ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 51 ปรากฏตัว เงาซ้อนเงา
ขณะมองเงาร่างที่กำลังโบกมือเรียก ผมตัดสินใจอย่างกล้าหาญ
ต้องการให้เข้าไปหางั้นหรือ
ได้ อย่างงั้นฉันก็จะเข้าไปหาแก!
แทนที่จะต้องทนทุกข์ทรมานกับความหวาดกลัวในสภาพแวดล้อมที่กดดันเช่นนี้ สู้เดินหน้าเผชิญหน้ากับมันยังดีกว่า
อย่างไรเสีย ชะตาชีวิตผมก็ต้องข้องแวะกับวิญญาณอยู่แล้ว ซ้ำในมือยังมีเครื่องมือปราบวิญญาณร้ายอีก
ผมยืนปรับจังหวะหายใจอยู่สามวินาที
จากนั้นก้าวเดินไปยังเงาร่างที่กำลังโบกมือให้ผมทีละก้าว ทีละก้าว
ขณะที่ระยะห่างระหว่างเราค่อยๆ ลดลง รูปร่างของมันก็ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น
มันเป็นผีผู้ชาย หัวเอียงไปข้างหนึ่ง
ไม่สวมเสื้อผ้า หน้าอกไม่มีผิวหนัง ด้านในว่างเปล่า…
นี่คือวิญญาณที่ถูกทำเป็นตัวอย่าง ซึ่งถูกควักเอาอวัยวะภายในออกมาจนหมดสิ้น
หัวใจของผมเต้นแรงด้วยความหวาดหวั่น แต่ยังคงก้าวเดินไปข้างหน้าอีกสองก้าว
แต่แล้ว เมื่อระยะห่างระหว่างผมกับมันเหลือเพียงห้าถึงหกเมตร ผมก็สังเกตเห็นบางอย่างผิดปกติ
ข้างหลังของมัน…มีเงาของบางสิ่งอีกมากมายซ้อนอยู่!
จำนวนก็ไม่ใช่น้อยๆ รู้สึกว่าน่าจะมีสักเจ็ดถึงแปดตน
พวกมันยืนอยู่ในความมืดมิดจนแทบมองไม่เห็นอะไรเลย
ผมหยุดชะงักทันที
ถ้าตนเดียว ผมมั่นใจว่าสู้ได้
ถ้าเป็นสองตน ผมยังพออยากจะลองเสี่ยงดู
แต่ตอนนี้มีเงาเจ็ดถึงแปดตนยืนซ้อนกันอยู่ข้างหลังมัน
จะสู้อย่างไรเล่า จะให้เอาอะไรไปสู้
ถ้าเดินเข้าไปละก็ มีแต่จะเอาชีวิตไปทิ้งเปล่าๆ
ผมลังเล ก่อนจะก้าวถอยหลังสองก้าว
ถ้าความสามารถไม่ต่างกันมาก นั่นเรียกว่าต่อสู้ แต่ถ้าจะเอาไข่ไปกระทบหิน นั่นมันเรียกว่ารนหาที่ตายชัดๆ
ดูเหมือนฝ่ายตรงข้ามจะไม่พอใจเมื่อเห็นผมเริ่มถอยหลัง
ผีผู้ชายที่กำลังโบกมือเรียกผมอยู่หยุดกึก
เงาที่อยู่ข้างหลังเจ็ดถึงแปดตนค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าหาผมแทน
‘จะทำอะไรน่ะ คิดจะไล่ตามอย่างนั้นเหรอ’
ผมกลืนน้ำลายลงคอ รีบเร่งฝีเท้าถอยหลังไปอีก
แต่ทันใดนั้นพลันมีมือสีขาวโพลนยื่นออกมาจากข้างๆ ตู้กระจกด้านหลัง แล้วคว้าข้อเท้าของผมแน่น!
ผมก้มลงมองท่ามกลางแสงสีม่วงสลัว เห็นชายตัวซีดเผือดไร้ขากำลังจับข้อเท้าของผมแน่น
เขาเงยหน้าขึ้นมองผมด้วยสายตาว่างเปล่าไร้ชีวิต สีหน้าทื่อไร้ความรู้สึก
ในตู้กระจกข้างๆ นั้นมีร่างของมนุษย์เพศชายที่ไม่มีขาทั้งสองข้างถูกยึดตรึงด้วยแท่นรองรับ
เมื่อเห็นภาพนั้น ผมถึงกับชาดิกไปทั้งตัว เหงื่อเย็นไหลซึมออกมาไม่หยุด
ปากก็เผลออุทานออกมาโดยไม่รู้ตัว
“เวรเอ๊ย!”
