ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 33 มาอีกครั้ง แก้ได้ในเบ็ดเดียว
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 33 มาอีกครั้ง แก้ได้ในเบ็ดเดียว
ผมมีทางเลือกไหม แน่นอนว่าไม่มีเลย หลังจากได้รู้ที่มาที่ไปอย่างชัดเจน ผมก็ตระหนักถึงปัญหาของตัวเองว่าแท้จริงแล้วมันอยู่ที่ดวงชะตา
ดวงของผมอ่อนมาก แถมยังมีสี่มหาเคราะห์ติดตัวมาแต่กำเนิด อายุยิ่งมาก เคราะห์ร้ายเหล่านี้ก็ยิ่งทับถม ดวงที่อ่อนแออยู่แล้วก็ถูกบดบัง ทำให้ต้องเจอวิญญาณร้าย
ในฐานะคนที่ใกล้จะตาย หากอยากรอด ผมก็ต้องเรียนรู้ที่จะหาโชคให้ตัวเอง
วิธีที่อาจารย์ซ่งเสนอมาเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดของผมในตอนนี้ แม้ว่าในห้าปีนี้จะต้องทำงานให้เขา แต่ก็ยังดีกว่าตาย…
พอคิดได้แบบนี้ ผมก็เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยกับอาจารย์ซ่งว่า “อาจารย์ซ่ง ขอแค่ท่านช่วยชีวิตผม ผมยินดีเป็นศิษย์ และทำงานให้เป็นเวลาห้าปีครับ”
พูดจบ ผมก็เตรียมจะคุกเข่าลงเพื่อทำพิธีคำนับอาจารย์ แต่อาจารย์ซ่งกลับเอ่ยขึ้นมาอย่างกะทันหันว่า “ช้าก่อน!”
ผมชะงักไปทันที ทำไมถึงให้หยุด ไม่ใช่ต้องการให้ผมเป็นศิษย์หรือ ผมกำลังจะคำนับแล้วแท้ๆ
อาจารย์ซ่งลูบเคราแพะของเขาแล้วกล่าวว่า “งานของพวกเรา กินข้าวจากศพ หารายได้จากเงินของคนตาย ต้องอยู่กับศพและวิญญาณร้ายตลอดทั้งปี แม้จะเป็นอาชีพนอกกระแส แต่ถ้ามีคนใหม่จะเข้ามา ก็ทำอย่างลวกๆ ไม่ได้ ถ้านายเลือกจะเป็นศิษย์ของฉันก็ต้องทำต่อหน้าท่านปรมาจารย์ต้นสาย และในฐานะอาจารย์ ฉันก็ต้องแสดงฝีมือให้นายดูเหมือนกัน รออีกหน่อย ให้เจ้าสิ่งสกปรกที่ตามรังควานนายมาที่นี่ก่อน”
พูดจบ เขาก็หยิบคันเบ็ดขึ้นแล้วเหวี่ยงสายลงน้ำ ผมยืนอยู่ข้างหลัง ไม่พูดอะไรสักคำ ตอนนี้ในใจรู้สึกสับสนอย่างบอกไม่ถูก เพราะผมไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะต้องมาทำอาชีพเก็บศพ ไม่เคยคิดมาก่อนเลยจริงๆ…
ดวงชะตาของผมอ่อนแอเหลือเกิน อายุสั้น ดวงอ่อน แถมยังแบก ‘สี่มหาเคราะห์’ ไว้บนตัว รวมถึงเรื่องของเสี่ยวอวี่ที่ในช่วงปีที่ผ่านมาได้เสียสละเพื่อผมมาตลอดอย่างเงียบๆ
ตอนนี้เธอเป็นอย่างไร เกิดอะไรขึ้นที่ทำให้เธอปกป้องตัวเองไม่ได้
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของจางเฉียง เพื่อนร่วมห้องของผมและอาจารย์วิชากายวิภาคที่เสียชีวิตไป พวกเขาตายอย่างปกติจริงหรือไม่
หัวของผมเต็มไปด้วยคำถามมากมายที่สับสนอลหม่าน แต่ละคำถามถักทอซับซ้อนจนหาคำตอบไม่ได้
ผมยืนอยู่ด้านหลังอาจารย์ซ่ง มองเขาตกปลาอย่างเงียบๆ
เราไม่ได้พูดคุยอะไรกัน มีเพียงเสียงเหวี่ยงเบ็ดดัง “ฟู่ๆ” เป็นระยะ
ไม่ทันไร เวลาก็ล่วงเลยมาถึงเกือบห้าทุ่มแล้ว บริเวณท่าเรือเหลือเพียงผมกับอาจารย์ซ่งเท่านั้น
ริมฝั่งแม่น้ำยามค่ำคืนหนาวเย็นจับขั้วหัวใจ ลมที่พัดผ่านมาบ้างเป็นบางครั้งทำเอาผมสั่นสะท้านไปทั้งตัว
แม้อาจารย์ซ่งจะนั่งหันหลังให้ผม แต่ก็ดูเหมือนว่าเขาจะสังเกตเห็นว่าผมกำลังหนาวจนตัวสั่น…
อาจารย์ซ่งเอ่ยขึ้นว่า “ริมแม่น้ำมีพลังลบมาก นายพลังหยางอ่อน ระวังจะเป็นหวัด”
พูดจบ เขาก็โยนเสื้อคลุมตัวหนึ่งมาให้โดยไม่หันมามองผม แล้วหันไปเปลี่ยนเบ็ดตกปลาใส่ตะขออันใหญ่เบ้อเริ่ม จนผมอดสงสัยไม่ได้ว่าเขากำลังจะตกฉลามหรือเปล่า
ผมหนาวจริงๆ จึงหยิบเสื้อคลุมนั้นมาสวม พร้อมพูดขอบคุณว่า “ขอบคุณครับ!”
