ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 63 หน้าห้องอาถรรพ์ ใบส้มโอเบิกเนตร
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 63 หน้าห้องอาถรรพ์ ใบส้มโอเบิกเนตร
ขณะสนทนา ผมกับลุงอวี๋ก็ก้าวขึ้นมาถึงชั้นบนแล้ว
อาคารแห่งนี้แทบไม่มีผู้อยู่อาศัยหลงเหลืออยู่เลย ทั่วทั้งตึกไร้ซึ่งแสงไฟ มืดสนิทจนแทบมองไม่เห็นทาง
ลุงอวี๋นำทางผมไปทีละก้าว มุ่งหน้าขึ้นสู่ชั้นเจ็ด
ระหว่างเดิน เขากล่าวขึ้น “เสี่ยวเจียง เอานี่ไปถูที่ดวงตาและหน้าผาก”
พูดจบ เขาหยิบใบไม้ไม่กี่ใบออกจากกระเป๋าเสื้อ แล้วยื่นให้ผม
ในทางเดินที่มืดมิด ผมมองไม่ชัดว่าเป็นใบอะไร แต่ขนาดของมันค่อนข้างใหญ่ และดูแข็งแกร่งพอสมควร
ผมรับมาถือไว้ แต่ยังไม่เข้าใจนัก
“ลุงอวี๋ นี่ใบอะไร ทำไมต้องใช้ถูตากับหน้าผาก”
ลุงอวี๋ตอบเสียงเบา “นี่คือใบส้มโอ ใช้เบิกเนตรได้”
ใบส้มโอ? เบิกเนตร?
ผมชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะนึกถึงภาพยนตร์เก่าๆ ที่เคยดู
พระเอกใช้ใบส้มโอถูดวงตาเพื่อมองเห็นสิ่งลี้ลับ
ที่แท้ คำว่าเบิกเนตรของลุงอวี๋ก็หมายถึงการเปิดญาณเห็นผี!
คิดได้ดังนั้น ผมก็รีบถามทันที
“ลุงอวี๋ นี่หมายความว่าลุงจะเบิกเนตรให้ผมเหรอครับ แต่ก่อนหน้านี้อาจารย์บอกว่าช่วงนี้พลังหยางในตัวผมอ่อนแอ แม้ไม่เบิกเนตร ผมก็มองเห็นพวกมันได้อยู่แล้ว”
ลุงอวี๋พยักหน้ารับ
“อาจารย์ของนายพูดถูก แต่ตอนนี้โชคชะตาของนายเริ่มกลับมาดีขึ้นแล้ว พลังหยางในตัวก็เพิ่มขึ้น ดังนั้น การมองเห็นพวกมันอาจไม่ชัดเจนเหมือนเมื่อก่อน ลุงเลยให้ใช้ใบส้มโอถูดวงตา จะได้มองเห็นพวกมันชัดเจนขึ้น หาไม่แล้ว ข้างในห้องนั้นมืดสนิท นายคงมองอะไรไม่ออกแน่”
ลุงอวี๋คิดรอบคอบเสมอ เขาเตรียมการล่วงหน้าให้ผมเรียบร้อยแล้ว
ผมไม่ลังเลอีกต่อไป พยักหน้ารับ
“เข้าใจแล้ว ผมจะถูที่ตาและหน้าผากเดี๋ยวนี้”
พูดจบ ผมหยิบใบส้มโอขึ้นมาถูที่หน้าผากและดวงตา
และทันทีที่ใบส้มโอสัมผัสผิว ผมก็รู้สึกได้ถึงความแตกต่าง
กลิ่นของมันนอกจากจะมีความหอมแบบใบส้มโอแล้ว ยังมีกลิ่นแปลกปลอมปนอยู่
เป็นกลิ่นเหม็นคาวเจือเปรี้ยวฉุน
“ลุงอวี๋ ทำไมใบส้มโอนี่มีกลิ่นแปลกๆ”
ผมถามขณะถูใบส้มโอไปเรื่อยๆ
ลุงอวี๋หัวเราะเบาๆ “มันถูกชโลมด้วยน้ำตาวัว นั่นละที่ทำให้มีกลิ่นแปลกๆ”
เขาอธิบายต่อ “ช่วงนี้พลังหยางของนายอ่อนแอเกินไป ถ้าใช้แต่น้ำตาวัวเพียวๆ อาจเกิดผลกระทบได้
“ดังนั้น ลุงเลยให้ใช้ใบส้มโอที่ชุบด้วยน้ำตาวัวแทน”