พูดจบ ผมรีบยกเท้าสะบัดมือนั้น
โชคดีที่แรงของมันไม่มากนัก ผมจึงสะบัดหลุดได้ทันที
แต่เพราะแรงเฉื่อย ผมจึงเสียหลักไปกระแทกเข้ากับตู้กระจกอีกด้าน
ผลที่ตามมาคือ มีศีรษะเด็กโผล่ออกมาจากบริเวณหน้าท้องของผม!
เขาเอียงคอมองผมด้วยใบหน้าแข็งทื่อไร้อารมณ์ ซีดขาว และผอมโซจนเห็นกระดูก
“อ๊าก!” ภาพนั้นทำให้ผมตกใจจนร้องลั่น จากนั้นก็หันหลังวิ่งหนีทันที
เงาเจ็ดถึงแปดตนที่อยู่ด้านหลังผมต่างขยับออกมาจากมุมมืด แล้วเขย่งเท้าเดินมาเงียบๆ
เนื่องจากเป็นร่างที่ถูกทำเป็นตัวอย่าง ร่างกายของพวกมันล้วนมีตำหนิ บางตัวแขนขาด บางตัวขาขาด แต่ทุกตัวก็ยังเดินเขย่งเท้าไร้เสียงตรงมาหาผม
แม้ความเร็วจะไม่มาก แต่ชัดเจนว่าพวกมันกำลังไล่ล่าผมอยู่!
จำนวนของพวกมันมากเกินไป ผมเพียงคนเดียวไม่มีทางต้านไหว
คนฉลาดไม่เสี่ยงอันตราย ผมจึงเลือกหันหลังวิ่งหนี
แต่แล้วผมก็พบว่า ด้านหลังตู้กระจกทุกตู้มีเงาคนซ่อนอยู่
ทั้งชายหญิง ทั้งเด็กและคนชรา…
พวกมันยืนอยู่ข้างหลังกระจก แอบจ้องมองผมเงียบๆ
ขณะเดียวกัน จู่ๆ ก็มีหมอกขาวลอยคลุ้งขึ้นมาภายในห้องเก็บตัวอย่าง
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหล่าภูตผีและหมอกขาวที่ปรากฏขึ้นอย่างไร้สาเหตุ ผมไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี ไม่รู้ว่าควรหนีไปทางไหน
หรือว่าสุดท้ายผมต้องใช้กระบี่กระดูกปลาในมือต่อสู้กับสิ่งสกปรกเหล่านี้อย่างสุดชีวิต เพื่อเปิดทางรอดให้ตัวเอง!
ความตึงเครียดและความกดดันมหาศาลถาโถมเข้าใส่ ผมรู้สึกเหมือนร่างกายถูกพันธนาการด้วยภาระหนักที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน
ในขณะที่ผมยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะหนีหรือสู้
จู่ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นจากหน้าประตู
“รุ่นพี่…รุ่นพี่อยู่ข้างในหรือเปล่า”
เสียงนั้นเป็นเสียงผู้หญิงซึ่งแฝงไปด้วยความหวาดกลัว
ผมไม่เคยได้ยินเสียงนี้มาก่อนแน่ๆ แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะหันไปมองตามเสียงนั้น ทว่าผมไม่ได้ตอบกลับไปทันที
เงาผีเจ็ดถึงแปดตนที่อยู่ด้านหลังกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้มากขึ้นทุกที หมอกขาวรอบตัวก็กำลังแผ่ปกคลุมห้องอย่างรวดเร็ว
แม้จะยังไม่หนาทึบมากนัก แต่ก็พอให้รู้สึกถึงลางร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้น
ผมไม่รู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น แต่สัมผัสได้ว่ามันต้องเป็นเรื่องเลวร้ายแน่ๆ
ในสถานการณ์เช่นนี้ ผมทำได้แค่หนีไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
แต่ในจังหวะที่ผมรู้สึกเหมือนไม่มีทางหนีอีกแล้ว
เสียงนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“รุ่นพี่…รุ่นพี่เจียงหนิง! อยู่ข้างในหรือเปล่า!”
