ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 69 รอคอยอยู่ รับพรคือพิธีกรรม
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 69 รอคอยอยู่ รับพรคือพิธีกรรม
ผมรับเหรียญสีดำสนิทมา นี่เป็นสิ่งเดียวที่เสี่ยวอวี่เหลือทิ้งไว้
เมื่อมองเหรียญนี้ ผมนึกถึงเรื่องราวที่ผมเคยมีร่วมกับเธอ
แม้เธอจะเป็นผี แต่เธอไม่เคยทำร้ายผมเลยสักครั้ง มีแต่ช่วยเหลือและคอยปกป้องผม
ผมอยากรู้เหลือเกินว่าเธอกำลังเผชิญกับอะไร หรือประสบปัญหาอะไรอยู่ ผมอยากช่วยเธอ
แต่น่าเสียดายที่ความสามารถของผมยังมีจำกัด
แม้แต่อาจารย์ซึ่งเป็นคนเก็บศพที่มีชื่อเสียงก็ยังไม่กล้าเข้าไปในตึกทดลองตอนกลางคืน
สิ่งเดียวที่ผมทำได้ตอนนี้คือภาวนาให้เธอผ่านพ้นอุปสรรคไปให้ได้
หลังจากนั้นลุงกับผมก็คุยกันต่อเกี่ยวกับเรื่องผีและสิ่งลี้ลับ
จากนั้นลุงก็ถามขึ้นว่า “เสี่ยวเจียง! ในเมื่อนายเข้ามาในสายนี้แล้ว ได้ไปรับพรจากบรรพจารย์หรือยัง ไหนลองบอกลุงหน่อยซิว่านายได้อะไร”
ผมส่ายหัว
“ยังเลย อาจารย์มัวแต่ไปตกปลา ไม่ได้พาผมไปรับพร”
แล้วผมก็ถามต่อด้วยความสงสัย “ลุงอวี๋ พรจากบรรพจารย์นี่มีของจริงให้เห็นเลยเหรอ”
ลุงหัวเราะออกมา “ฮ่าๆ แน่นอนว่ามันเป็นของจริง แต่จะเป็นของที่บรรพจารย์มอบให้เองหรือเปล่า อันนี้ก็ไม่แน่ใจ ตอนลุงเข้ามา ลุงได้รับหมั่นโถวที่กินเหลือครึ่งหนึ่ง อาจารย์ของลุงบอกว่าหมั่นโถวถือเป็นอาหาร จึงถ่ายทอดวิชา ‘อาหารคนตาย’ ให้ลุง”
ผมฟังแล้วรู้สึกประหลาดใจ
ผมเคยหาข้อมูลเกี่ยวกับบรรพจารย์จากอินเทอร์เน็ตมาแล้ว
ว่ากันว่า ‘จักรพรรดิเฟิงตู’ หรือ ‘ราชายมโลกเฟิงตู’ เป็นผู้ปกครองแดนวิญญาณ และเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดของนรก
พวกเรายกให้ท่านเป็นบรรพจารย์ ถือว่ามีเกียรติอย่างยิ่ง
แต่ทำไมพรที่ลุงได้รับกลับเป็นหมั่นโถวที่กินเหลือ
มันถูกส่งมาจากยมโลกอย่างนั้นหรือ
ผมรู้สึกสงสัย เลยถามออกไป “ลุงอวี๋ แล้วหมั่นโถวของลุง บรรพจารย์มอบให้ยังไงหรือ อย่าบอกนะว่า…ท่านส่งมันมาจากขุมนรก?”
