ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 4 ช็อกโกแลตกับเหรียญที่กลับมา
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 4 ช็อกโกแลตกับเหรียญที่กลับมา
ตอนนี้ผมไวต่อเรื่องเหรียญมากเป็นพิเศษ เลยมองมันอยู่นานกว่าปกติ
แล้วสิ่งที่ผมพบกลับทำให้ต้องตกตะลึง
เหรียญนั้น…คือเหรียญที่ผมดึงออกมาจากปากของเสี่ยวอวี่เมื่อวาน และจางเฉียงเอากลับมาที่ห้องพัก
ทั้งที่จางเฉียงบอกว่าจะเอาเหรียญนั้นไปซื้อโจ๊กในตอนเช้า แต่ไอ้หมอนั่นทำไมถึงเอาเหรียญมาวางบนโต๊ะผมอีกล่ะ
แล้วยังมีช็อกโกแลตอีก...ไม่ใช่ว่าจางเฉียงกินไปแล้วเหรอ ทำไมมันถึงกลับมาอยู่ที่เดิม
หรือว่าผมจำผิด?
ไม่…เป็นไปไม่ได้
คำอธิบายเดียวคือ จางเฉียงซื้อช็อกโกแลตใหม่มาแล้ววางไว้ที่เดิม แต่ผมไม่คิดว่าหมอนั่นจะกินของของผมแล้วยังซื้อคืนมาให้
ความรู้สึกไม่ดีบางอย่างเริ่มคืบคลานเข้ามาในใจผมราวกับจะมีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้น
โดยเฉพาะเหรียญที่เสี่ยวอวี่เคยคาบไว้ซึ่งถูกวางทับบนช็อกโกแลต
ผมหยิบช็อกโกแลตขึ้นมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ความรู้สึกประหลาดทำให้ผมเริ่มกังวล
ด้วยความกระวนกระวาย ผมค่อยๆ แกะกระดาษห่อช็อกโกแลตออก แล้วกัดมันเบาๆ หนึ่งคำ แต่ทันทีที่ช็อกโกแลตสัมผัสลิ้น ผมรู้สึกเหมือนร่างกายเย็นวาบไปครึ่งตัว
ช็อกโกแลตในปากไม่มีรสขม ไม่มีรสหวาน หรือแม้แต่กลิ่นหอมของช็อกโกแลต
มันไร้รสชาติสิ้นดีราวกับกำลังเคี้ยวเทียนขี้ผึ้ง
ในเสี้ยววินาทีนั้น ผมเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบคายช็อกโกแลตไร้รสออกจากปากทันที
ผมหันไปมองเตียงของจางเฉียงและช็อกโกแลตในมือด้วยสีหน้าหวาดกลัว
บรรยากาศในห้องพักเหมือนจะเย็นยะเยือกและวังเวงขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
ผมเคยได้ยินคนเฒ่าคนแก่พูดไว้ว่า ของที่โดนสิ่งไม่สะอาดกินเข้าไปจะไม่มีรสชาติ
เมื่อนึกถึงพฤติกรรมแปลกๆ ของจางเฉียงเมื่อคืน ร่างกายของผมก็เริ่มรู้สึกขนลุกขึ้นมา
แล้วจู่ๆ โทรศัพท์บนโต๊ะก็สว่างวาบขึ้น
เป็นข้อความแจ้งเตือนในกลุ่ม ผมเหลือบมองคร่าวๆ และสะดุดตาเข้ากับคำว่า ‘ข่าวมรณกรรม’
มันคือข่าวการเสียชีวิตที่ถูกส่งในกลุ่มของชั้นเรียนพวกเราเอง
ความรู้สึกไม่ดีแผ่ซ่านไปทั่วจนผมใจสั่น รีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูด้วยความหวาดกลัว
ทันทีที่ผมเปิดข้อความอ่าน ร่างกายของผมก็เย็นวาบไปทั้งตัว
[เพื่อนร่วมชั้น จางเฉียง เสียชีวิตเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม ปี 20xx เวลา 18.00 น. ที่ทะเลสาบชุ่ยหลิ่วในมหาวิทยาลัย ด้วยอายุ 20 ปี…]
ข้อความแจ้งข่าวการเสียชีวิตถูกส่งมาจากอาจารย์ที่ปรึกษาของเรา
ข้างล่างเต็มไปด้วยข้อความตอบกลับจากเพื่อนร่วมชั้นว่า ‘ขอให้ไปสู่สุคติ’
หลังจากอ่านข่าวนี้จบ ขนทั่วร่างของผมลุกชันไปหมด
เมื่อวานตอนที่จางเฉียงกลับมาก็น่าจะประมาณหกโมงเย็น
เขายังพูดอยู่เลยว่าได้ยินเสียงคนเรียกชื่อเขาที่สะพานเสี่ยวไป๋ ซึ่งสะพานนั้นอยู่ข้างทะเลสาบชุ่ยหลิ่ว
เป็นไปได้สูงว่า…นั่นคือช่วงเวลาที่เขาเสียชีวิต
แล้วเมื่อคืน…คนที่บอกว่าหนาวจนต้องยืมผ้าห่ม และยังมานั่งหายใจใกล้ๆ เตียงผม…จางเฉียง…นั่นมันผี!
