ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 34 ฟื้นสติ ความจริงเบื้องหลังการตาย
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 34 ฟื้นสติ ความจริงเบื้องหลังการตาย
จางเฉียงลืมตาโพลงจนลูกตาแทบถลนออกมา ทำเอาผมสะดุ้งโหยง เพราะเจ้าหมอนี่ตามหลอกหลอนผมมาหลายวันแล้ว ผมรีบถอยหลังไปก้าวหนึ่งด้วยความระแวง บรรยากาศมันหลอนเกินไปจริงๆ
แต่ทันใดนั้นเอง จางเฉียงที่เพิ่งลืมตาขึ้นมากลับพูดกับผมด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “เจียงหนิง…อาจารย์ให้ฉันมาตามนายกลับไป…”
คำพูดประโยคแรกของเขาทำให้ผมขนลุกซู่ขึ้นมาทันที เขายังไม่รู้สึกตัวอีกเหรอ แต่พอมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา แม้มันจะเบิกโพลง แต่ก็ไม่มีความดุร้ายเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว
ผมไม่คิดอะไรมาก ฟาดมือไปที่หน้าของเขาเต็มแรง “เพียะ!” เสียงดังสนั่น จางเฉียงถึงกับมึนงงไปเลย
“กลับบ้าบออะไร นายตายแล้วรู้ตัวไหม! ตายไปแล้วยังจะตามมารังควานฉันอีก รู้บ้างไหมหา!“ ผมตะคอกลั่น ไม่อยากเสียเวลาพูดจาอ้อมค้อมกับเขาอีกต่อไปแล้ว
หลังจากที่ผมตบหน้าไปเต็มแรง จางเฉียงกุมหน้า ในดวงตาที่เบิกโพลงค่อยๆ คลายความแข็งกร้าวลง เขามองผมด้วยความงุนงง ราวกับยังไม่เข้าใจอะไร
“ตาย…ตายเหรอ ตายอะไร!”
“นายลองคิดให้ดีสิ นายมาอยู่ที่นี่ทำไม มาหาฉันทำไม” ผมพูดต่อด้วยสีหน้าจริงจัง
จางเฉียงกวาดตามองไปรอบๆ บรรยากาศ เขาดูสับสนอย่างเห็นได้ชัด และพยายามนึกย้อนกลับไป “ที่นี่ที่ไหน...ทำไมฟ้ามืดแล้ว อาจารย์เฉินให้ฉันมาตามนายกลับไปเรียน…ฉัน…ฉันเพิ่งออกมาจากห้องชันสูตรนี่นา ตอนเดินผ่านสะพานเสี่ยวไป๋…”
เขาพึมพำกับตัวเอง แต่ทันทีที่พูดถึงคำว่า ‘สะพานเสี่ยวไป๋’ สีหน้าของเขาก็แข็งค้างราวกับนึกอะไรออก ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดผวา เขาหันมามองผมด้วยสายตาตื่นตระหนก แล้วพูดติดๆ ขัดๆ ด้วยเสียงสั่นเครือว่า
“ฉัน…ฉันกระโดดลงไปเอง…แล้ว…ฉันก็ตาย…”
เขาอ้าปากค้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ราวกับไม่อยากเชื่อว่าตัวเองได้ตายไปแล้วจริงๆ
ผมพยักหน้าเบาๆ “ใช่ นายตายไปแล้ว และตามรังควานฉันมาสี่วันเต็มๆ”
ใบหน้าของจางเฉียงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ราวกับไม่สามารถยอมรับความจริงได้ “ไม่…ไม่จริง ฉัน…ฉันยังสบายดีอยู่นี่ไง…”
