ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 62 รัตติกาลมืดหม่น หวนคืนสู่ชุมชนเก่า
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 62 รัตติกาลมืดหม่น หวนคืนสู่ชุมชนเก่า
ชุมชนเก่าแก่ในยามค่ำคืนเงียบสงัด มีเพียงไฟส่องสว่างข้างถนนสองดวงกะพริบแสงสีเหลืองริบหรี่
ทั้งบริเวณไม่มีแม้แต่เงาของผู้คน
ครั้งล่าสุดที่ผมกับลุงอวี๋มาที่นี่ ก็เพื่อหลบหนีการตามล่าของจางเฉียงที่กลายเป็นผีจมน้ำ และเกือบเอาชีวิตไม่รอดจากห้องอาถรรพ์
ครั้งนี้ผมกับลุงอวี๋ต้องร่วมมือกันเผชิญหน้ากับยายเฒ่าในห้องอาถรรพ์
ไม่เพียงแต่จะนำโทรศัพท์ของลุงอวี๋กลับคืนมา ยังต้องสั่งสมพรจากวิญญาณเฒ่านั่นด้วย
ผมยืนรออยู่หน้าทางเข้าเป็นเวลากว่าครึ่งชั่วโมง
ไม่นานนักลุงอวี๋ก็ขี่รถจักรยานไฟฟ้ามาถึง
“ลุงอวี๋!” ผมก้าวไปทักทาย
ลุงอวี๋ตอบรับสั้นๆ ก่อนจะจอดรถตรงหน้าทางเข้า
ครั้งนี้เขาหยิบกุญแจออกมาล็อกรถไว้แน่นหนา เพราะครั้งที่แล้วรถจักรยานไฟฟ้าของเขาถูกขโมยไป
ผมมองดูรถของลุงอวี๋แล้วอดถามไม่ได้
“ลุงอวี๋ซื้อคันใหม่เหรอ”
ลุงอวี๋ล็อกรถเสร็จก่อนส่ายหน้า
“ของของลุง ใครคิดขโมยก็อย่าหวังว่าจะได้ใช้ เมื่อคืนไอ้หนุ่มหัวทองที่ขโมยรถลุงไปโดนอัดซะเละ เช้านี้ก็เลยรีบนำมาคืนให้อย่างว่าง่าย ยังไม่พอ มันยังจ่ายค่าชดเชยให้ลุงอีกตั้งสองพันหยวน” ลุงอวี๋พูดด้วยท่าทางภาคภูมิใจ
ได้ยินเช่นนั้น ผมอดแปลกใจไม่ได้ “ลุงอวี๋ นี่ลุงรู้จักคนในวงการใต้ดินเหรอ”
ถ้าไม่มีเส้นสายที่ไหน ใครกันจะยอมเอารถที่ขโมยไปมาคืนให้แบบนี้
ลุงอวี๋หัวเราะเสียงดัง “ฮ่าๆ” สองครั้ง ก่อนพูดขึ้น
“เมื่อคืนลุงทำอาหารเซ่นผีไปสองจาน เชิญพวกพ้องเก่าที่ล่วงลับไปแล้วมาร่วมวง พวกเขากินอาหารของลุงแล้วก็เลยช่วยจัดการเรื่องนี้ให้ทั้งคืน
“รุ่งเช้ารถก็กลับมาทันที เร็วดีใช่ไหมล่ะ!”
หลังจากฟังคำพูดของลุงอวี๋ ผมถึงกับเบิกตากว้าง
นี่มันรวดเร็วยิ่งกว่าการส่งพัสดุเสียอีก!
