน่น “เสี่ยวเจียง ลุงจะถ่วงมันไว้ นายรีบหนีไป!”
ยังไม่ทันที่ผมจะตอบ ลุงอวี๋ก็พุ่งออกไปทันที…
ลุงอวี๋กำมีดหัวมังกรที่เปื้อนเลือด แล้วฟันใส่จางเฉียงทันที
ครั้งนี้จางเฉียงไม่ได้ยืนนิ่งเหมือนก่อนหน้า แต่กลับหลบอย่างรวดเร็วเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกมีดที่เปื้อนเลือดฟัน
ลุงอวี๋ฟันพลาดเป้า และถูกจางเฉียงตบสวนกลับจนล้มลงกับพื้น
“ลุงอวี๋!” ผมตะโกนออกไปด้วยความตกใจ
“หนีไป!” ลุงอวี๋ตะโกนกลับมา พร้อมลุกขึ้นสู้กับจางเฉียงต่อ
เพื่อช่วยชีวิตคนแปลกหน้าอย่างผม ลุงอวี๋ยอมเสี่ยงทุกอย่างจนถึงขั้นนี้แล้ว
ความกรุณาและความเสียสละนี้ ผมจะตอบแทนได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้น ลุงอวี๋เป็นเพียงพ่อครัวคนตายที่ทำอาหารให้ผี ไม่ใช่นักต่อสู้หรือปรมาจารย์เต๋าที่มีพลังปราบปีศาจ
ดูจากสถานการณ์แล้ว เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของจางเฉียง ผีจมน้ำ ที่กำลังลงมืออย่างไร้ปรานี
หากผมหนีไปตอนนี้จริงๆ ลุงอวี๋คงไม่รอดและอาจถึงขั้นเสียชีวิต
ผมไม่ใช่คนไร้หัวใจ และไม่ควรจะเห็นแก่ตัวด้วยการทิ้งลุงอวี๋ที่กำลังสู้เพื่อผม
ผมตัดสินใจไม่หนีอีกต่อไป หยิบไม้ไผ่ขึ้นมาหนึ่งท่อน แล้วกัดปลายลิ้นจนเลือดซึมเลียนแบบลุงอวี๋
มันเจ็บจริงๆ แต่ผมต้องทำ!
ผมรู้สึกได้ถึงความอุ่นร้อนที่แผ่ซ่านไปทั่วปาก
จากนั้นก็ถ่มเลือดลงบนไม้ไผ่ในมืออย่างแรง เลือดสีแดงสดย้อมไม้ไผ่จนแดงฉาน
ผมจ้องด้วยความโมโห ตะโกนว่า “ลุงอวี๋ ผมมาช่วยแล้ว!”
พร้อมกับยกไม้ไผ่ในมือพุ่งเข้าใส่จางเฉียงทันที
ผมแทงไปที่หลังของจางเฉียงอย่างแรง แต่กลับพลาดเป้า อย่างไรก็ตาม การโจมตีของผมช่วยลดความกดดันให้กับลุงอวี๋ได้
ลุงอวี๋เห็นว่าผมไม่ยอมหนีไป แถมยังเลียนแบบเขาโดยใช้เลือดจากปลายลิ้นย้อมไม้ไผ่มาช่วยสู้ ก็ยิ้มให้ผมอย่างพอใจ
“ไอ้หนูนี่ใจเด็ดดี ถ้างั้นเราสองคนก็ร่วมมือกันลุยมันเลย!”
“ได้เลย!” ผมตอบรับเสียงดัง พลางเหวี่ยงไม้ไผ่ในมือฟาดลงไปที่จางเฉียงอย่างแรง
แต่จางเฉียงกลับเคลื่อนไหวได้เร็วและแปลกประหลาดอย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้การโจมตีของผมฟาดลงไปในอากาศอีกครั้ง…
ผมฟาดไม้ไผ่ลงไปอีกครั้ง แต่ก็พลาดเป้าอีกครั้ง
จางเฉียงปรากฏตัวขึ้นข้างๆ ผมอย่างไร้เสียงด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ เขาเอื้อมมือมาคว้าคอผม
ลุงอวี๋เข้ามาช่วยทันที ฟันมีดหัวมังกรใส่เขา แต่จางเฉียงกลับหันมาแล้วสวนกลับด้วยกรงเล็บ
“ปัก!” กรงเล็บของเขาฟาดเข้าที่อกของลุงอวี๋เต็มแรง
ร่างของลุงอวี๋ปลิวกระเด็นไปตกในแปลงผัก
‘ให้ตายสิ!’ ผมสบถในใจ แล้วพุ่งไม้ไผ่แทงเข้าใส่จางเฉียงอีกครั้ง
แต่เขาเร็วกว่า คว้าคอผมไว้แน่น ความเย็นเฉียบที่ส่งผ่านมือของเขาทำให้ผมรู้สึกปวดแสบไปทั้งลำคอ แรงในร่างกายหายไปครึ่งหนึ่ง
ไม้ไผ่หลุดจากมือร่วงลงพื้น แต่จางเฉียงไม่ได้บีบคอผมจนหัก เขาลากผมไปที่ถังน้ำใบใหญ่ที่อยู่ข้างแปลงผัก
ไม่ว่าผมจะดิ้นรนยังไงก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากกำมืออันแข็งแกร่งของเขาได้
จางเฉียงพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า “ถึงเวลาที่นายต้องไปแล้ว…”
พูดจบ เขาก็กดหัวผมลงไปในถังน้ำ
ในฐานะผีจมน้ำ เขาต้องการให้ผมเป็นตัวตายตัวแทนของเขา และการจมน้ำคงเป็นวิธีเดียว
ขณะที่ผมใกล้จะหมดลมหายใจ ลุงอวี๋พุ่งเข้ามาจากด้านหลังพร้อมกับมีดหัวมังกรในมือ ฟันเข้าไปที่ใบหน้าของจางเฉียงจนครึ่งหนึ่งของใบหน้าหลุดออก และบาดไปถึงแขนของเขา
จางเฉียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดเป็นครั้งแรก มือที่บีบคอผมก็ปล่อยออก
ผมโผล่ศีรษะขึ้นมาจากถังน้ำ หายใจหอบ และมองเห็นจางเฉียงที่กำลังหันไปเล่นงานลุงอวี๋
ใบหน้าของเขาที่ถูกฟันเผยให้เห็นเนื้อในแต่ไร้เลือด เขาคว้าคอลุงอวี๋ไว้แล้วผลักไปจนถึงขอบดาดฟ้า ร่างของลุงอวี๋ห้อยอยู่ครึ่งตัว พร้อมจะร่วงลงไปเบื้องล่างได้ทุกเมื่อ…