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ ก็มีเสียงของอาจารย์ซ่งดังขึ้นจากด้านหลัง “สบายดีบ้าอะไร แกลองจับดูสิว่ามีความอุ่นไหม หัวใจเต้นอยู่หรือเปล่า”
จางเฉียงได้ยินดังนั้นก็เผลอยกมือขึ้นมาจับที่ตำแหน่งหัวใจของตัวเองอย่างลนลาน แต่เขาเป็นเพียงวิญญาณ จะรู้สึกถึงจังหวะการเต้นของหัวใจได้อย่างไร
ทั้งตัวเขาเต็มไปด้วยความเย็นยะเยือก แข็งทื่อราวกับน้ำแข็ง ความหวาดกลัวค่อยๆ ปรากฏบนใบหน้าของเขา ทั้งยังเริ่มกดมือลงที่หน้าอกซ้ำๆ เหมือนพยายามจะหาหัวใจของตัวเอง “ไม่จริง…ฉันเพิ่งอายุแค่ยี่สิบ...ฉันเพิ่งมีแฟนเอง…”
พูดมาถึงตรงนี้ ความทรงจำในวินาทีสุดท้ายก่อนตายก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขา จางเฉียงทนไม่ไหวอีกต่อไป
เสียงสะอื้นดังขึ้นพร้อมกับน้ำตาที่ไหลริน เขาทรุดตัวลงไปคุกเข่าบนพื้น ร้องไห้ออกมาอย่างหมดอาลัยตายอยาก ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเศร้าและความสิ้นหวังอย่างเห็นได้ชัด
อาจารย์ซ่งเดินเข้ามาใกล้พร้อมกับคาบบุหรี่ไว้ที่มุมปาก สีหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ เขาจ้องมองจางเฉียงที่กำลังร้องไห้ ก่อนจะพูดขึ้นว่า
“แกไม่ได้ตายแบบปกติ แต่ตายด้วยความอาฆาต พอเป็นแบบนี้เลยจำไม่ได้ว่าตัวเองตายยังไง แต่เพราะแกเพิ่งตายไปไม่กี่วัน และยังไม่ได้ทำร้ายใครนัก วิญญาณเลยมีบาปติดตัวไม่มาก ตอนนี้ลองคิดให้ดีสิ ก่อนตายแกเจออะไรมา ทำไมถึงกระโดดลงทะเลสาบฆ่าตัวตาย”
สิ่งที่อาจารย์ซ่งถามก็ตรงกับข้อสงสัยตลอดหลายวันที่ผ่านมาของผม ผมเคยดูข้อความในกลุ่มแชตของเพื่อนๆ พวกเขาบอกว่า ตอนนั้นจางเฉียงออกมาจากห้องชันสูตร แล้วเดินตรงไปที่สะพานเสี่ยวไป๋เหนือทะเลสาบชุ่ยหลิ่ว เขายืนอยู่ตรงนั้นสักพัก ก่อนจะกระโดดลงไป
กว่าเพื่อนจะผ่านไปเห็นและรีบลงไปช่วย เขาก็จมน้ำตายไปแล้ว ส่วนสาเหตุว่าทำไมเขาถึงกระโดดลงทะเลสาบนั้นยังคงเป็นปริศนา
แต่ผมเชื่อว่ามันอาจจะเกี่ยวข้องกับเหรียญในปากของเสี่ยวอวี่ ไม่มากก็น้อย…
จางเฉียงอารมณ์แปรปรวนอย่างมาก แต่ผมกับอาจารย์ซ่งก็ไม่ได้เร่งรัดให้เขาพูดอะไร รอให้เขาร้องไห้จนพอใจและค่อยๆ ยอมรับความจริงได้ จางเฉียงจึงหันมาพูดกับผมด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ฉัน…ฉันจำได้แล้ว จำได้ว่าหลังจากนายออกไป อาจารย์สั่งให้พวกเราหาเหรียญนั่นให้เจอ แล้วเอาไปวางไว้บนเตียงชันสูตร แต่ฉันมันโลภ เลยแอบเก็บเหรียญนั่นไว้เอง…”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อด้วยสีหน้าซีดเซียว “หลังจากนั้น ฉันก็เริ่มรู้สึกมึนๆ หัว อาจารย์เห็นว่าฉันเหม่อลอย เลยบอกให้ฉันไปตามนายกลับมา แต่ตอนที่ฉันเดินไปถึงสะพานเสี่ยวไป๋ ฉันได้ยินเสียงอะไรบางอย่างดังมาจากในน้ำ มันเหมือนมีคนเรียกฉันอยู่…”