ลุงอวี๋ทำอาหารเซ่นผีเพื่อเรียกพวกพ้องที่ตายไปแล้วให้มาช่วยงาน…
คิดถึงจุดนี้ ผมอดไม่ได้ที่จะครุ่นคิดต่อไป
ถ้าลุงอวี๋สามารถทำอาหารแล้วเรียก ‘พวกพ้อง’ จากโลกหลังความตายมาได้จริงๆ…
ถ้าอย่างนั้น เราจะใช้การเซ่นไหว้เพื่อเรียกวิญญาณร้ายที่แข็งแกร่งมาช่วยเราจัดการผีในห้องอาถรรพ์ได้ไหม
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นในหัว สุดท้ายก็อดถามออกไปไม่ได้
“ลุงอวี๋ ถ้าพูดแบบนี้ แสดงว่าลุงสามารถใช้อาหารคนตายเพื่อให้พวกนั้นช่วยงานได้สินะ ถ้าอย่างนั้น ทำไมเราไม่เรียกผีที่แข็งแกร่งสักตัวมา แล้วพวกเราก็ไปที่ห้อง 7-3 พร้อมกัน แบบนั้นคงปลอดภัยกว่ามาก?”
ลุงอวี๋ถือกล่องอาหารไว้ในมือ มองผมแวบหนึ่งก่อนหัวเราะเบาๆ
“ฮ่าๆ เจ้าหนูนี่ไม่เลวเลยนะ รู้จักคิดเชื่อมโยงเรื่องต่างๆ ได้ดี ตามทฤษฎีแล้วไม่มีปัญหาอะไรเลย ลุงเป็นพ่อครัวคนตาย ตราบใดที่อาหารอร่อยพอ แน่นอนว่าย่อมเรียกวิญญาณร้ายที่แข็งแกร่งมาได้ แต่ดูเหมือนว่านายจะยังสัมผัสกับพวกเขาน้อยเกินไป จึงยังไม่เข้าใจดีพอ การทำข้อตกลงกับผีน่ะมักเต็มไปด้วยอันตราย โดยเฉพาะการติดต่อกับวิญญาณร้ายที่แข็งแกร่งกว่าตัวเอง ยิ่งอันตรายขึ้นไปอีก
“พวกเขาจะเป็นวิญญาณร้ายหรือเป็นมิตรล้วนขึ้นอยู่กับจังหวะและสถานการณ์ ไม่สามารถควบคุมพวกเขาได้แน่นอน หากกะจังหวะผิดพลาด อาจย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองได้”
หลังจากฟังคำอธิบายของลุงอวี๋ ผมก็เข้าใจเหตุผล
ลุงอวี๋สามารถเรียกวิญญาณร้ายที่แข็งแกร่งมาได้ แต่การควบคุมให้พวกมันทำตามคำสั่งนั้นยากเย็นนัก
นอกจากนี้ ลุงอวี๋เป็นเพียงพ่อครัวคนตาย ไม่ได้มีพลังต่อสู้แข็งแกร่งนัก
การรับมือกับวิญญาณทั่วไปยังพอทำได้ แต่หากเป็นวิญญาณร้ายที่มีพลังมหาศาล พวกมันอาจมองข้ามลุงอวี๋ไป หรือแย่กว่านั้นอาจถึงขั้นย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง
อย่างไรก็ตาม หากใช้ความสามารถนี้เพียงเพื่อเรียกวิญญาณเร่ร่อนธรรมดาเช่นการเรียก ‘พี่ใหญ่’ จากโลกวิญญาณอย่างที่ลุงอวี๋ทำเมื่อคืน ขอเพียงให้ค่าตอบแทนเป็นเครื่องเซ่นไหว้หรืออาหารคนตาย ก็สามารถทำข้อตกลงร่วมกันได้ง่ายดาย
บรรดาผีที่เคยมีชีวิตอยู่ในโลกของอาชญากรรมอาศัยเครือข่ายเดิมที่มีอยู่ช่วยลุงอวี๋ตามหารถจักรยานไฟฟ้ากลับมาได้อย่างรวดเร็ว