ครั้งนี้เสียงผู้หญิงคนนั้นเรียกชื่อผมออกมาด้วยความร้อนรนและเต็มไปด้วยความกังวล
ผมไม่รู้ว่าเจ้าของเสียงเป็นใคร แต่ในสถานการณ์แปลกประหลาดแบบนี้ ผู้หญิงที่เรียกชื่อผมอาจไม่ใช่คนก็เป็นได้
ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติ ผมไม่มีทางตอบกลับเสียงของบางสิ่งที่อาจเป็นผีแน่ๆ
แต่เธอเรียกชื่อผม ถามว่าผมอยู่ข้างในหรือไม่
นี่หมายความว่ายังไง
หมายความว่าเธออยู่ข้างนอกสินะ?
ผมหันหลังแล้ววิ่งตรงไปยังต้นเสียงทันที
ท่ามกลางหมอกขาวที่ปกคลุมรอบตัว เงาผีรายล้อม และวิญญาณไล่ตาม
ผมถูกต้อนจนมุมแล้ว ไม่มีทางเลือกอื่นจึงตะโกนตอบกลับไป
“ผมคือเจียงหนิง! คุณเป็นใคร!”
ทันทีที่เสียงของผมจางหาย เสียงของหญิงสาวก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ฉะ…ฉันชื่อหวังชุ่ย เป็น…เป็นน้องสาวของเสี่ยวอวี่ เธอให้ฉันมาหาคุณ คุณรีบตามเสียงฉันออกมาเร็ว ไม่อย่างนั้นจะไม่ทันการณ์!” น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสั่นเครือ
คำพูดนั้นทำให้ผมเหมือนถูกฟ้าผ่า ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง
เสี่ยวอวี่?
นั่นคือชื่อของแฟนเก่าผม!
เธอเป็นคนส่งหวังชุ่ยมาหาผมงั้นหรือ!
และที่สำคัญ อีกฝ่ายบอกว่าชื่อหวังชุ่ย
ในความทรงจำของผม ผู้หญิงที่เคยเป็นเหยื่อในห้องชันสูตรก็ชื่อหวังชุ่ย!
“คุณคือ…คุณคือผู้หญิงที่เสียชีวิตในห้องชันสูตร?”
“ใช่ค่ะ! รุ่นพี่เจียงหนิง รีบออกมาเร็ว! ถ้าช้ากว่านี้…รุ่นพี่จะไม่มีวันออกมาได้อีกเลย!” เสียงของเธอเร่งเร้า เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ผมฟังเสียงของเธอพลางวิ่งไปข้างหน้า
เสียงของเธอเปลี่ยนทิศไปมา ผมจึงต้องวิ่งเลี้ยวซ้ายขวาตามเสียง ขณะที่เงาผีด้านหลังยังคงไล่ตามอย่างไม่ลดละ
แต่พวกมันไม่ส่งเสียงร้อง ไม่แม้แต่จะเปล่งเสียงใดๆ
ผมฟังเสียงเธอ วิ่งซ้ายทีขวาที จนกระทั่ง…ผมเห็นประตูทางออกของห้องเก็บตัวอย่าง!
หลังจากเสียเวลาค้นหามานานเกือบยี่สิบนาที ในที่สุดประตูก็ปรากฏขึ้นห่างจากผมไปแค่สิบเมตร!
แต่ในวินาทีนั้นเอง วิญญาณที่กำลังไล่ล่าผมกลับหายไปหมด แทนที่ด้วยหมอกขาวที่พวยพุ่งขึ้นมาจากทุกทิศทาง
หมอกนั้นเคลื่อนที่รวดเร็วราวกับไอจากซึ้งนึ่ง
ในพริบตาเดียวมันก็ปกคลุมพื้นที่ด้านหลังผมจนเกือบหมด
จากเดิมที่บางเบาตอนนี้กลับหนาทึบขึ้นอย่างน่ากลัว
หมอกขาวภายใต้แสงสีม่วงนั้นดูประหลาดอย่างบอกไม่ถูก
และที่น่าสะพรึงยิ่งกว่าคือ ภายในหมอกขาวนั้นปรากฏใบหน้าของผู้คนจำนวนมาก และมันกำลังพุ่งตรงเข้าหาผม!
ผมเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมาว่า ถ้าผมถูกหมอกขาวกลืนกิน…ผมต้องตายอยู่ในที่แห่งนี้แน่นอน!