ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 27 รถเที่ยวสุดท้าย รถบัสสาย ‘330’
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 27 รถเที่ยวสุดท้าย รถบัสสาย ‘330’
รถบัสโดยสารรอบเช้าคันนี้ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันจนผมเองก็อดแปลกใจไม่ได้
เมื่อรถบัสจอดสนิท ประตูหน้าก็เปิดออกทันที
จากนั้นผมเห็นคนขับรถจับพวงมาลัยไว้แล้วเอนตัวมาข้างหน้า ก่อนจะเอ่ยถามว่า “น้องชาย เกิดอะไรขึ้นเหรอ”
ผมรีบตอบกลับด้วยความร้อนรนว่า “พี่ครับ ลุงของผมได้รับบาดเจ็บ ต้องรีบไปโรงพยาบาลด่วน!”
เมื่อได้ยินดังนั้น คนขับรถก็ไม่ลังเลเลยสักนิด “ขึ้นมาเลย! เดี๋ยวพี่พาไปส่ง”
คำพูดนั้นทำให้ผมรู้สึกดีใจจนบอกไม่ถูก ยังมีคนดีๆ อยู่ในโลกนี้จริงๆ
แล้วคนขับก็หันไปพูดกับผู้โดยสารในรถว่า “ผู้โดยสารทุกท่าน ตอนนี้มีผู้บาดเจ็บที่จำเป็นต้องไปส่งโรงพยาบาลโดยด่วน ดังนั้นเส้นทางเดินรถจะมีการเปลี่ยนแปลง หากใครมีธุระเร่งด่วน…
“หากใครต้องการลงก่อนสามารถแจ้งได้เลยนะครับ ขออภัยในความไม่สะดวก”
ในรถโดยสาร ผู้โดยสารเงียบสนิท ไม่มีใครลุกขึ้นหรือพูดอะไร ทุกอย่างเงียบสงบ
เมื่อคนขับเห็นว่าไม่มีใครลงหรือแสดงท่าที เขาจึงพูดต่อว่า “ถ้างั้น ออกเดินทางได้”
ทันทีที่พูดจบ เสียงประตูปิดดัง “แกร๊ก”
แต่ขณะนั้นเอง หัวใจผมกระตุกวูบ
เมื่อครู่นี้คนขับรถพูดว่า ‘ออกเดินทาง’ งั้นหรือ
คำว่า ‘ออกเดินทาง’ ไม่ใช่คำที่คนขับรถทั่วไปจะพูด
ปกติจะพูดว่า ‘ไปละนะ’ หรือ ‘ไปกันเถอะ’ มากกว่า
คำว่า ‘ออกเดินทาง’ มักจะใช้กับคนตายเสียมากกว่า ใครจะมาใช้กับคนเป็นกัน
ผมกวาดสายตามองไปทั่วคันรถด้วยความสงสัย
ผมสังเกตว่าบรรยากาศภายในรถดูชื้นๆ เหมือนเพิ่งถูกล้างทำความสะอาด นอกจากนี้ รถบัสคันนี้ยังดูเก่ามาก เป็นแบบที่ผมเคยนั่งเมื่อตอนเด็กๆ ซึ่งหาดูได้ยากในปัจจุบัน…
ภายในรถมีผู้โดยสารหลากหลาย ทั้งชายหญิง เด็ก คนแก่
มีหญิงสาวที่กำลังให้นมลูกน้อยอยู่บนตัก
ชายชราหิ้วถุงผัก
หนุ่มออฟฟิศถือกระเป๋าเอกสาร
และนักเรียนที่สะพายกระเป๋า
แต่ทุกคนกลับมีใบหน้าซีดขาวเหมือนกระดาษ กระทั่งทารกที่ดื่มนมก็เป็นเช่นเดียวกัน
สีหน้าของพวกเขาดูไม่ต่างจากจางเฉียงที่ตามรังควานผมเลย
ผู้โดยสารทุกคนดูไม่สนใจพวกเรา ต่างคนต่างทำกิจกรรมของตัวเอง
เมื่อผมเห็นภาพเหล่านี้ หัวใจเหมือนถูกน้ำเย็นสาดจนหนาวเยือก
ตอนนี้เป็นเวลาประมาณตีสี่ถึงตีห้า ซึ่งถือว่าเช้ามาก
แต่การที่มีผู้โดยสารหลากหลายอาชีพมาอยู่บนรถคันเดียวกันในเวลาแบบนี้ มันดูผิดปกติ