ดังนั้น การใช้เครื่องเซ่นไหว้เพื่อเรียกวิญญาณนั้นมีความเสี่ยงสูงมาก
โดยเฉพาะหากเผชิญกับวิญญาณร้ายที่แข็งแกร่ง มันอาจนำมาซึ่งผลเสียมากกว่าผลดี
เมื่อเข้าใจเรื่องนี้ ผมก็พยักหน้าเล็กน้อยและตอบรับเสียงเบา “อ้อ…”
ผมเหลือบมองกล่องอาหารในมือของลุงอวี๋ก่อนถามขึ้น
“ลุงอวี๋ คืนนี้ลุงเตรียมอะไรมาน่ะ”
ลุงอวี๋เหลือบมองกล่องอาหารในมือแล้วหัวเราะเบาๆ
“นี่คืออาหารคนตาย ยายเฒ่านั่นชอบกินนัก ก่อนหน้านี้ลุงมาส่งอาหารให้เธอทุกเดือน ใช้อาหารคนตายนี้กดทับความอาฆาตของเธอเอาไว้”
ขณะเดินไปข้างหน้า ลุงอวี๋ก็อธิบายแผนที่เขาเตรียมไว้
เขาบอกว่าผียายเฒ่ากินอาหารคนตายของเขามานานถึงสามเดือนแล้ว ทำให้ความอาฆาตของเธอลดลงมาก
ผมมีกระบี่กระดูกปลาอยู่ในมือ เราสองคนร่วมมือกันคงจะจัดการเธอได้ไม่ยาก
ไม่มีความจำเป็นต้องทำอะไรซับซ้อน
รออีกสักพัก เราจะขึ้นไปเคาะประตูห้อง จากนั้นลุงอวี๋จะใช้อาหารคนตายล่อให้เธอเปิดประตู และทันทีที่เธอเปิด เราไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลง ลงมือทันทีได้เลย
ยายเฒ่านั่นเคยฆ่าคนมาก่อนจึงเต็มไปด้วยพลังอาฆาต หากจะส่งเธอไปตามพิธีคงทำไม่ได้
ดังนั้น ฆ่าทิ้งเสียเลยจะง่ายกว่า ป้องกันไม่ให้เธอก่อเรื่องอีก
เมื่อถึงตอนนั้น เราสองคนจะได้บุญกุศลไปด้วย
ผมฟังแผนของลุงอวี๋อย่างตั้งใจและให้คำมั่นว่าเมื่อเข้าไปแล้ว จะไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว
ขณะที่เรากำลังพูดคุยกัน เราก็มาถึงหน้าห้องอาถรรพ์
ผมเงยหน้าขึ้นมอง ห้อง 7-3 ยังคงถูกปิดตายด้วยแผ่นไม้แน่นหนา ไม่ปล่อยให้แม้แต่สายลมลอดผ่าน
ลุงอวี๋เล่าว่า สมัยที่ยายเฒ่ายังมีชีวิต เธอเป็นหญิงชราที่โดดเดี่ยว
ตอนแรกเพื่อนบ้านรอบๆ ก็ดูแลเธอเป็นอย่างดี
ทุกปีเมื่อถึงวันสำคัญ ทางชุมชนก็มักจะนำข้าวสารน้ำมันมาให้เธออยู่เสมอ
แต่ยายเฒ่านี่มือไม่สะอาด นอกจากจะขี้ขโมยแล้ว ยังเป็นคนใจร้าย
ก่อนตาย เธอเคยหลอกเด็กตัวเล็กๆ ไปที่หลังชุมชน ก่อนจะผลักเด็กคนนั้นลงไปในบ่อซีเมนต์ของไซต์ก่อสร้าง
โชคดีที่มีคนพบเด็กทันเวลา ไม่อย่างนั้นคงจบไม่สวย
ตอนนั้นยายเฒ่าคนนี้ยังแสร้งทำเป็นคนดีช่วยออกตามหาเด็ก แถมยังชี้นำไปผิดทางอยู่หลายครั้ง
จนเมื่อเปิดกล้องวงจรปิดตรวจสอบ ถึงได้เจอตัวเด็กในที่สุด
แต่ถึงกระนั้น เธอก็ยังไม่ยอมรับผิด เอาแต่แผดเสียงโวยวายว่าถูกใส่ร้าย