ในวินาทีนั้นเอง ทุกอย่างก็ชัดเจนขึ้นในหัวของผม
เขาตายแล้ว แต่กลับมาอีกครั้ง…และที่แย่ที่สุด เขายังเอาเหรียญนั้นมาให้ผมอีก!
มันเหมือนมีใครเอาน้ำเย็นสาดลงมาทั้งตัว ทำให้ผมรู้สึกเย็นวาบตั้งแต่หัวจรดเท้า
แล้วผมจะอยู่ในห้องพักนี้ต่อไปได้ยังไง
ผมหันหลังเตรียมจะวิ่งออกจากห้องทันทีด้วยความตื่นตระหนก แต่พอถึงหน้าประตู สติที่เหลืออยู่เพียงเล็กน้อยก็รั้งผมไว้
ผมหันกลับไปมองเหรียญที่อยู่บนโต๊ะอีกครั้ง
การตายของจางเฉียง…ผมไม่คิดว่ามันจะเป็นอุบัติเหตุ
ตอนที่เขากลับมาเมื่อวาน เขาถือเหรียญนี้มา
ตอนนี้เหรียญนั้นก็ถูกวางไว้บนโต๊ะของผม แถมยังอยู่บนช็อกโกแลตที่เขากินไปแล้ว
หรือว่านี่คือ…เขาจ่ายเหรียญหนึ่งหยวนเพื่อซื้อช็อกโกแลตจากผม?
ถ้าผมหนีไปโดยไม่จัดการกับเหรียญนี้ บางที…ผมอาจจะเจอเรื่องเลวร้ายเหมือนจางเฉียงก็ได้
ผมไม่อยากเสี่ยงกับเรื่องนี้
แม้จะกลัวจนใจสั่น แต่ผมก็ไม่ได้ปล่อยให้ความกลัวครอบงำจนไม่สามารถคิดอะไรได้
ผมรีบวิ่งกลับไปที่โต๊ะ และหยิบเหรียญนั้นขึ้นมา
ถ้านับจากช่วงเวลาที่จางเฉียงมาขอช็อกโกแลตจากผม เหรียญนี้มาอยู่ในมือผมยังไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมง เพราะฉะนั้นผมต้องกำจัดมันภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงนี้
ถ้าทำได้ เรื่องนี้ก็คงจะไม่เกี่ยวข้องกับผมอีกต่อไป…เหมือนกับตอนที่เสี่ยวอวี่ให้เหรียญกับผม แล้วบอกให้ใช้มันให้หมดภายในหนึ่งวัน
ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม เหรียญนี้ต้องไม่อยู่กับผมอีกต่อไป
เพื่อนนักศึกษาที่เดินผ่านไปมาต่างมองผมด้วยสายตาแปลกๆ
แต่ผมไม่ได้สนใจพวกเขา เพราะไม่มีใครหรอกที่จะเชื่อในสิ่งที่ผมเผชิญ สิ่งที่ผมเห็น คนเดียวที่จะช่วยตัวเองได้ก็คือผมเท่านั้น
พอผมลงมาถึงด้านล่างของตึก ท้องฟ้าก็เริ่มมืดสลัว
ทั่วทั้งมหาวิทยาลัยกำลังอาบไล้ไปด้วยแสงสีส้มแดงของพระอาทิตย์ตกดิน
นักศึกษาที่เดินผ่านไปมา บ้างก็พูดคุย บ้างก็หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
แต่ผมกลับรู้สึกเหมือนกำลังถูกบีบคั้นในใจอย่างหนัก
เหลือเวลาเพียงแปดนาที ก่อนจะถึงหกโมงเย็น ซึ่งเป็นเวลาที่จางเฉียงเสียชีวิตเมื่อวาน
ถ้าผมสามารถใช้เหรียญนี้ให้หมดภายในแปดนาที ทุกอย่างก็คงจะจบลงด้วยดี…ใช่ไหม
หอพักอยู่ใกล้ประตูฝั่งตะวันตกของมหาวิทยาลัย ด้านนอกนั้นเป็นสตรีตฟู้ด
แต่ก่อนเวลาผมใช้เหรียญที่เสี่ยวอวี่เอามาคืน ผมก็มักจะมาซื้อของที่ถนนสายนี้เสมอ