เมื่อรวมกับความเก่าของรถ ทำให้ผมมั่นใจไปกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์แล้วว่าผมน่าจะขึ้น ‘รถผี’
วันนี้ช่างโชคร้ายเหลือเกิน แค่ดื่มน้ำยังติดฟัน[1]
ถึงจะรู้สึกกลัวและสับสนอยู่ในใจ แต่ผมก็ไม่ได้ทำอะไรนอกจากเฝ้าดู
เพราะอย่างน้อยเส้นทางที่รถบัสคันนี้กำลังวิ่งอยู่ ก็ดูเหมือนจะมุ่งหน้าไปทางโรงพยาบาลจริงๆ
อาการของลุงอวี๋ไม่สู้ดีนัก จำเป็นต้องไปถึงโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด
แม้ว่าผมจะเริ่มรู้ตัวแล้วว่า รถบัสคันนี้อาจเป็น ‘รถผี’ แต่ตราบใดที่มันพาเราไปถึงโรงพยาบาล ผมก็ยอมรับได้
ถ้าระหว่างทางเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นมา ผมก็ทำได้แค่สู้กับพวกมันเท่านั้น
ผมวางลุงอวี๋ลงบนที่นั่งว่างแล้วนั่งข้างๆ มือข้างหนึ่งจับที่ด้ามมีดหัวมังกรไว้แน่น ก่อนจะกระซิบเบาๆ กับลุงอวี๋ว่า “ลุงอวี๋ ผมว่าพวกเราขึ้นรถผิดคันแล้วละ!”
ผมสังเกตเห็นความผิดปกติได้ขนาดนี้ ลุงอวี๋ที่มีประสบการณ์ย่อมดูออกเหมือนกัน เพียงแค่เขาอ่อนแรงเกินไปที่จะพูดอะไรออกมา
เมื่อได้ยินผมพูด เขากลับยิ้มบางๆ พร้อมกล่าวว่า “เคราะห์จะดีจะร้ายก็หลีกหนีไม่พ้นอยู่ดี”
ผมตอบกลับด้วยเสียงเบาๆ ว่า “อืม” พลางช่วยกดแผลของลุงอวี๋เพื่อห้ามเลือด ขณะเดียวกันก็ระมัดระวังรอบตัวและคอยสังเกตเส้นทางที่รถกำลังมุ่งหน้าไป
ในรถบัสเงียบสนิทจนแทบไม่มีเสียงรบกวน เส้นทางที่รถวิ่งผ่านก็ดูปกติ
ที่น่าประหลาดใจคือ รถวิ่งได้อย่างราบรื่นตลอดทาง เจอแต่ไฟเขียว และไม่มีการจอดแวะเลยแม้แต่ครั้งเดียว…
ด้วยหัวใจที่ระส่ำ ผมเฝ้าลุ้นจนกระทั่งประมาณสิบสองหรือสิบสามนาทีต่อมา รถบัสก็จอดสนิท
ไม่ไกลจากจุดที่เราหยุดก็คือโรงพยาบาลประชาชนแห่งที่สามของเมืองซานเฉิง
“แกร๊ก” เสียงประตูเปิดออก
คนขับรถหันศีรษะมาทางผม พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “น้องชาย ถึงแล้ว รีบไปเถอะ!”
ผมชะงักไปเล็กน้อย
แม้ใบหน้าของคนขับจะซีดขาว แต่ท่าทางจริงใจของเขากลับทำให้ผมรู้สึกสะเทือนใจ
ตอนออกมา คนที่ยังมีชีวิตไม่ช่วยเราเลย แต่สุดท้ายกลับเป็นคนตายที่ยื่นมือมาช่วย
ผมพยักหน้าตอบเบาๆ ก่อนประคองลุงอวี๋ลงจากรถ
เมื่อเท้าสัมผัสพื้นและรู้สึกถึงความมั่นคงใต้ฝ่าเท้า ผมจึงตะโกนกลับไปหาเขาด้วยความรู้สึกซาบซึ้งว่า
“พี่ครับ ขอทราบชื่อด้วย ผมจะเอาค่าโดยสารไปให้”
คนขับเพียงแค่โบกมือปฏิเสธ “ไม่ต้องหรอก”
พูดจบ ประตูรถก็ปิดลง เขาขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อได้เห็นภาพนั้น ผมถึงได้เข้าใจว่า นี่ไม่ใช่โชคร้าย แต่มันคือโชคดีต่างหาก...
ผมมองป้ายทะเบียนรถและเส้นทางที่รถบัสเพิ่งจากไป
รถบัสสาย ‘330’ หมายเลขทะเบียน JK7231
รถบัสเลี้ยวหายไปหลังมุมถนน ทิ้งไว้เพียงความเงียบ ผมจำตัวเลขนี้ไว้ในใจพลางคิดว่า คงต้องเผากระดาษเงินกระดาษทองให้คนขับรถบัสสายนี้ในภายหลัง
จากนั้นผมแบกลุงอวี๋และวิ่งตรงไปที่โรงพยาบาล
ลุงอวี๋ที่นอนซบอยู่บนหลังผมพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงว่า “รถผีสายนี้ ลุงเคยได้ยินมานานแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ขึ้น…รู้สึกไม่เลวเลย”
คำพูดหยอกล้อของลุงอวี๋ทำให้ผมยิ้มไม่ออก
ผมรีบแบกลุงอวี๋วิ่งไปถึงหน้าโรงพยาบาล ตะโกนเรียกหมอเสียงดังสองครั้ง
ไม่นานนักทีมแพทย์ก็มาถึง
ด้วยอาการของลุงอวี๋ที่เข้าขั้นวิกฤต เขาถูกพาเข้าไปในห้องผ่าตัดทันที
ส่วนผมต้องดำเนินการตามระเบียบของโรงพยาบาล ลงทะเบียนผู้ป่วยและชำระค่าใช้จ่าย
เงินไม่พอ ผมจึงใช้บัตรเครดิตจ่ายเงินล่วงหน้าไปหนึ่งหมื่นหยวน
แต่ผมไม่รู้สึกเสียดายเงินสักนิด…หากไม่มีลุงอวี๋ ผมคงตายไปนานแล้ว
อาการบาดเจ็บของผมเป็นเพียงแผลภายนอก ไม่มีอะไรหนักหนา ผมจึงไม่ได้สนใจมากนัก
แม้จะอยากรักษาตัวเอง แต่เพราะเงินไม่พอ จึงตั้งใจว่าหลังจากลุงอวี๋อาการดีขึ้น ผมจะไปซื้อผ้าก๊อซกับยาฆ่าเชื้อจากร้านขายยาแล้วทำแผลเอง
รอยช้ำตามตัวดึงดูดสายตาหลายคน แต่ผมเลือกที่จะเมิน
โชคดีที่ส่งลุงอวี๋มาโรงพยาบาลทันเวลา แม้บาดแผลที่ลำคอจะฉกรรจ์ แต่ด้วยการหยุดเลือด เย็บแผล และถ่ายเลือดทันที อาการของลุงอวี๋จึงค่อยๆ คงที่
ตอนนี้ผมในสภาพเปลือยท่อนบน เฝ้าอยู่ข้างเตียงของลุงอวี๋ รอให้ฤทธิ์ยาสลบหมดและเขาฟื้นตัว
คุณลุงผู้สูงวัยที่อยู่เตียงข้างๆ ซึ่งขาหัก เห็นผมไม่ได้ใส่เสื้อ แถมเนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยช้ำ ก็ใจดียกเสื้อเชิ้ตเก่าๆ ตัวหนึ่งให้ใส่
ผมหิว เพราะทั้งคืนไม่ได้กินอะไร และกลัวว่าลุงอวี๋จะตื่นมาแล้วหิวเหมือนกัน ผมเลยตั้งใจจะลงไปซื้อของกินที่ชั้นล่าง
แต่ระหว่างเดินออกจากห้อง ผมกลับเจอกับอาจารย์หลี่ แผนกประสาทวิทยา
เขาจำผมได้ทันที และถามว่าเมื่อวานทำไมผมไม่ไปเรียนในคลาสของเขา
“หรือเพราะการเสียชีวิตของจางเฉียงกับอาจารย์เฉินกั๋วฝูมันทำให้เธอสะเทือนใจมากไป”
เขาบอกว่า รู้ว่าผมกับจางเฉียงเป็นรูมเมตกันและสนิทกันมาก ส่วนอาจารย์เฉินก็ให้ความสำคัญกับผมมาก