จนกระทั่งมีหลักฐานจากกล้องวงจรปิดจึงยอมรับเสียงเรียบเฉย
เธอกล่าวหาว่าเด็กคนนั้นไม่มีมารยาท ไม่รู้จักเคารพผู้ใหญ่
เหตุเพียงเพราะเด็กไม่ยอมยื่นขวดน้ำเปล่าให้ เธอจึงคิดจะสั่งสอน
พ่อแม่ของเด็กไม่มีทางยอมความ แม้ว่ายายเฒ่าจะอายุมากแล้ว แต่เธอก็ต้องเผชิญกับโทษทางกฎหมาย
เธอเริ่มแสดงละครร้องไห้ อาละวาด และขู่ฆ่าตัวตาย
สุดท้าย เธอเลือกแขวนคอตัวเองกับพัดลมเพดานในห้อง
ที่น่าตกใจคือ มีเพื่อนบ้านยืนดูเหตุการณ์อยู่กันเป็นสิบเป็นร้อย แต่กลับไม่มีใครเข้าไปช่วยเลย
และแล้ว ยายเฒ่าคนนั้นก็จบชีวิตลงในห้องของตัวเอง
ความตายของเธอสร้างความสะใจให้คนในชุมชน ทุกคนต่างคิดว่าตัวปัญหาถูกกำจัดไปเสียที
แต่ไม่มีใครคาดคิดว่า แม้เธอจะตายไปแล้วก็ยังไม่ยอมรับผิด
วิญญาณของเธอจึงเต็มไปด้วยความคั่งแค้นและกลายเป็นผีร้ายสิงอยู่ในห้อง
เธอฆ่าไปสามศพในเวลาสามเดือน
ผู้คนในชุมชนจึงหวาดกลัวจนต้องปิดตายห้องนั้น ซ้ำตอนกลางวันยังมีคนคอยเฝ้าดูไม่ให้ใครเข้าใกล้ คนที่ได้รับมอบหมายก็ล้วนเป็นผู้ที่มีดวงแข็ง
พอตกกลางคืน ทุกคนต่างขังตัวเองอยู่แต่ในห้อง ไม่กล้าออกมา
เหมือนกับตอนนี้ที่รอบบริเวณเงียบสนิท ไร้แม้แต่เงาคน
เพราะลุงอวี๋อาศัยอยู่ใกล้ชุมชนนี้ และมีคนรู้ว่าเขาทำอาหารคนตายได้ จึงถูกว่าจ้างให้ทำอาหารเซ่นไหว้สองครั้ง
เนื่องจากคนที่มีพลังจัดการเรื่องนี้ได้ต่างพากันย้ายออกไปหมดแล้ว คนที่เหลืออยู่ก็ทำได้แค่หวังให้ผียายเฒ่าสงบลงเสียที
ลุงอวี๋เคยมาที่นี่และเข้าใจสถานการณ์ดี
แต่ด้วยพลังที่จำกัด เขาไม่สามารถส่งผียายเฒ่าไปได้ในคราวเดียว และก็ไม่กล้าหน้าด้านไปขอให้ซ่งเต๋อไฉช่วย
เขาทำได้เพียงใช้วิธีของตัวเอง ค่อยๆ กดพลังอาฆาตของเธอลงด้วยอาหารคนตาย
ตามแผนของเขา หากทำต่อไปอีกสองสามปีก็อาจทำให้พลังอาฆาตของเธอสลายไป
แม้จะส่งไปไม่ได้ อย่างน้อยก็คงไม่มีใครต้องตายเพิ่มอีก
แต่แล้วไม่กี่วันก่อน ลุงอวี๋พาผมมาหลบภัยที่นี่ และฟันยายเฒ่าไปหนึ่งครั้ง
แผนการเซ่นไหว้ของเขาจึงจบลง
แถมโทรศัพท์ราคาแพงของเขาก็ตกอยู่ในห้องอาถรรพ์ บวกกับตอนนี้ผมได้ก้าวเข้าสู่วงการ มีกระบี่กระดูกปลาอยู่ในมือ ลุงอวี๋จึงชวนผมมาเป็นผู้ช่วย
เขาเชื่อว่าถ้าเราสองคนร่วมมือกัน มีทั้งกระบี่กระดูกปลาและมีดหัวมังกรเป็นอาวุธ
การจัดการผียายเฒ่าคงไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป…