ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 50 จะออกไปอย่างไร เงาปริศนาที่กวักมือเรียก
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 50 จะออกไปอย่างไร เงาปริศนาที่กวักมือเรียก
ภายในห้องเก็บตัวอย่างมีเพียงแสงสีม่วงสลัวจากหลอดไฟยูวี ผมอาศัยแสงเพียงเล็กน้อยนี้นำทางขณะรีบวิ่งออกไปจากที่นี่
รอบตัวผมเต็มไปด้วยตู้กระจกซึ่งภายในบรรจุร่างไร้วิญญาณมากมาย ทั้งชายและหญิง หลากหลายลักษณะ
มีบางร่างที่ถูกผ่ากลางอกและถูกจัดแสดงในท่าตรึงนิ่ง บางร่างเป็นผู้ป่วยหนักที่ร่างกายเกิดความผิดปกติจากโรคภัย
เมื่อกวาดตามองไป ผมพบว่าศพทั้งหมดกำลังหันมาทางผม
ดวงตาซีดขาวไร้ชีวิตจ้องมองผมราวกับจะพูดว่า…‘พาฉันไปด้วย…’
ผมไม่กล้าจ้องพวกมันนาน รีบก้มหน้าวิ่งไปทางประตูโดยไม่เหลียวหลัง
ภายในห้องเงียบกริบ มีเพียงเสียง “ตึงๆๆ” จากการกระแทกตู้กระจกและเสียงน้ำยาฟอร์มาลินที่ไหลกระเพื่อมอยู่ภายใน
ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังวิ่งสุดแรงเกิด แต่นี่ผ่านไปราวสามสิบเมตรแล้ว ผมกลับยังมองไม่เห็นประตูทางออก
ผมเงยหน้ามอง สิ่งที่เห็นยังคงเป็นตู้กระจกเรียงรายหนาแน่น
ผมยังคงอยู่ตรงใจกลางของห้องเก็บตัวอย่าง!
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่! ทำไมฉันยังอยู่ที่นี่!” ผมพูดออกมาอย่างหวาดหวั่น เหงื่อเย็นไหลซึมทั่วแผ่นหลัง
ห้องเก็บตัวอย่างมีขนาดไม่ใหญ่นัก และผมมั่นใจว่าตัวเองวิ่งมาไกลพอสมควรแล้ว มันจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่ผมจะยังไม่ถึงทางออก
และยิ่งไปกว่านั้น…ผมมองไม่เห็นแม้แต่ประตู!
ความหวาดกลัวเริ่มกัดกินจิตใจผมอย่างช้าๆ
ดูเหมือนผมจะถูกผีบังตาเข้าให้แล้ว!
พวกสิ่งที่อยู่ในขวดแก้วเหล่านี้ไม่ต้องการให้ผมออกไป ไม่เช่นนั้น คงไม่มีทางที่ผมจะวิ่งมาไกลขนาดนี้ แต่ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของประตู
เมื่อคิดได้ดังนั้น ผมจึงหยุดวิ่ง
ผมยืนอยู่กลางห้องเก็บตัวอย่าง กำกระบี่กระดูกปลาไว้แน่น สายตากวาดมองไปรอบตัวด้วยความระแวดระวัง
ศพในขวดแก้วลอยขึ้นลงช้าๆ ดวงตาของพวกมันทั้งหมดจับจ้องมาที่ผม
เสียงน้ำยาฟอร์มาลินกระเพื่อม “ซ่าๆ” ดังไม่หยุด
มีเสียง “ตึงๆ” เป็นระยะๆ ราวกับมีบางอย่างกำลังทุบกระจกจากด้านใน
ความกดดันในห้องนี้หนักอึ้งจนแทบหายใจไม่ออก
หากเป็นเมื่อหลายวันก่อนที่ผมยังไม่เคยเผชิญหน้ากับพวกวิญญาณมาก่อน ผมคงยืนตัวแข็งทื่อหรืออาจเป็นลมหมดสติไปแล้วก็ได้
ผมพยายามควบคุมสติของตัวเองให้มั่น ในสถานการณ์เช่นนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือห้ามตื่นตระหนก
ผมยกกระบี่กระดูกปลาขึ้น แล้วตะโกนออกไปเสียงดัง “ท่านผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งหลาย ผมมีนามธรรมว่าตู้เอ้อ มาที่นี่ด้วยเหตุส่วนตัว ไม่ได้ตั้งใจรบกวนผู้ใด ขอท่านโปรดเมตตาเปิดทางให้ผมออกไปด้วยเถิด”
ขณะที่พูด ผมยกกระบี่กระดูกปลาขึ้นเพื่อแสดงตัว
ผมไม่ได้มาหาเรื่องใคร และก็ไม่อยากติดอยู่ที่นี่เช่นกัน
การเผยกระบี่กระดูกปลาและบอกธรรมนามก็เพื่อให้ภูตผีเหล่านี้รู้ว่าผมเป็นนักพรตและมีที่มาที่ไป
ผมมาที่นี่โดยไม่มีเจตนาร้ายหรือมีความแค้นกับพวกเขา
ตอนนี้ผมมีเพียงความปรารถนาเดียวเท่านั้น ออกไปจากที่นี่โดยเร็วที่สุด!
