ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 5 พ่อค้าเร่กับการอิ่มท้องก่อนไปสู่สุคติ
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 5 พ่อค้าเร่กับการอิ่มท้องก่อนไปสู่สุคติ
ตอนที่ได้ยินคำว่า ‘ไม่รับเงินสด’ รู้สึกเหมือนมีฟ้าผ่าลงมาบนหัว อารมณ์ตอนนั้นเหมือนกำลังเล่นรถไฟเหาะ
ทั้งที่กำลังจะจ่ายเงินสำเร็จแล้วแท้ๆ แต่พ่อค้าหมึกกลับมาบอกตอนวินาทีสุดท้ายว่าไม่รับเงินสด?
“ลุงครับ ใน WeChat ผมไม่มีเงินหรอก เอาเงินนี่ไปเถอะ!”
ถึงในใจจะร้อนรนแค่ไหน แต่ภายนอกผมพยายามทำตัวให้ดูสงบนิ่ง
พ่อค้าหมึกเช็ดมือเสร็จ แล้วหันมายิ้มให้ผมอีกครั้ง เขากดเสียงลงต่ำ พูดว่า “พ่อหนุ่ม เหรียญนำวิญญาณแบบนี้ ลุงรับไว้ไม่ได้หรอก! หมึกไม้นี้ ลุงคิดแค่สองหยวนพอ ส่วนเหรียญนั่นเก็บไว้ใช้เองเถอะ จะเป็นโชคดีหรือโชคร้ายก็ขึ้นอยู่กับตัวเองแล้วละ”
พูดจบ พ่อค้าก็ดึงธนบัตรสองหยวนออกจากมือผม โดยที่ไม่แตะต้องเหรียญนั้นแม้แต่น้อย
คำพูดของพ่อค้าหมึกทำให้ผมรู้สึกหวาดกลัวยิ่งขึ้น
“เหรียญนำวิญญาณ?”
นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินคำนี้ และผมก็ไม่เข้าใจเลยว่ามันหมายความว่าอะไร
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือเลยหกโมงเย็นไปแล้ว
ทั้งร่างเหมือนถูกปล่อยลมออก ผมหมดแรงไปทั้งตัว
ถึงจะเดาได้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเหรียญนี้ต้องมีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากล และจำเป็นต้องรีบใช้ให้หมด ผมจึงหาร้านที่ใกล้ที่สุดและเพื่อจ่ายเหรียญนี้ออกไปให้เร็วที่สุด แต่ไม่ว่าจะคิดแผนมารอบคอบแค่ไหนก็ไม่เคยคาดคิดเลยว่า พ่อค้าหมึกตรงหน้าจะรู้ว่าเหรียญในมือผมไม่ใช่เหรียญธรรมดา และยังพูดคำว่า ‘เหรียญนำวิญญาณ’ ออกมาอีก
ผมยืนอึ้งอยู่ตรงนั้นด้วยความท้อแท้ไปหลายวินาที แต่ในที่สุดก็ตั้งสติและปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว
ในเมื่อเลยหกโมงเย็นแล้ว เอาเหรียญนี้ไปใช้ตอนนี้ก็คงไม่มีความหมายอะไรอีก
พ่อค้าหมึกตรงหน้ารู้ว่าเหรียญนี้มีอะไรผิดปกติ บางที…เขาอาจจะช่วยผมได้ อาจจะชี้ทางให้ผมหลุดพ้นจากเรื่องนี้ก็ได้
อย่างน้อยที่สุด ผมก็อยากจะถามเขาสักหน่อย
ในมหาวิทยาลัยที่มีคนเป็นหมื่นๆ คน ทำไมผมถึงเป็นคนที่ต้องเจอเรื่องแบบนี้ ทำไมจางเฉียงถึงต้องมาหาผม
ผมพยายามข่มความร้อนรนและความกังวลในใจให้สงบลง พยายามทำตัวให้เยือกเย็นที่สุด
ผมประมวลมความคิดอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันไปมองพ่อค้าหมึกตรงหน้าแล้วพูดว่า “ลุงครับ ในเมื่อลุงรู้ว่าเหรียญนี้มีที่มาแบบไหน ช่วยบอกผมทีได้ไหมว่ามันคืออะไร และตอนนี้…ผมควรทำยังไง”
