ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 42 เข้าสู่มหาวิทยาลัย จัดการด้วยตัวเอง
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 42 เข้าสู่มหาวิทยาลัย จัดการด้วยตัวเอง
เมื่ออาจารย์ได้ยินคำตอบของผม เขาดูชะงักไปเล็กน้อย
ผมมองไม่เห็นสีหน้าของเขา แต่รู้สึกถึงความรู้สึกที่เปลี่ยนไปจากการกระตุกของคันเบ็ดในมือเขา
ต่อมา ผมเตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างที่ต้องใช้ในคืนนี้ให้พร้อม ทั้งธูป เทียน และกระดาษยันต์ ซึ่งอาจารย์มีติดรถไว้อยู่แล้ว
ก่อนออกเดินทาง อาจารย์ให้ผมผสมผงชาดและเขียนยันต์ลงบนกระดาษสีเหลือง
เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ก็เป็นเวลาสี่ทุ่มครึ่ง
ที่มหาวิทยาลัย หอพักจะปิดตอนห้าทุ่ม ดังนั้นหลังสี่ทุ่มครึ่ง คนในมหาวิทยาลัยจึงเหลือน้อยมาก
เมื่อผมจัดเตรียมอุปกรณ์ทุกอย่างเสร็จ ก็กล่าวลาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหิ้วกรงไก่กับกระต่ายมุ่งหน้าไปทางมหาวิทยาลัย
ความรู้สึกตื่นเต้นและกังวลปะปนกันอยู่ แม้จะมีวิธีรับมือกับสิ่งสกปรก แต่ผมก็ยังอดประหม่าไม่ได้
เมื่อผมกลับมาถึงมหาวิทยาลัย เวลาก็ล่วงเลยไปถึงสี่ทุ่มห้าสิบ
มีเพียงไม่กี่คนที่รีบวิ่งกลับหอพักหลังจากดื่มเหล้า บริเวณอื่นๆ เงียบสงัด
ผมไม่ได้ตั้งใจกลับหอพัก แต่ตรงไปยังริมทะเลสาบทันที
ตอนกลางวันที่นี่เต็มไปด้วยผู้คน แต่ในยามค่ำคืนกลับน่ากลัวจนขนลุก
หลอดไฟรอบบริเวณส่วนใหญ่เสีย ทำให้บรรยากาศมืดมิด
มีเพียงแสงจันทร์สะท้อนผิวน้ำ และปลาขนาดใหญ่ที่อ้าปากหุบปากลอยวนไปมาที่กลางทะเลสาบ
ผมมองไปยังผิวน้ำแล้วอดขนลุกไม่ได้
ไก่และกระต่ายในกรงเริ่มกระวนกระวายเช่นกัน
ผมไม่ได้รีบร้อนลงมือ แต่ซ่อนตัวอยู่หลังแปลงดอกไม้ใกล้ๆ
ผมรอจนกระทั่งหอพักปิดไฟ ซึ่งทำให้ไฟถนนส่วนใหญ่ดับลงด้วย
ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง เมื่อมั่นใจว่าไม่มีใครอยู่บริเวณนั้นและไม่มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยลาดตระเวน ผมจึงเริ่มลงมือ
ผมแบ่งเล็บและเส้นผมที่เตรียมไว้เป็นห้าส่วน นำแต่ละส่วนใส่ลงไปในไก่ห้าตัว
เมื่อทำเสร็จ ผมเดินไปยังฝั่งตะวันตกของทะเลสาบ
จัดวางข้าวกล่องที่ซื้อมา จุดเทียนสองเล่ม และธูปสามดอก
โดยผมต้องถือธูปไว้ในมือหนึ่งดอก
มืออีกข้างถือไก่ไว้แน่น แล้วเดินตรงไปยังริมทะเลสาบ
ทันทีที่ผมเข้าใกล้ ปลาขนาดใหญ่ที่กลางทะเลสาบก็เริ่มเคลื่อนไหว
พวกมันแหวกว่ายเข้ามาทางผมอย่างรวดเร็ว และหยุดอยู่ห่างจากผมประมาณห้าเมตร
ปลาบางตัวโผล่หัวขึ้นมาพ่นฟองอากาศพร้อมกับใช้หางตีน้ำจนเกิดเสียง “ฝึบฝับ”
ท่าทางของพวกมันดูเหมือนจะท้าทายผมว่า ‘ลงมาเลย มาจับพวกเราสิ!’