จางเฉียงเล่าไป ใบหน้าเขาก็ยิ่งเต็มไปด้วยความหวาดกลัว “ฉันเลยยืนอยู่บนสะพานแล้วก้มลงไปดู แล้วหลังจากนั้นฉันก็เหมือนตกลงไปในน้ำ…ฉันสำลักน้ำไปสองสามที แล้วจากนั้นฉันก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย รู้แค่ว่าอยู่ดีๆ ฉันก็กลับไปที่ห้องพัก รู้สึกมึนหัวมาก เลยกินช็อกโกแลตของนาย แล้วก็รู้สึกว่ากลิ่นตัวของนายมันหอม…ฉันอดใจไม่ไหวที่จะดมมัน”
เขาหยุดพูดเหมือนพยายามเรียบเรียงความทรงจำ ก่อนพูดต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาและพร่าเลือน “หลังจากนั้น…ทุกอย่างก็เริ่มเลือนราง ฉันจำได้แค่ว่า อาจารย์ยืนอยู่ในห้องชันสูตร แล้วพูดซ้ำๆ บอกให้ฉันมาตามนาย…บอกให้พานายกลับไป เสียงอาจารย์ยังคอยเร่งเร้าอยู่ตลอดเวลา…”
จางเฉียงเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เขาจำได้ออกมา ผมกับอาจารย์ซ่งยืนฟังอย่างตั้งใจ
อาจารย์ซ่งสูบควันสุดท้ายจากบุหรี่ ก่อนจะดับมันด้วยเท้า แล้วหันมาพูดกับผมว่า
“ตอนนี้เหรียญนั่นอยู่ที่ไหน”
“อยู่กับลุงอวี๋ครับ! ลุงบอกว่าเป็นเหรียญนำวิญญาณ ตอนนี้พลังหยางของผมอ่อนแอเกินไป ลุงเลยเก็บไว้ให้ก่อน” ผมตอบตามความจริง
อาจารย์ซ่งหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนกล่าวว่า “การตายของเขาน่าจะเป็นเพราะความโลภ เอาเหรียญที่อยู่ในปากศพมา เหรียญนั้นดูดพลังหยางจากเขาจนหมด ทำให้ตอนเดินผ่านทะเลสาบถูกวิญญาณสกปรกในน้ำดึงดูด สุดท้ายก็ต้องจบชีวิตลงแบบนี้”
จางเฉียงได้ยินดังนั้น เขาก็ตบหน้าตัวเองแรงๆ หลายครั้ง “เพียะๆๆๆ” เสียงดังลั่น เขาตบไปพลางพูดไปด้วยความเสียใจ “เพราะความมือซนของผมแท้ๆ! ผมมันโลภเอง อาจารย์ก็สั่งแล้วว่า ถ้าใครเจอเหรียญต้องเอาไปส่งให้เขาจัดการ ผมดันแอบเอามันมาเอง…ตอนนี้เป็นไงล่ะ ชีวิตผมไม่มีแล้ว ชีวิตผมมันจบแล้วจริงๆ ฮือๆ…”
จางเฉียงร้องไห้โฮออกมา ใบหน้าเต็มไปด้วยความเสียใจและความสำนึกผิดที่กัดกินหัวใจเขา ด้วยไม่อาจย้อนเวลากลับไปแก้ไขสิ่งที่พลั้งทำได้อีกต่อไปแล้ว
