ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 28 คนเก็บศพ ไปยังท่าเรืออวี๋จุ่ย
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 28 คนเก็บศพ ไปยังท่าเรืออวี๋จุ่ย
ในใจของผมเต็มไปด้วยคำถามมากมายที่ยังหาคำตอบไม่ได้ และก็ไม่รู้ว่าจะไปหาคำตอบเหล่านั้นได้จากที่ไหน
ทุกครั้งที่จางเฉียงมาหาผม เขาเหมือนไร้สติสัมปชัญญะโดยสิ้นเชิง
เมื่อคืนเขากินอาหารเซ่นผีไปถึงห้าจาน ความอาฆาตแค้นในตัวเขาคลายลงไปถึงแปดเก้าส่วน ดูเหมือนใกล้จะฟื้นสติ และผมก็เกือบจะสามารถส่งเขาไปสู่สุคติได้แล้ว แต่กลับถูกวิญญาณชายชราที่ศาลานั้นขัดขวาง
ตอนนี้ผมก็เพิ่งรู้ว่า นอกจากจางเฉียงแล้ว อาจารย์เฉินกั๋วฝูที่สอนวิชากายวิภาคก็เสียชีวิตเช่นกัน และดูเหมือนว่าอาจจะตามเล่นงานผมเหมือนจางเฉียง ไม่อย่างนั้น ทุกครั้งที่จางเฉียงปรากฏตัว เขาคงไม่พูดคำว่า ‘อาจารย์กำลังเร่ง’ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ช่วงสองสามวันที่ผ่านมา ผมเจอแต่เรื่องวุ่นวายจนรู้สึกเหนื่อยใจและล้าไปหมด
และจางเฉียงก็ดูเหมือนจะยิ่งโหดเหี้ยมขึ้นทุกวัน
ในคืนแรก เขายังมีสติบ้าง แค่ดูดพลังหยาง[1]จากตัวผมไป
คืนที่สอง เขาเริ่มไร้ความรู้สึกและไม่ตอบสนองใดๆ
คืนที่สาม เขากลายเป็นเหมือนซากศพเดินได้
ผมไม่รู้เลยว่า คืนนี้เขาจะมาในสภาพไหน ยิ่งไปกว่านั้น ลุงอวี๋ยังบาดเจ็บหนักและต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล
ถ้าจางเฉียงกลับมาอีกในคืนนี้ ผมไม่รู้จริงๆ ว่าจะรับมือกับเขายังไง
ผมพยายามสูดลมหายใจลึกๆ เพื่อสงบอารมณ์ของตัวเอง ตอนนี้สิ่งสำคัญคือ ดูแลลุงอวี๋ให้ดี รอจนกว่าเขาจะฟื้น แล้วค่อยว่ากัน!
เมื่อซื้อของเสร็จและกลับขึ้นไปบนห้อง ลุงอวี๋ตื่นแล้ว เมื่อเขาเห็นผมกลับมาก็พยายามลุกขึ้นนั่งอย่างลำบาก
“ลุงอวี๋ ดื่มอะไรหน่อยไหมครับ” ผมพูดพร้อมส่งเครื่องดื่มให้ ลุงอวี๋รับไปจิบเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าให้ผมปิดม่านรอบเตียง ผมทำตามอย่างรวดเร็ว
จากนั้นลุงอวี๋ก็พูดขึ้นว่า “เสี่ยวเจียง ลุงก็แค่พ่อครัวธรรมดา ไม่มีวิชาอะไรมากมาย สิ่งที่ตามรังควานนายมันยิ่งร้ายกาจขึ้นทุกวัน ตอนนี้เกินความสามารถของลุงไปแล้ว”