แต่ผมมองพวกมันด้วยความรู้สึกหวาดหวั่น เพราะรู้ดีว่าปลาพวกนี้แท้จริงแล้วคือวิญญาณจมน้ำ
ผมสูดลมหายใจลึกเพื่อเรียกสติ ก่อนเหวี่ยงไก่ลงไปในทะเลสาบ
“ตู้ม!”
ไก่ตัวนั้นตกน้ำ
ในขณะเดียวกันปลาที่เพิ่งว่ายวนอยู่เมื่อครู่กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอยทันที
ผิวน้ำเริ่มกระเพื่อมอย่างรุนแรง
ไก่ดิ้นรนอยู่ในน้ำ ส่งเสียงร้อง “กุ๊กๆๆ” และพยายามดิ้นรนสุดชีวิต
ผมรู้ว่าต้องรีบซ่อนตัวให้พ้นสายตาและไม่ส่งเสียงใดๆ จึงหลบไปหลังแปลงดอกไม้ใกล้ๆ และเฝ้าดูสถานการณ์ผ่านช่องว่างระหว่างพุ่มไม้
ไก่ยังคงดิ้นรนอยู่กลางทะเลสาบ มันพยายามว่ายเข้าฝั่ง
แต่ตัวมันเปียกโชกไปด้วยน้ำ และเสียง “ฝึบฝับ” ของน้ำก็ดังขึ้นเรื่อยๆ
ไม่นานนักไก่ก็จมหายไปในทะเลสาบพร้อมเสียง “ตู้ม” ดังสนั่น
บนผิวน้ำปรากฏฟองอากาศขนาดใหญ่ น้ำที่กระเพื่อมอยู่ก่อนหน้านี้กลับสงบนิ่งลงในเวลาอันสั้น
แต่เชือกในมือของผมยังคงหย่อน ไม่ตึงเหมือนที่คาดไว้
เพื่อความปลอดภัย ผมมัดปลายอีกข้างของเชือกไว้กับกิ่งไม้ใกล้ๆ
ผมซ่อนตัวอยู่หลังแปลงดอกไม้ มือข้างหนึ่งถือธูป อีกข้างหนึ่งถือเชือก
ผ่านไปประมาณสามถึงสี่นาที
ธูปในมือซ้ายของผมจู่ๆ ก็สว่างวาบขึ้นมา
จากนั้นผมสังเกตเห็นว่าธูปเริ่มไหม้ด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เหมือนกับว่ามีใครบางคนกำลังเป่าไฟที่ปลายธูปอย่างแรง
นอกจากนี้ ควันขาวที่ลอยออกมาจากธูปขณะไหม้กลับกลายเป็นเส้นหมอกสีดำ
ผมเบิกตากว้าง มองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความตกใจ
ถึงจะกลัว ผมก็ไม่กล้าปล่อยธูปในมือ ทำได้เพียงจับมันไว้แน่นๆ ต่อไป
ประมาณสิบกว่าวินาทีต่อมา เชือกในมือขวาของผมจู่ๆ ก็ตึงขึ้นมาอย่างไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า
แรงดึงทำให้ฝ่ามือของผมเจ็บปวด และถึงขนาดทำให้กิ่งไม้ที่มัดเชือกไว้โค้งลง
โชคดีที่ผมผูกเชือกไว้กับกิ่งไม้ก่อนหน้านี้ ไม่อย่างนั้นแรงดึงนี้คงลากผมลงไปในทะเลสาบแน่
เมื่อเห็นเชือกตึง และไก่จมน้ำไปสามถึงสี่นาทีแล้ว ผมจึงคิดว่ามันคงตายแล้ว