ขณะที่เขาพูด ผมก็รู้สึกว่าหน้าผากและดวงตาของตัวเองเย็นวาบราวกับมีแผ่นน้ำแข็งแปะอยู่บนผิว
เปลือกตาของผมกะพริบถี่ๆ อยู่ครู่หนึ่ง รอจนความแสบหายไป
จากนั้นก็พบว่าการมองเห็นของผมชัดเจนขึ้นมาก
ก่อนหน้านี้โถงทางเดินมืดสนิท ระยะมองเห็นไม่เกินสองเมตร เห็นเพียงเงาสลัวของสิ่งต่างๆ เท่านั้น
แต่ตอนนี้ มันเหมือนกับช่วงโพล้เพล้ที่ยังพอมีแสงเลือนราง ผมสามารถมองเห็นทั่วทั้งทางเดินได้อย่างชัดเจน
ผมรู้สึกตื่นเต้นมาก ใบส้มโอชุบด้วยน้ำตาวัวสามารถเบิกเนตรได้จริงๆ
“ลุงอวี๋ ผมมองเห็นได้ชัดขึ้นเยอะเลย”
ลุงอวี๋ยังคงสงบนิ่งและกล่าวต่อ “ผลของมันจะอยู่ได้ประมาณหนึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นตาของนายจะรู้สึกล้าและแห้ง แต่ถ้าไม่ใช้บ่อยจนเกินไปก็ไม่มีผลข้างเคียงอะไรมาก”
ผมพยักหน้ารับ จำคำพูดของลุงอวี๋ขึ้นใจ
ในอนาคต หากยังต้องเดินบนเส้นทางนี้ คงต้องใช้ของพวกนี้อยู่เรื่อยๆ
ในเวลาเดียวกันนั้นเราเดินขึ้นมาถึงชั้นเจ็ดแล้ว
บรรยากาศที่นี่เย็นยะเยือกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ประตูห้อง 7-3 ยังคงปิดสนิท แถมยันต์ที่ลุงอวี๋เคยฉีกออกไปยังถูกแปะใหม่
และดูเหมือนจะมีเพิ่มขึ้นมาหลายแผ่น
ลุงอวี๋ขยับเข้าไปดูใกล้ๆ ก่อนสบถออกมา
“ให้ตายสิ พวกนักพรตพวกนี้ไม่รู้อะไรเลย คิดแต่จะหลอกเงิน”
พูดจบ เขาก็ฉีกยันต์เหล่านั้นออกจนหมด
จากนั้นจึงหันกลับมาพูดกับผมด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เสี่ยวเจียง อีกเดี๋ยวนายยืนอยู่ข้างหลังลุง ตอนลุงจะเคาะประตู นายอย่าส่งเสียงอะไรทั้งนั้น ขอแค่ประตูเปิดออก ไม่ต้องพูดพร่ำ ตามฉันเข้าไปจัดการได้เลย”
ผมพยักหน้ารับหนักแน่น “เข้าใจแล้ว ลุงอวี๋!”
ขณะพูด ผมชักกระบี่กระดูกปลาออกมา ตั้งท่าพร้อมรับมือเต็มที่
ลุงอวี๋ไม่อธิบายอะไรเพิ่มเติม
เขาสูดลมหายใจลึก ก่อนจะวางกล่องอาหารลงบนพื้น จากนั้นหยิบถ้วยข้าวผัดออกมา
ข้าวผัดสีดำสนิท ดูไม่ออกว่าทำจากอะไร แต่กลิ่นหอมที่โชยมาทำให้ผมรู้สึกแปลกใจ
ลุงอวี๋วางถ้วยข้าวผัดลงบนพื้น ก่อนหยิบธูปสั้นและกระดาษไหว้ออกมาจากก้นกล่องอาหาร
เขาจุดไฟเผากระดาษ จุดธูป จากนั้นก็ปักลงในถ้วยข้าวผัด
กลุ่มควันสีขาวลอยขึ้นไปสูงกว่าหนึ่งเมตร ก่อนจะค่อยๆ กระจายออก
ลุงอวี๋จ้องมองกลุ่มควันที่ลอยขึ้น ก่อนจะเป่าลมออกจากปาก
ทันทีที่ลมหายใจของเขาสัมผัสกลุ่มควันสีขาว มันกลับกลายเป็นควันดำสนิทและกระจายตัวออกไปโดยรอบ
เมื่อเห็นเช่นนั้น สีหน้าของลุงอวี๋ก็เคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะพึมพำกับตัวเอง
“บ้าจริง เพิ่งผ่านไปแค่ไม่กี่วัน พลังอาฆาตกลับรุนแรงขึ้นกว่าเดิม”
พูดจบ เขาหันมาทางผมและกล่าว “เสี่ยวเจียง แรงอาฆาตของยายเฒ่านั่นรุนแรงขึ้นมาก เมื่อเข้าไปแล้วต้องระวังให้ดี ห้ามลังเลเด็ดขาด”
ผมเคยเจอกับสิ่งเหล่านี้มาแล้ว และรู้ดีว่าผีที่แปดเปื้อนพลังอาฆาตดุร้ายเพียงใด
“เข้าใจแล้ว ลุงอวี๋ ผมจะไม่ลังเล”
ลุงอวี๋พยักหน้ารับ ก่อนจะปลดตัวล็อกฝักมีด
จากนั้นดึงมีดหัวมังกรออกมา เผยให้เห็นใบมีดที่ส่องประกายเย็นเยียบ
เขายืนอยู่หน้าประตูห้อง 7-3 มือหนึ่งจับมีดแน่น อีกมือยกขึ้นเคาะประตู
“ก๊อกๆๆ…ตึงๆๆๆ…”
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเป็นจังหวะเดียวกับที่เขาเคยทำครั้งก่อน
เสียงเคาะดังสะท้อนออกมาอย่างแปลกประหลาดท่ามกลางความเงียบสงัดของทางเดิน
ผมยืนอยู่ด้านหลังลุงอวี๋ กำกระบี่กระดูกปลาแน่น
สายตาจับจ้องไปยังประตูตรงหน้า รวบรวมสมาธิเตรียมพร้อมเต็มที่
เมื่อเสียงเคาะชุดสุดท้ายจบลง ภายในห้องกลับไร้เสียงตอบรับใดๆ
เพียงแต่ธูปที่ปักอยู่ในถ้วยข้าวหน้าประตูกลับลุกไหม้เป็นเปลวสว่างวาบเป็นระยะ และเผาไหม้อย่างรวดเร็วจนน่าฉงน
ลุงอวี๋หยุดชั่วขณะ ก่อนจะเคาะประตูอีกครั้ง
“ก๊อกๆๆ…ตึงๆๆๆ…”
แต่คราวนี้ ทันทีที่เสียงเคาะเงียบลง ผมก็ได้ยินเสียงแหบพร่าของหญิงชราดังลอดออกมาจากห้อง 7-3
“ใครน่ะ!” เสียงนั้นสั้นกระชับ ทว่ากลับทำให้ขนลุกซู่ขึ้นมาในทันที
เสียงของผียายเฒ่าตนนั้น…ผมจำได้แม่นยำ
“คุณป้าครับ ผมนำอาหารมาให้”
ลุงอวี๋ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่กระนั้นมือที่กำด้ามมีดหัวมังกรของเขากลับยกสูงขึ้นอย่างชัดเจน
ทว่าเพียงสิ้นเสียงของลุงอวี๋ ภายในห้องก็พลันมีเสียงหัวเราะดังขึ้นมา
“หึๆๆ…ส่งอาหารงั้นรึ ครั้งก่อนฟันฉันไปหนึ่งครั้ง วันนี้ยังกล้ามาอีกหรือ”
เสียงนั้นยังคงแหบพร่าเหมือนเดิม
และขณะที่เสียงพูดจบลง ธูปที่ปักอยู่บนข้าวก็ก่อเสียง “กร๊อบ” พร้อมกับหักกึ่งกลางพอดี
พร้อมกับการหักลงของธูปนั้นเอง…
ผมมองเห็นไอสีดำค่อยๆ คืบคลานออกมาจากรอยแยกของประตูไม่หยุด…
ทั้งทางเดินของอาคาร กลับหนาวเยือกขึ้นมาในทันที…
ผมไม่กล้าส่งเสียงใดๆ ออกไป เพียงแค่ควบคุมอารมณ์ตัวเองให้คงที่ พร้อมที่จะลงมือได้ทุกเมื่อ
ส่วนลุงอวี๋ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าผม ยังคงใช้เสียงสุภาพเอ่ยต่อไป
“คุณป้าครับ ผมมาขอโทษป้า ผมนำอาหารมาให้ด้วย เปิดประตูเถอะครับ ผมจะเอาอาหารให้…”