เมื่อใส่เสื้อแล้ว ความหนาวเย็นก็ลดลงไปบ้าง แต่ทันใดนั้นกลิ่นคาวปลาจางๆ ก็ลอยมากับลมแม่น้ำ กลิ่นนี้จางมาก แต่ก็ค่อยๆ เข้มขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อได้กลิ่น ผมถึงกับใจหล่นวูบ กลิ่นนี้มันเหมือนกลิ่นที่มาจากตัวจางเฉียงไม่มีผิด
ผมรีบมองไปรอบๆ แต่ในความมืดรอบตัว กลับไม่เห็นเงาของใครเลยแม้แต่คนเดียว ผมจึงรีบเอ่ยขึ้นด้วยความตื่นตระหนกว่า “อาจารย์ซ่ง ผมรู้สึกเหมือน…เหมือนสิ่งที่ตามรังควานผมมันมาแล้ว…”
ผมพูดพลางกวาดตามองไปรอบๆ ด้วยความประหม่า…
อาจารย์ซ่งไม่แม้แต่จะขยับตัว เพียงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า “มาก็ดี รอทั้งคืนแล้ว”
กลิ่นคาวปลาเหม็นคละคลุ้งยิ่งขึ้นจนแทบอาเจียน จู่ๆ เสียงเย็นเยียบเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลังของผม “เจียงหนิง นายควรตามฉันไปได้แล้ว…”
เสียงนั้นทำให้ขนลุกซู่ ตัวผมแข็งทื่อไปชั่วขณะ ก่อนจะค่อยๆ หันกลับไปมอง พบว่าจางเฉียง ผีจมน้ำที่รังควานผมยืนอยู่ห่างออกไปเพียงห้าเมตรโดยที่ไม่รู้ตัว เขายืนอยู่ด้วยใบหน้าซีดขาว เนื้อตัวบวมเป่ง น้ำหยดแหมะๆ จากตัวไม่ขาดสาย…
แต่ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง อาจารย์ซ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าผมกลับแค่นเสียงเย็นชา พร้อมทั้งสะบัดคันเบ็ดในมือ “ฟิ้ว!” เสียงเบ็ดตกปลาขนาดใหญ่เหวี่ยงผ่านอากาศไปทางด้านหลังของผม
ปลายตะขอขนาดใหญ่นั้นพุ่งเป็นเส้นโค้งในอากาศ และเกี่ยวเข้าที่ปากของจางเฉียงทันที
ยังไม่ทันที่จางเฉียงจะได้ตอบสนอง อาจารย์ซ่งก็สะบัดคันเบ็ดในมืออีกครั้งอย่างแรง ร่างของจางเฉียงที่ถูกตะขอเกี่ยวอยู่ก็ถูกเหวี่ยงลอยขึ้น “ตู้ม!” เขาถูกเหวี่ยงลงไปในแม่น้ำดังสนั่น
จางเฉียงดิ้นพล่านอยู่ในน้ำ เสียงครางต่ำ “อื๊อๆ” ดังออกมา พร้อมกับเสียงน้ำกระจาย “ซ่าๆ”
อาจารย์ซ่งคล้ายกับกำลังตกปลายักษ์ คันเบ็ดที่ถืออยู่ถึงกับโค้งงอ แต่ท่าทีเขากลับดูสบายๆ แค่แสยะยิ้ม ก่อนสะบัดคันเบ็ดอย่างใจเย็น เหมือนกำลัง ‘เล่นกับปลา’ มากกว่าเล่นกับผี
ผมยืนอยู่ริมฝั่ง มองเหตุการณ์ด้วยความตกตะลึง “นี่จับผีแบบนี้ก็ได้เหรอ” ถึงตอนนี้ผมถึงเข้าใจว่า ตะขอเบ็ดขนาดใหญ่ที่อาจารย์ซ่งเตรียมไว้ ไม่ได้มีไว้จับปลายักษ์ แต่เตรียมไว้สำหรับจับผีนี่เอง…
ผมมองจางเฉียง ผีจมน้ำที่หลอกหลอนผมจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดกำลังถูกเย่อเหมือนปลาด้วยสายตาไม่เชื่อ แต่ในใจก็อดรู้สึกสะใจไม่ได้ ความอึดอัดที่กดดันผมมาตลอดหลายวันเหมือนถูกระบายออกในพริบตา
อาจารย์ซ่งที่ถือคันเบ็ดด้วยมือเดียวหัวเราะเยาะพร้อมพูดว่า “แรงดีนี่! ไม่แปลกใจเลยที่เจ้าอวี๋หลงจัดการนายไม่ได้ แต่ถ้ามาติดเบ็ดฉันแล้วละก็ วันนี้นายจบเห่แน่!”