การเสียชีวิตของทั้งคู่เป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด อาจารย์ยังบอกอีกว่า
“เธอต้องปรับตัวและโฟกัสกับการเรียนให้มากขึ้น
“ในอนาคต เมื่อเธอเรียนจบและได้เป็นหมอ หวังว่าเธอจะเป็นหมอที่ดี” อาจารย์หลี่พูด
ผมอยากจะบอกความจริงเหลือเกินว่าเรื่องของจางเฉียง ผีจมน้ำที่กลับมาหลอกหลอนผม มันกระทบจิตใจผมมากแค่ไหน
เขาเกือบจะฆ่าผม แล้วยังทำให้ลุงอวี๋ต้องนอนอยู่ในห้องพักฟื้นแบบนี้
แต่คำพูดของอาจารย์หลี่ที่ว่า ‘อาจารย์เฉินกั๋วฝูเสียชีวิตแล้ว’ กลับทำให้ผมสะดุ้งตกใจ
อาจารย์เฉินกั๋วฝูคืออาจารย์ที่สอนวิชากายวิภาคของเรา
และวันนั้นในคาบกายวิภาค อาจารย์ก็เป็นคนที่ให้ผมผ่าศพของเสี่ยวอวี่
เขาเองก็เสียชีวิตแล้วงั้นหรือ
ผมทั้งตกใจและรู้สึกว่ามันแปลกผิดปกติ
เพราะจางเฉียงในตอนที่เป็นผีมักจะพูดว่า ‘อาจารย์กำลังเร่งอยู่’
อาจารย์ที่เขาพูดถึง เป็นไปได้หรือไม่ว่า คืออาจารย์เฉินกั๋วฝู
ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าเรื่องทั้งหมดนี้อาจจะเกี่ยวข้องกันหรือเปล่า
ผมเลยถามอาจารย์หลี่ว่า “อาจารย์เฉินกั๋วฝูเสียชีวิตได้ยังไงครับ”
อาจารย์หลี่ดูแปลกใจมากที่ผมไม่รู้เรื่องนี้ เขาจึงเล่าให้ฟังว่า อาจารย์เฉินกั๋วฝูเสียชีวิตจากการจมน้ำเหมือนกัน แต่ไม่ได้จมน้ำในทะเลสาบของมหาวิทยาลัย เขาจมน้ำในบ่อเก็บศพ
จากนั้นอาจารย์หลี่ก็ถามผมว่าทำไมถึงมาที่โรงพยาบาล ผมไม่สามารถพูดความจริงได้ ก็เลยบอกไปว่า “ญาติของผมมีปัญหานิดหน่อย ช่วงนี้เลยไม่ได้กลับไปเรียน”
อาจารย์หลี่ไม่ได้ถามอะไรต่อ เพราะเขาต้องไปตรวจคนไข้ เขาเพียงแค่ตบไหล่ผมเบาๆ แล้วบอกว่า “ปรับสภาพจิตใจให้ดี แล้วรีบกลับไปเรียนเร็วๆ นะ”
แต่ผมกลับยืนนิ่งด้วยสีหน้าหนักใจ
การเสียชีวิตของอาจารย์เฉินกั๋วฝูและจางเฉียง เพื่อนร่วมห้องของผมต้องเกี่ยวข้องกับศพของเสี่ยวอวี่แน่ๆ
แต่ที่น่าแปลกก็คือ เสี่ยวอวี่ไม่เคยคิดจะทำร้ายผมเลย
ผมยังสงสัยอีกว่า เมื่อคืนเสี่ยวอวี่อาจเป็นคนที่ช่วยผมไว้ เพราะผมได้กลิ่นฟอร์มาลินก่อนจะได้ยินเสียงไก่ขัน
แต่สิ่งที่ผมไม่เข้าใจคือ ทำไมหลังจากพวกเขาเสียชีวิตแล้ว ถึงได้ตามหลอกหลอนผมไม่ยอมปล่อยแบบนี้
[1] แค่ดื่มน้ำยังติดฟัน หมายถึง ต่อให้เป็นสิ่งที่ดูเหมือนง่ายหรือไม่น่าจะเกิดปัญหาอะไร ยังสามารถกลายเป็นปัญหาได้