ผมฟังแล้วขมวดคิ้วแน่น ใจหนึ่งก็รู้สึกผิดที่ลุงอวี๋ต้องมาลำบากเพราะผม ทั้งยังเกือบเอาชีวิตไม่รอด ผมพยายามฝืนยิ้มปลอบใจเขา “ไม่เป็นไรหรอกครับลุงอวี๋ น้ำใจที่ลุงช่วยผม ผมจำได้ขึ้นใจ ถ้าต้องเผชิญหน้า ผมก็จะไม่หนีแล้วละครับ”
ผมพูดพร้อมรอยยิ้มแห้ง แต่ลุงอวี๋มองผมอย่างเข้าใจ ก่อนจะโบกมือเล็กน้อย “นายเป็นเด็กที่มีน้ำใจดี ลุงจะชี้ทางให้ ถ้านายไปตามที่ลุงบอก เรื่องนี้ต้องจบได้แน่”
ผมได้ยินดังนั้นดวงตาก็สว่างวาบ ความหวังที่เกือบหมดสิ้นไปกลับมาลุกโชนอีกครั้ง “จริงเหรอครับลุงอวี๋!” ผมถามด้วยความตื่นเต้น
“จริงสิ” ลุงอวี๋พยักหน้าพูดอย่างหนักแน่น
“แล้ว…ทางที่ว่านั่นคืออะไรครับ” ผมถามต่ออย่างกระตือรือร้น
ลุงอวี๋สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะพูดต่อว่า “ในพื้นที่แถวนี้ ลุงรู้จักอยู่คนหนึ่ง เขามีฝีมือสูงมาก ไม่เพียงแต่ปราบผีและสลายเคราะห์ได้ แต่ยังเก็บศพและจับผีได้อีกด้วย ถ้าเขาลงมือเอง เรื่องของนายหมดห่วงแน่”
ผมฟังด้วยความตื่นเต้น ไม่ได้พูดแทรก ตั้งใจฟังจนจบ
ลุงอวี๋หยุดไปเล็กน้อยก่อนพูดต่อ “นายไปที่เจียงเป่ย ตรงนั้นมีท่าเรือชื่อว่าท่าเรืออวี๋จุ่ย ไปหาคนที่ชื่อซ่งเต๋อไฉ เขาเป็นคนเก็บศพที่มีชื่อเสียงในแถบนี้”
คนเก็บศพ ซ่งเต๋อไฉ ผมจดจำชื่อนี้ไว้ทันที
แต่ก็อดถามต่อไม่ได้ “ลุงอวี๋ แล้วเขาหน้าตาเป็นยังไงล่ะครับ ถ้าผมไปถึงท่าเรือแล้วจะหาเขาเจอได้ยังไง”
ลุงอวี๋ตอบ “เขาอายุมากกว่าลุงนิดหน่อย ผมก็น้อยกว่าลุงอีก ชอบตกปลา หน้าตาค่อนข้างแหลมคล้ายลิง ไว้หนวดแพะ นั่นแหละเขา”
ผมชะงักไปเล็กน้อยกับคำบรรยาย…
ลุงอวี๋เห็นผมชะงัก จึงพูดต่อว่า “เจ้านั่นเป็นศิษย์พี่ของลุง แต่เราไม่ค่อยลงรอยกันเท่าไหร่ เขาเป็นคนอารมณ์ร้าย ชอบหาเรื่องทะเลาะกับคนอื่น นายไปหาเขาก็มีโอกาสที่จะโดนปฏิเสธสูง”
ลุงอวี๋หยุดเล็กน้อยก่อนพูดต่อ “แต่นายแค่บอกไปว่าลุงเป็นคนแนะนำมา ถ้าเขายังไม่ยอมช่วย ก็ขู่ว่าลุงจะเปิดโปงเรื่องของเขา และถ้าเขายอมช่วย ลุงจะยอมทำเหยื่อตกปลาคนตายให้สามเดือน”
ดูเหมือนลุงอวี๋จะกำจุดอ่อนของเขาเอาไว้สินะ
ผมรู้สึกซาบซึ้งในความช่วยเหลือของลุงอวี๋ และตอบรับด้วยการพยักหน้า “ได้ครับลุงอวี๋ ผมจำไว้หมดแล้ว”
“ดี งั้นนายไปตอนนี้เลย ลุงไม่เป็นไรแล้ว” ลุงอวี๋พูดต่อ
ผมรู้สึกขอบคุณลุงอวี๋จากใจจริง แต่ตอนนี้ผมต้องจัดการปัญหาของตัวเองให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยหาทางตอบแทนเขา
หลังจากกล่าวขอบคุณลุงอวี๋หลายครั้ง ผมก็ออกจากโรงพยาบาล
เมื่อมาถึงด้านนอก ผมเดินไปที่ร้านขายมือถือใกล้ๆ…
ผมซื้อโทรศัพท์มือสองราคาแปดสิบหยวนมาใช้ แม้จะติดขัดนิดหน่อย แต่ก็ใช้งานได้ชั่วคราว
ระหว่างทางที่มุ่งหน้าไปเจียงเป่ย ผมล็อกอินเข้าแอป WeChat ของตัวเอง
สองสามวันที่ผ่านมา ผมแทบไม่มีเวลาแม้แต่จะมองมือถือ
พอได้อ่านบันทึกการสนทนาในกลุ่มเพื่อน ก็พอจะเข้าใจว่าในมหา’ลัยเกิดอะไรขึ้นบ้าง
ทุกอย่างเหมือนที่อาจารย์หลี่บอก
ในวันที่เรียนกายวิภาค จางเฉียง เพื่อนร่วมห้องของผมจมน้ำตายในทะเลสาบของมหาวิทยาลัย
ตอนนั้นมีคนพยายามช่วยชีวิตเขาที่สะพานเสี่ยวไป๋ มีกระทั่งคลิปวิดีโอสั้นๆ ที่ค่อนข้างวุ่นวาย หลายคนตะโกนเรียกชื่อจางเฉียง แต่สุดท้ายก็ช่วยเขาไว้ไม่ได้
ในคืนเดียวกันนั้น อาจารย์เฉินกั๋วฝู ผู้สอนวิชากายวิภาค จมน้ำเสียชีวิตในบ่อเก็บศพ แต่ไม่มีภาพบันทึกเหตุการณ์
ที่น่าประหลาดคือ ตำแหน่งศพของอาจารย์เฉินกั๋วฝูอยู่ตรงจุดเดียวกับที่เคยใช้แช่ศพของเสี่ยวอวี่
ในกลุ่มสนทนาเล็กๆ ของเพื่อนในห้องเรียน หลายคนกำลังพูดคุยกันถึงเรื่องนี้
มีคนตั้งข้อสงสัยว่าศพหญิงที่เราศึกษาในคาบกายวิภาควันนั้นอาจมีบางอย่างผิดปกติ
บางคนพูดถึงผมว่าหายไปจากชั้นเรียนก่อน จากนั้นก็มีการเสียชีวิตของจางเฉียงและอาจารย์เฉินกั๋วฝูตามมา
ถึงขั้นมีบางคนแท็กชื่อผมในกลุ่ม แต่สองสามวันนี้ผมวุ่นวายกับการถูกผีตามจนไม่มีอารมณ์ไปอ่านบทสนทนาในกลุ่มเลย
หลังจากดูข้อความในมือถืออยู่สักพัก เครื่องก็ร้อนจนน่ากลัว ผมจึงต้องปิดเครื่องแล้วเอนตัวพิงเบาะบนรถบัส
แม้ว่าผมจะอดนอนมาทั้งคืน แต่ความกระวนกระวายใจทำให้ผมไม่มีทีท่าว่าจะง่วงเลย
ในเมื่อรถบัสรอบนี้มีผู้โดยสารไม่มาก ผมจึงเลือกนั่งที่ใกล้กับที่นั่งคนขับมากที่สุด
จากนั้นผมก็ลองถามคนขับว่า “พี่ครับ รู้จักรถบัสสาย ‘330’ ไหม”
เพราะรถคันนั้นช่วยให้ผมส่งลุงอวี๋ไปถึงโรงพยาบาลได้ทันเวลา ผมจึงอยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมัน
แต่ทันทีที่พูดจบ ผมสังเกตเห็นผ่านกระจกมองหลังว่า สีหน้าของคนขับเปลี่ยนไปเล็กน้อย
เขาเงยหน้าขึ้นมองผมผ่านกระจกมองหลังอย่างรวดเร็ว…
“นายรู้จักรถบัสสาย ‘330’ ด้วยเหรอ”
“ผมเคยได้ยินคนพูดถึง มีรถคันหนึ่งที่ใช้ทะเบียน JK7231 พูดกันว่าเป็นรถบัสลี้ลับ คุณพอจะรู้อะไรบ้างไหม”
ผมไม่ได้ถามตรงๆ แต่เลือกใช้วิธีถามอ้อมๆ แทน เพราะคิดว่าคนขับรถบัสน่าจะรู้เรื่องพวกนี้อยู่บ้าง
เมื่อคนขับได้ยินผมพูด โดยเฉพาะตอนที่ผมเอ่ยถึงหมายเลขทะเบียน สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
ขณะที่จับพวงมาลัยไว้แน่น เขาตอบเสียงเบาๆ ว่า “นั่นเป็นสายรถบัสเมื่อสิบกว่าปีก่อน ตอนนี้คนที่รู้จักสายนี้หรือหมายเลขทะเบียนนี้มีไม่มากแล้ว”
“พี่ครับ เคยเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับรถบัสสายนี้หรือเปล่า”
ผมถามต่ออย่างอยากรู้ อยากเจาะลึกถึงเรื่องราวของมัน
คนขับรถซึ่งดูเหมือนอยู่ในวัยกลางคน เมื่อได้ยินคำถามของผม ใบหน้าก็เผยความรู้สึกเศร้าหมองออกมาเล็กน้อย…
เขาลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะพูดขึ้นว่า “เมื่อสิบกว่าปีก่อน รถบัสสาย ‘330’ คันที่เลขทะเบียน JK7231 ตกลงไปในอ่างเก็บน้ำต้าเถียนวาน ผู้โดยสารสิบสองคนบนรถ รวมถึงภรรยาของผมกับลูกน้อยที่เพิ่งครบเดือน ไม่มีใครรอดกลับมาเลย”
เมื่อได้ยินดังนั้น หัวใจผมก็เหมือนถูกกระตุกแรงๆ ทันใดนั้นผมนึกถึงตอนที่ขึ้นรถบัส เห็นผู้หญิงคนหนึ่งนั่งให้นมลูกอยู่แถวหน้าสุด
หรือว่า…จะเป็นภรรยากับลูกของคนขับคนนี้
ความคิดนี้ทำให้ผมรู้สึกตื่นตะลึงอย่างบอกไม่ถูก มันจะบังเอิญเกินไปไหม
คำถามของผมดูเหมือนจะไปสะกิดความทรงจำของเขาเข้าอย่างจัง สีหน้าของเขาดูเศร้าหมอง ดวงตาเริ่มแดงก่ำ และมีน้ำตาคลอเบ้าเล็กน้อย…
เขาขับรถไปพลาง ใช้เสียงที่พยายามทำให้ดูเหมือนไม่ใส่ใจนักพูดต่อว่า “หลายปีมานี้มีข่าวลือแปลกๆ เกี่ยวกับรถคันนี้ มีคนบอกว่าเคยเห็นมันบนถนน และบางคนก็พูดว่า พวกเขาเคยขึ้นรถคันนี้มาแล้ว แต่ผมทำงานที่นี่มาประมาณเจ็ดแปดปี เมื่อมีโอกาสก็จะไปที่เส้นทางเดินรถของสาย ‘330’ แต่ผมไม่เคยเห็นมันสักครั้งเดียว คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องโกหกทั้งนั้น”
เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่แฝงความเศร้า “แต่ถ้าสิ่งที่เขาว่ามันเป็นเรื่องจริง ผมเองก็อยากจะขึ้นไปดูสักครั้ง บางที…ผมอาจจะได้เจอเธอกับลูกสาวอีกสักครั้ง…”
[1] พลังหยาง เป็นตัวแทนของความร้อน ความอบอุ่นและพลังชีวิต