พ่อค้าหมึกมองผมด้วยหางตา แล้วแสยะยิ้มพลางตอบกลับว่า “ทำยังไง ทำใจเถอะ! ดูสภาพนายตอนนี้สิ หน้าตาซีดเหมือนศพ แทบไม่ต่างอะไรกับคนตาย ลุงว่านะ…คืนนี้คงไม่น่ารอด”
เขาชี้ไปที่เหรียญในมือผมแล้วพูดต่อ “เหรียญนี่มันเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำแล้ว เอาไปใช้ตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์หรอก
“สิ่งที่ต้องมา…สุดท้ายก็ต้องมาอยู่ดี นายควรกินให้อิ่มก่อนฟ้ามืด จะได้ไปอย่างสง่าหน่อย”
พูดจบ เขายังโบกมือไล่ผมเป็นเชิงบอกให้ไปเสียที
ถึงคำพูดของลุงหมึกจะไม่เอ่ยถึงผีแม้แต่นิดเดียว แต่ทุกคำกลับฟังเหมือนคำตัดสินชีวิตผม
ความหมายของเขาชัดเจน...คืนนี้ผมต้องตายแน่ๆ
ผมก้มลงมองเหรียญในมืออีกครั้ง และก็พบว่ามันเป็นเหมือนที่เขาพูดไม่มีผิด
เหรียญสีเงินที่เดิมแวววาว ตอนนี้ดูเหมือนถูกเผาไฟจนมีรอยไหม้ดำปรากฏ
ความเปลี่ยนแปลงอันน่าขนลุกนี้ทำให้ผมรู้สึกเหมือนตกลงไปในหุบเหวเย็นเยียบ รู้สึกหนาวจับใจ
ผมอยากจะถามลุงอีกครั้ง แต่ทันใดนั้นกลุ่มวัยรุ่นชายสองสามคนก็เบียดเข้ามาเพื่อซื้อหมึก
ลุงหมึกเองก็ไม่มองผมอีกเลย เอาแต่ก้มหน้าทำหมึกต่อไป
ในเมื่อเขาพูดชัดเจนแล้ว และไม่คิดจะสนใจผมอีก ผมก็คงไม่มีเหตุผลที่จะหน้าด้านขอร้องเขาต่อ
ผมมองเหรียญในมือที่เปลี่ยนเป็นสีดำด้วยความสิ้นหวัง แต่ลึกๆ แล้วก็ยังมีความรู้สึกขัดใจอยู่
ทำไมเรื่องนี้ต้องเกิดกับผม
หรือว่าถ้าผีต้องการให้ผมตาย ผมก็ต้องยอมตายอย่างนั้นเหรอ
เสี่ยวอวี่ที่เป็นแฟนผมตั้งปีกว่ายังไม่ฆ่าผมเลย แล้วไอ้หมาบ้าจางเฉียงจะลากผมไปตายได้อย่างนั้นเหรอ
ผมซื้อข้าวให้มันตั้งหลายสิบครั้ง ยังไม่นับเรื่องช่วยมันเขียนวิทยานิพนธ์อีก มันโดดน้ำลงทะเลสาบไปตายเอง แล้วยังกล้ามาหาผมอีกเหรอ
ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห ถ้าคืนนี้จะหนีไม่พ้นจริงๆ ผมไม่ยอมง่ายๆ แน่ ต่อให้ต้องสู้กัน ผมก็จะลุยกับมัน!
ในใจผมคิดแบบนั้น แล้วความกลัวก็เหมือนจะลดลง
ผมกำเหรียญสีดำสนิทในมือแน่น ก่อนจะพูดกับลุงหมึกที่กำลังย่างหมึกอยู่ว่า “ขอบคุณนะลุง! ถ้าผมรอดถึงพรุ่งนี้ จะมาซื้อหมึกใหม่แน่นอน!”
พูดจบ ผมก็หันหลังเดินออกไป
แต่เสียงของลุงหมึกก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “ถ้าพรุ่งนี้นายยังมาที่นี่ได้ ลุงจะรับเหรียญผีของนายเอง แลกกับหมึกให้กินจนอิ่มเลย!”
ได้ยินแบบนั้น ผมชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปมองลุงหมึก
เขายังคงย่างหมึกอยู่ ไม่ได้เงยหน้ามามองผม
ผมยิ้มบางๆ แล้วพูดตอบกลับไปว่า “ตกลง!”