อาจารย์ซ่งยกคันเบ็ดขึ้นอย่างแรงอีกครั้ง “ฟิ้ว!” เสียงตะขอเบ็ดที่เกี่ยวอยู่กับจางเฉียงดังขึ้น ร่างของเขาถูกดึงขึ้นจากน้ำในพริบตา และ “โครม!” ร่างนั้นกระแทกลงบนฝั่งอย่างแรง
ทันทีที่ร่างของจางเฉียงตกลงพื้น ก็ปล่อยควันดำพวยพุ่งออกมา แต่ควันเหล่านั้นกลับจางหายไปอย่างรวดเร็ว
ผีจมน้ำที่เคยเป็นที่ครั่นคร้าม บัดนี้นอนนิ่งสนิทบนพื้น ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้อีกแล้ว ที่น่าตกใจคือ น้ำที่ไหลออกมาจากตัวเขาเป็นสีดำสนิท และภายในเวลาไม่นานบนพื้นก็มีแอ่งน้ำดำขนาดใหญ่
พร้อมๆ กับน้ำดำที่ค่อยๆ ไหลออกมา กลิ่นเหม็นคาวปลาและความเย็นยะเยือกที่เคยปกคลุมรอบตัวเขาก็เริ่มจางหายไปเช่นกัน
ผมยืนมองด้วยความตกตะลึง ขณะที่อาจารย์ซ่งหันมาถามว่า “นี่คือผีจมน้ำที่ตามรังควานนายอยู่ใช่ไหม”
ผมพยักหน้ารัวๆ พร้อมกับมองอาจารย์ซ่งด้วยสายตาชื่นชม “ใช่ครับ เขาคือจางเฉียง เพื่อนร่วมห้องของผม”
ในใจผมรู้สึกว่าอาจารย์ซ่งเก่งมาก เขาจัดการจางเฉียงได้อย่างง่ายดายและเด็ดขาดนัก!
อาจารย์ซ่งเห็นผมพยักหน้าแล้วจึงพูดต่อว่า “ผีจมน้ำตัวนี้ยังไม่กลายเป็นผีอาฆาต มีเพียงแค่ความอาฆาต ไม่มีพลังลบ ตอนนี้ฉันได้กำจัดความอาฆาตในตัวมันไปแล้ว อีกสักพักมันจะกลับสู่สภาพปกติ นายจะต้องถามมันว่ามันตายยังไง ให้มันรู้ตัวว่าตายไปแล้ว หลังจากนั้นฉันจะสอนนายส่งมันไปสู่สุคติ นายจะได้ทั้งช่วยปลดปล่อยมันและรับพรจากมันด้วย”
ผมได้ยินดังนั้น ใจเต้นโครมครามด้วยความตื่นเต้นและประหม่า ผีที่เคยดูน่ากลัวถูกจัดการได้อย่างง่ายดายแบบนี้ อาจารย์ซ่งนี่ต้องเรียกว่าขั้นเทพจริงๆ
ผมตอบรับด้วยเสียงหนักแน่น “ครับ” ก่อนจะเดินตรงไปหาจางเฉียงด้วยความตื่นตัว ในขณะที่อาจารย์ซ่งยืนพิงคันเบ็ดสูบบุหรี่ด้วยท่าทีสบายๆ
ผมก้มลงมองจางเฉียงที่นอนนิ่งอยู่ตรงหน้า เขาไม่ขยับเลย ตะขอยังคาอยู่ที่ปาก รอบตัวเขาเต็มไปด้วยน้ำดำที่ไหลออกมา แต่รูปลักษณ์ของเขากลับคืนสู่สภาพปกติ ไม่มีอาการบวมหรือเน่าเปื่อยอีกต่อไป หากไม่นับสีผิวซีดขาว เขาดูเหมือนคนธรรมดาที่กำลังหลับ
ผมสูดหายใจลึกเพื่อรวบรวมความกล้า จากนั้นก็ค่อยๆ ดึงตะขอเบ็ดขนาดใหญ่ที่ติดอยู่กับปากเขาออกมา
แต่ในขณะที่ผมดึงตะขอออกได้สำเร็จ ร่างของจางเฉียงที่นอนนิ่งก็สะดุ้งเฮือกขึ้นมาทันที ตามด้วยการลืมตาโพลง เขาจ้องผมเขม็งจนตาแทบจะถลนออกมา ผมถึงกับชะงักค้างในวินาทีนั้น!