ผมไม่รอช้า จับเชือกที่ตึงและเริ่มดึงกลับมาที่ฝั่ง
การดึงเชือกกลับเป็นงานที่ยากมาก ราวกับปลายอีกด้านของเชือกมีหินหนักร้อยกิโลกรัมผูกอยู่
ทุกครั้งที่ผมดึง เชือกขยับขึ้นมาเพียงเล็กน้อย
มือของผมถูกเชือกเสียดสีจนเจ็บปวด แต่ผมก็ไม่กล้าปล่อยเชือก
หลังจากดึงเชือกอยู่นาน ปลายอีกด้านของเชือกก็ค่อยๆ โผล่ขึ้นมาจากผิวน้ำ
ไม่กี่นาทีต่อมา ผมก็สังเกตเห็นไก่ที่ผมโยนลงไปในน้ำก่อนหน้านี้
ภายใต้แสงจันทร์ที่ส่องลงมา
นอกจากไก่สีเหลืองแล้ว ยังมีมือมนุษย์สีขาวซีดกำลังกำคอไก่ไว้แน่น มันถูกดึงขึ้นมาพร้อมกับไก่
ผมขนลุกไปทั้งตัว แต่ก็ไม่กล้าหยุดมือ
ผมรู้ดีว่ามือนั้นคือวิญญาณจมน้ำในทะเลสาบ
วิธีเดียวที่จะส่งพวกมันไปได้คือดึงพวกมันขึ้นฝั่ง แล้วใช้วิญญาณของไก่เป็นตัวแทน
ผมออกแรงดึงเชือกขึ้นมาอย่างช้าๆ เหงื่อเริ่มผุดขึ้นบนหน้าผาก
วิญญาณจมน้ำที่จับคอไก่ไว้ก็ถูกดึงขึ้นมาจากน้ำทีละน้อย
มันเป็นผู้หญิงชุดขาว ผมยาวยุ่งเหยิงปรกใบหน้า
ทันทีที่ผมดึงเธอขึ้นฝั่งได้ เธอก็ปล่อยมือจากคอไก่
ผมเสียหลักล้มลงบนพื้นทันที โชคดีที่ผมอดทนและไม่ส่งเสียง
หญิงสาวคนนั้นยืนขึ้นช้าๆ บริเวณริมฝั่ง สีหน้าของเธอขาวซีดจนน่ากลัว
เธอหันมาทางที่ผมซ่อนตัวอยู่
ผมกลั้นหายใจ ไม่กล้าส่งเสียงใดๆ
หลังจากมองอยู่ครู่หนึ่ง เธอเตะไก่ที่ตายแล้วลงน้ำไป
ปลาหลายตัวโผล่หัวขึ้นมาจากทะเลสาบอีกครั้ง
หญิงสาวคนนั้นหันกลับไปมองปลาพวกนั้นอยู่พักหนึ่ง
เธอไม่พูดหรือแสดงสีหน้าใดๆ เพียงแค่สูดหายใจเบาๆ สองสามครั้ง แล้วเดินไปทางที่ผมจุดเทียนและวางข้าวกล่องไว้
ไม่นานเธอก็มาถึงจุดที่ผมวางข้าวและจุดธูปเทียน
เธอสูดกลิ่นควันธูปและเทียนอย่างแรงจนเกิดเสียง “ฮืดๆ”
หลังจากสูดควันจนพอ เธอยื่นมือที่ขาวซีดจากการถูกแช่น้ำเป็นเวลานานออกมาคว้าข้าวเปล่าจากพื้นขึ้นมากิน
เธอกินอย่างตะกละตะกลามเหมือนไม่เคยกินข้าวมาก่อน
เธอนั่งยองๆ อยู่ตรงนั้น เสียงเคี้ยว “กร๊อบแกร๊บ” ดังก้องทะเลสาบอันเงียบสงัด
เสียงนั้นยิ่งทำให้บรรยากาศรอบๆ ดูน่าขนลุกเข้าไปใหญ่…