ผมไม่เข้าใจเลยว่า ‘เหรียญ’ นี้มันมีความพิเศษอะไร แต่พ่อค้าแม่ค้าที่เคยรับเหรียญพวกนี้ไปก็ยังคงสบายดี ไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นกับพวกเขา
สิ่งที่ผมต้องทำตอนนี้ก็คือทำเหมือนทุกครั้ง เอาเหรียญนี้ไปซื้อของอะไรก็ได้เพื่อใช้มันให้หมด
คิดได้ดังนั้น ผมก็กำเหรียญในมือวิ่งออกจากประตูทิศตะวันตกทันที
พอถึงถนน ผมเห็นว่าผู้คนพลุกพล่านไปหมด
ด้วยความที่เป็นช่วงเวลามื้อเย็น ร้านอาหารทุกร้านเต็มไปด้วยผู้คน และบางร้านก็มีคิวรอ
ถนนสองข้างทางไม่มีร้านขายของชำ มีแต่ร้านเครื่องดื่มและร้านอาหารตามสั่ง
แต่ว่า…ตอนนี้เหลือเวลาแค่สี่นาทีก่อนจะถึงหกโมงเย็น
จะซื้ออะไรไม่สำคัญแล้ว สิ่งสำคัญคือผมต้องใช้เหรียญในมือให้หมดทันที
ผมกวาดตามองไปรอบๆ แล้วก็เห็นที่มุมถนนไม่ไกลมีรถเข็นขายหมึกย่างอยู่ร้านหนึ่ง
ร้านนี้แทบไม่มีคนเลย
เวลาสี่นาทีคงจะเพียงพอ ผมถือเหรียญในมือแล้วรีบวิ่งตรงไปทันที
ตรงหน้าผมมีคู่รักคู่หนึ่งกำลังจ่ายเงินกันอย่างอ้อยอิ่ง
ผมมองเวลาที่เหลือน้อยลงเรื่อยๆ ใจแทบจะขาดด้วยความร้อนรน
ในที่สุด ตอนที่เหลือเวลาอีกสามนาทีก็ถึงคิวผมเสียที
ผมหยิบหมึกหนึ่งไม้ขึ้นมาอย่างเร่งรีบแล้วพูดว่า “ลุงครับ รีบหน่อย ผมรีบ ย่างแบบดิบๆ ไม่ต้องใส่เครื่องปรุง!”
พ่อค้าซึ่งเป็นชายวัยกลางคน รูปร่างท้วม ผมบนหัวเหลือเพียงไม่กี่เส้นซ้ำยังมันเยิ้ม
เขาได้ยินคำพูดของผมก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วในที่สุดก็เผยยิ้ม ก่อนตอบกลับมาว่า
“ได้เลย!”
พูดจบ พ่อค้าก็หยิบหมึกไปวางบนกระทะร้อน
เสียงหมึกที่กำลังย่างดัง “ซู่ซ่า” แต่ความเร็วในการย่างของพ่อค้ากลับช้าจนน่าหงุดหงิด แถมยังดูเหมือนตั้งใจถ่วงเวลาอีกด้วย
ผมมองเวลาที่กำลังลดลงอย่างรวดเร็ว ใจแทบจะหลุดออกมาจากอกด้วยความร้อนรน
ผมพยายามจะยื่นเงินให้ก่อนด้วยต้องการจะจ่ายล่วงหน้า แต่พ่อค้ากลับบอกให้รอ
โชคดีที่ในช่วงไม่กี่วินาทีสุดท้ายของเวลาที่เหลือ หมึกก็ย่างเสร็จ
พ่อค้าหยิบหมึกที่ย่างเสร็จแล้วยื่นให้ผมพลางพูดว่า “สามหยวน”
ผมเตรียมเงินไว้ล่วงหน้าแล้ว เป็นธนบัตรสองใบและเหรียญหนึ่งเหรียญ
ตราบใดที่พ่อค้าคนนี้รับเงินจากผม การซื้อขายย่อมเป็นอันเสร็จสิ้น และเหรียญนี้ก็จะไม่เกี่ยวข้องกับผมอีกต่อไป
ไม่ว่าเหรียญนี้จะโชคดีหรือโชคร้าย มันก็จะจบลงตรงนี้ ผมจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับมันอีกแล้ว…
แต่สิ่งที่ผมไม่คาดคิดที่สุดก็เกิดขึ้น พ่อค้าคนนั้นกลับไม่ยื่นมือมารับเงินทันที เขาหยิบผ้าข้างตัวขึ้นมาเช็ดมือช้าๆ พร้อมกับมองมาที่ผมด้วยสายตายิ้มแย้มเหมือนมีเลศนัย และพูดว่า “ไม่รับเงินสด สแกนคิวอาร์โค้ดแทนได้ไหม”