จากนั้นผมก็เดินไปทางอีกฝั่งของถนน
สองวันแล้วที่ไม่ได้กินข้าว ท้องร้องดัง “โครกๆ”
เหมือนที่ลุงหมึกพูดนั่นแหละ ถ้าผมหนีไม่พ้นจริงๆ อย่างน้อยก็ควรกินให้อิ่มก่อน
ระหว่างที่เดินผ่านร้านเสื้อผ้าร้านหนึ่ง ผมเหลือบมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกหน้าร้าน
ผมเห็นหน้าตัวเองในกระจก มันซีดเซียวจนแทบไม่มีสี สภาพนั้นแทบไม่ต่างอะไรกับศพบนเตียงชันสูตรเลย
ผมยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเอง แล้วก็เริ่มเข้าใจว่าทำไมเมื่อคืนจางเฉียงถึงมา ‘ยืนหายใจ’ ที่เตียงผม
แม่งเอ๊ย! มันต้องดูดเอาพลังชีวิตจากผมไปแน่ๆ หน้าผมถึงได้ซีดขนาดนี้
ผมถอนหายใจยาว ก่อนจะเดินเข้าไปในร้านหม้อไฟร้านเล็กๆ ข้างหน้า
ถ้าหนีไม่พ้นจริงๆ ก็กินให้อิ่มท้องเสียก่อนละกัน
ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงต้องมาเจอเรื่องพวกนี้
ทั้งเสี่ยวอวี่ ทั้งจางเฉียง ทำไมผมถึงต้องเจอพวกเขาในสภาพแบบนั้นด้วย
ตอนที่ออกมาจากร้านหม้อไฟ ก็ปาเข้าไปเกือบสามทุ่มแล้ว
ผมไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนต่อดี ท้องฟ้าก็ดำมืดชวนให้รู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมาก
แล้วตอนนั้นเอง โทรศัพท์ของผมก็ดังขึ้น
ผมหยิบมันขึ้นมาดู และทันใดนั้นหัวใจก็เหมือนจะหล่นวูบ เพราะคนที่โทรมาหาผมคือจางเฉียง
ลมหายใจของผมถี่รัวขึ้นมาในทันใด ความกลัวทำให้ผมไม่กล้ากดรับสาย
จะบอกว่าไม่กลัวก็โกหกชัดๆ
ผมรู้สึกทั้งสับสนและไม่รู้จะทำยังไงดี
คนที่ตายไปแล้ว…ยังจะโทรมาได้อีกงั้นเหรอ
หรือมีใครบางคนใช้โทรศัพท์ของเขาโทรหาผม
แต่โบราณเคยพูดไว้ว่า ‘จะดีหรือร้าย หากมันจะมาก็ยากจะหลีกเลี่ยง’
ในเมื่อเรื่องมันมาถึงตัวแล้ว การเอาแต่หลบหนีก็ไม่มีประโยชน์อะไร แถมยังขัดกับวิธีการใช้ชีวิตของผมอีกด้วย
ผมตั้งสติ กลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะกดรับสายโดยไม่ลังเล ผมไม่เชื่อหรอกว่าเขาจะโผล่จากโทรศัพท์มากัดผมได้
ผมไม่พูดอะไร เพียงแค่แนบโทรศัพท์ไว้กับหู
ในสายมีเพียงเสียงรบกวนดัง “ซี่ๆ ซ่าๆ” คล้ายสัญญาณไม่ค่อยดี
จากนั้นก็มีเสียงพูดแทรกเข้ามาอย่างขาดๆ หายๆ
“เจียงหนิง นายไปไหน ฉันหานายไม่เจอเลย!”
เสียงนั้นเจือปนไปด้วยเสียงรบกวน ฟังดูแผ่วเบา แต่ยังคงสัมผัสได้ถึงความเวทนา
และที่สำคัญ…เสียงนั้นเป็นเสียงของจางเฉียงอย่างแน่นอน
แค่คิดว่าไอ้เวรนี่ตายไปแล้วยังจะตามมาวุ่นวายกับผมอีก ก็ทำให้ผมโกรธจนควันออกหู ผมอดไม่ได้ที่จะตะโกนด่ากลับไป “แกตายไปแล้วก็ตายไปสิ! จะมาตามหาฉันทำไมวะ ไอ้หมาโง่! เลิกมายุ่งกับฉันสักทีได้ไหม”