ผมมองเขาแล้วได้แต่ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง โดยไม่พูดอะไรสักคำ อาจารย์ซ่งเอ่ยขึ้นว่า “พอได้แล้ว นายก็ตายไปแล้ว อย่าทำร้ายตัวเองแบบนี้อีกเลย ชีวิตและความตายล้วนมีลิขิต บางทีนี่อาจเป็นชะตาของนาย และการที่มาเจอฉันก็อาจเป็นชะตาของนายเหมือนกัน ตอนนี้ยังไม่ครบเจ็ดวัน นายยังมีโอกาสกลับไปดูบ้านเป็นครั้งสุดท้าย พอไปดูเสร็จ ฉันจะให้เสี่ยวเจียงจุดธูปส่งนาย นายก็ไปตามทางของตัวเองซะ ถ้าปล่อยเวลาให้ยืดเยื้อเกินไป พลังลบจะเริ่มก่อตัวขึ้นในร่างนาย แล้วนายจะค่อยๆ สูญเสียสติสัมปชัญญะ กลายเป็นวิญญาณอาฆาตร้ายกาจในที่สุด…”
จางเฉียงได้ยินดังนั้น เขาพยักหน้ารัวๆ แล้วพูดทั้งน้ำตา “ผมอยากกลับไปครับ อยากกลับไปเจอพ่อกับแม่เป็นครั้งสุดท้าย แต่ไม่รู้ทำไม อยู่ๆ ผมก็หลงทาง แยกแยะไม่ถูกว่าต้องไปทางไหน...”
แม้จางเฉียงจะจำที่อยู่ของบ้านตัวเองได้ แต่กลับไม่รู้ว่าต้องเดินไปทางไหนหรือจะกลับบ้านอย่างไร เขาแยกไม่ออกทั้งทิศทางและระยะทาง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบ้านตัวเองอยู่ใกล้หรือไกลแค่ไหน…
ผมเคยได้ยินผู้ใหญ่ในหมู่บ้านพูดกันตอนกินอาหารในงานศพว่า คนตายแล้วจะต้องตั้งธงเรียกวิญญาณ พร้อมกับจุดธูปที่หน้าประตูบ้าน และต้องมีตะเกียงยาวจุดไว้ที่หน้าโลงศพ ไม่เช่นนั้น วิญญาณของคนตายจะหาทางกลับบ้านไม่เจอ และแยกแยะทิศทางไม่ออก
ตอนนั้นผมก็ฟังผ่านๆ คิดว่าเป็นแค่เรื่องเล่าหรือขนบธรรมเนียมโบราณ ไม่ได้ใส่ใจอะไร แต่พอมาฟังจางเฉียงพูดแบบนี้ ผมถึงเข้าใจว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องจริง คนตายกลายเป็นวิญญาณ โดยเฉพาะคนที่ตายโหง พวกเขาจำเป็นต้องมีคนช่วยนำทางจึงจะกลับบ้านได้
อาจารย์ซ่งเห็นท่าทีนี้แล้วก็หันมาพูดกับผมว่า “เสี่ยวเจียง ไปเอาถุงสีเหลืองในกล่องใส่อุปกรณ์ตกปลาของฉันมาให้หน่อย”
“ได้ครับ อาจารย์ซ่ง” ผมรีบรับคำสั่ง ก่อนจะวิ่งไปที่กล่องตกปลาอย่างรวดเร็ว
ผมเปิดกล่องใส่อุปกรณ์ตกปลาของอาจารย์ซ่ง ข้างในมันดูรกเลอะเทอะไปหมด แต่มีถุงสีเหลืองใบหนึ่งที่มีสัญลักษณ์หยินหยางติดอยู่บนผืนผ้า ผมไม่รู้ว่าข้างในใส่อะไรไว้ แต่ก็หยิบมันออกมาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินกลับไปหาอาจารย์ซ่งกับจางเฉียง
เมื่อไปถึง อาจารย์ซ่งก็พูดขึ้นว่า “เสี่ยวเจียง เอากระดาษเหลืองกับพู่กันในถุงออกมา เขียนที่อยู่บ้านของเพื่อนนายกับวันเดือนปีเกิด จากนั้นก็จุดธูปซะ เพื่อนนายจะได้กลับบ้านได้”