แต่ผมไม่แน่ใจว่าสิ่งที่พูดไปจะได้ผลหรือไม่ เพียงแค่อยากลองดูเท่านั้น
ไม่นานหลังจากที่ผมพูดจบ เสียงรบกวนรอบตัวค่อยๆ เงียบลง
เสียงน้ำที่กระเพื่อมอยู่ในขวดแก้วก็ค่อยๆ สงบลงเช่นกัน
เมื่อเห็นเช่นนี้ ผมรู้สึกดีใจอยู่ในใจ ดูเหมือนว่าคำพูดของผมจะได้ผลอยู่บ้าง
ผมรีบออกวิ่งต่อไปตามเส้นทางเดิม มุ่งหน้าไปยังทางออก
ห้องเก็บตัวอย่างแห่งนี้เต็มไปด้วยความอึดอัดและน่าขนลุกเกินไป
แต่เมื่อผมวิ่งออกไปได้เพียงสิบกว่าเมตรก็ต้องหยุดอีกครั้ง
แม้ขวดแก้วทั้งหมดจะสงบนิ่งแล้ว
แม้จะไม่มีเสียงใดๆ หลงเหลืออยู่
แต่ผม…ก็ยังมองไม่เห็นประตูทางออก
เมื่อมองไปรอบๆ ก็พบว่าตัวเองยังคงอยู่ท่ามกลางแถวขวดเก็บตัวอย่าง
แสงสีม่วงที่ส่องสลัวอยู่ในห้องยิ่งทำให้สถานที่นี้ดูลึกลับและน่าสะพรึงกลัวยิ่งขึ้น
บรรยากาศรอบตัวเยียบเย็นราวกับกำลังถูกบางสิ่งกดทับ
สีหน้าของผมเคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ
ดูเหมือนยังมีบางสิ่งในห้องนี้ที่กำลังเล่นตลกกับผมอยู่
ผมพยายามคิดถึงทุกเรื่องที่เคยได้ยินเกี่ยวกับ ‘ผีบังตา’
แต่ความรู้ของผมเกี่ยวกับเรื่องนี้มีเพียงแค่คำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ในวัยเด็กเท่านั้น ไม่รู้เลยว่าควรจะรับมือกับมันอย่างไร
เมื่อหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู
ไม่มีสัญญาณ…
ผมไม่สามารถติดต่ออาจารย์เพื่อขอความช่วยเหลือได้ จึงตัดสินใจลองพึ่งตัวเอง
แต่ไม่ว่าผมจะเดินไปทางไหนก็เหมือนวนเวียนอยู่ในห้องเก็บตัวอย่างนี้ รอบตัวมีเพียงร่างไร้วิญญาณที่ลอยขึ้นลงอยู่ในขวดแก้ว
แสงสีม่วงจากหลอดไฟค่อยๆ อ่อนลงเหมือนกับมันกำลังจะดับลงในไม่ช้า…
ผมเห็นร่างไร้วิญญาณภายในขวดแก้วขยับไหวเล็กน้อย
ผมมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาด แต่กลับคิดว่าการเคลื่อนไหวนั้น…เป็นฝีมือของเหล่าวิญญาณ
บางทีพวกเขาอาจยังคงอยู่ที่นี่
หลังจากตายลง ร่างของพวกเขาถูกนำมาทำเป็นตัวอย่าง บางทีวิญญาณของพวกเขาอาจยังคงสิงสู่อยู่ในขวดเหล่านั้น
เหล่าวิญญาณอาจถูกขังอยู่ที่นี่มาเป็นเวลานานจนเต็มไปด้วยความคับแค้น
เมื่อพวกเขาเห็นว่าผมดวงอ่อน ชะตาเปราะบางจึงต้องการกักขังผมไว้ที่นี่
อาจจะเพื่อหยอกเล่นหรือทรมาน...
ก่อนหน้านี้ที่ผมเปิดเผยธรรมนามของตัวเองคงทำให้พวกเขาบางส่วนรู้สึกเกรงกลัว
ไม่เช่นนั้น ความวุ่นวายในห้องนี้คงไม่สงบลง ความเย็นยะเยือกที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณลดลงไปเล็กน้อย
แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ไม่ต้องการให้ผมออกไป
ผมตั้งสติและพยายามวิเคราะห์สถานการณ์ท่ามกลางบรรยากาศอันน่าอึดอัดนี้ แต่ก็ยังไม่พบวิธีที่จะออกไปจากที่นี่ได้เลย
ขณะที่ผมค่อยๆ เดินไปท่ามกลางแถวขวดแก้ว
เสียง “เอี๊ยด…เอี๊ยด…” พลันดังขึ้นจากเบื้องหน้า
แสงไฟสลัวเกินไป ผมจึงต้องเปิดไฟฉายจากโทรศัพท์และส่องไปข้างหน้า
เมื่อแสงไฟจากโทรศัพท์ของผมส่องไปยังปลายสุดของห้องเก็บตัวอย่าง ผมมองเห็นเงาร่างหนึ่งยืนอยู่หน้าตู้กระจก…
มันกำลังพยายามเปิดฝาครอบโลหะที่ปิดอยู่ด้านบนของขวดแก้ว
ฝานั้นทั้งหนักและหนา แต่เงาร่างนั้นยังคงพยายามดึงเปิดมัน
เสียงเสียดสีของโลหะกระทบกับขอบแก้วดังกรีดเข้าไปในโสตประสาทของผม
เมื่อเห็นภาพนั้น หัวใจของผมกระตุกวูบ ถอยหลังไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัว
ผี…ปรากฏตัวอีกแล้ว
ผมกำกระบี่กระดูกปลาแน่นขึ้น เตรียมพร้อมรับมือทุกเมื่อ
เงานั่นค่อยๆ หันมาหาผมแล้วยกมือกวักเรียก
แม้ไม่ได้พูดอะไร แต่ความหมายของมันชัดเจน
มันต้องการให้ผมเข้าไปหา
ไม่…หากพูดให้ถูกต้อง มันต้องการให้ผมเข้าไปในขวดแก้วนั้น
ต้องการให้ผมเป็นเหมือนพวกมัน ถูกแช่ไว้ในฟอร์มาลิน กลายเป็นตัวอย่างไร้ชีวิต
ให้ตายสิ ผมประเมินความอาฆาตของพวกมันต่ำเกินไป
ตอนแรกผมคิดว่าพวกมันแค่ต้องการหลอกหลอนและกลั่นแกล้งผมเล่น
แต่ตอนนี้ชัดเจนแล้ว…พวกมันต้องการฆ่าผม!
ผมเห็นใบหน้าของมันไม่ชัดเจนเพราะระยะทางที่ห่างไกล แต่ผมรู้ว่าไม่ควรเข้าไปใกล้เด็ดขาด
ผมตัดสินใจหันหลังและรีบวิ่งไปอีกทาง
แต่ไปได้ยังไม่ไกล เงานั้นก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าผมอีกครั้งในท่าเดิม!
มือหนึ่งจับขอบฝาครอบแก้ว อีกมือกวักเรียกผมให้เข้าไปหา
ผมแข็งค้างอยู่กับที่…
ผมถูกผีบังตา ไม่ว่าผมจะวิ่งไปทางไหนก็จะพบกับเงาร่างนี้เสมอ
ผมสูดหายใจลึก แม้ในใจจะหวาดกลัว แต่ก็ได้ตัดสินใจครั้งสำคัญ
ในเมื่อหนีไปไม่ได้…ก็จะไม่หนีอีกต่อไป
แทนที่จะวิ่งหนีอย่างตื่นตระหนก ผมควรจะเผชิญหน้ากับมัน
และที่สำคัญ ผมยังมีกระบี่กระดูกปลาเล่มนี้…กระบี่ที่สลักอักขระขับไล่วิญญาณสิบแปดตัว