ผมถามด้วยน้ำเสียงประหลาดใจและข้องใจ
ลุงอวี๋สูบบุหรี่เข้าปอดลึกก่อนจะตอบ
“เป็นไปได้ที่ไหน! ลุงอยู่ในวงการนี้มาตั้งหลายสิบปี ยังไม่เคยเห็นยมทูตตัวเป็นๆ เลย แล้วจะไปเห็นระดับเทพอย่างบรรพจารย์ได้ยังไง”
“งั้นลุงอวี๋ บรรพจารย์มอบพรให้เรายังไงกัน” ผมเริ่มสงสัยขึ้นมาทันที
ลุงพ่นควันออกมา ก่อนจะอธิบายอย่างไม่เร่งรีบ “การรับพรจากบรรพจารย์เป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่ง หลังจากทำพิธีกราบบรรพจารย์เสร็จ พวกเราต้องไปที่ศาลหลักเมืองแห่งหนึ่ง จุดธูปถวาย แล้วเลือกทิศทางที่จะเดินไป เมื่อเดินไปถึงระยะที่กำหนดแล้ว ให้นั่งสมาธิเป็นเวลาตามจำนวนครั้งที่คำนับ สิบนาทีต่อหนึ่งคำนับ พอลืมตาขึ้นมา ของสิ่งแรกที่เห็นอยู่บนพื้นก็คือพรที่บรรพจารย์ประทานให้”
ลุงพูดจบแบบง่ายๆ ไม่ได้ลงรายละเอียดมาก
แต่ผมนี่ถึงกับตะลึงไปเลย
ผมเคยจินตนาการถึงหลายวิธีที่บรรพจารย์จะมอบพรให้
อะไรอย่างพวกการส่งของจากยมโลก ยมทูตมาแจ้งรับพร หรือแม้แต่ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ
ไม่ก็ง่ายๆ แบบเงินโอนเข้าบัญชีทันที
แต่ความจริงกลับไม่ใช่อย่างที่คิดเลยสักนิด
ไม่แปลกใจเลยที่ลุงอวี๋บอกว่าพรของเขาคือหมั่นโถวที่กินเหลือครึ่งหนึ่ง
บางทีของสิ่งนั้นอาจเป็นแค่ของที่ใครบางคนทิ้งไว้ แล้วลุงบังเอิญเห็นมันเป็นอย่างแรกหลังจากลืมตา
ไหนจะเรื่องสิบนาทีต่อหนึ่งคำนับนั่นอีก ผมเล่นคำนับไปตั้งสิบแปดครั้ง เท่ากับว่าผมต้องนั่งอยู่อย่างนั้นสามชั่วโมง! แค่คิดก็รู้สึกเมื่อยขึ้นมาแล้ว
แต่นี่คือกฎของสายเรา ผมก็ทำได้แค่ทำตาม
ลุงอวี๋เห็นผมดูผิดหวังก็หัวเราะเบาๆ
“ไม่ต้องคิดมากหรอก ถือซะว่าเป็นพิธีกรรมให้ครบขั้นตอน พวกเราทุกคนก็ผ่านมันมาแบบนี้กันทั้งนั้น”
พูดจบลุงยังตบไหล่ผมเบาๆ
ผมพยักหน้ารับ “อืม” ถือว่าเป็นการกราบบรรพจารย์ตามธรรมเนียมก็แล้วกัน
แต่แล้วลุงอวี๋ก็ถามขึ้นมาอีก “ว่าแต่นายคำนับไปกี่ครั้งล่ะ”
“สิบแปดครั้ง” ผมตอบไปอย่างมั่นใจ
ทันทีที่ลุงอวี๋ได้ยิน สีหน้าเขาก็เปลี่ยนไปทันที ดวงตาแทบถลนออกมา
เขาสูดหายใจลึก ก่อนจะอุทานออกมา
“อะไรนะ! สิบแปดครั้ง!?”
“ใช่ครับ! ผมว่ากระดาษยันต์คงชื้นไปหน่อย เลยเผาไหม้ช้า”
แต่ลุงอวี๋กลับส่ายหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง “เป็นไปไม่ได้! ซ่งเต๋อไฉไม่ได้เป็นพวกหลอกลวงแบบนั้น”
ลุงอวี๋พูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“อีกอย่าง ไฟที่ใช้เผานั้นเป็น ‘ไฟยันต์’ ไม่ต้องพูดถึงความชื้นเลย ต่อให้เปียกน้ำก็ยังเผาไหม้อย่างรวดเร็ว เสี่ยวเจียง ดูท่าดวงชะตาของนายจะไม่ธรรมดาเลย”
ขณะที่ลุงพูด เขาก็มองสำรวจผมตั้งแต่หัวจดเท้าด้วยความประหลาดใจ
ผมฟังแล้วรู้สึกว่าสิ่งที่เขาพูดมันเหนือธรรมชาติไปหน่อย แต่ก็ไม่รู้จะตอบอะไรดี
หลังจากตั้งสติได้ ลุงอวี๋ก็พูดขึ้นอีก “ลุงชักอยากรู้แล้วสิว่าบรรพจารย์จะประทานอะไรให้นาย
“ต้องรู้ไว้ว่าอาจารย์ของฉันหรืออาจารย์ปู่ของนาย ตอนเข้าพิธียังคำนับไปแค่แปดครั้งเท่านั้น ส่วนฉันกับอาจารย์ของนายคำนับไปสามครั้ง แต่นายกลับคำนับไปถึงสิบแปดครั้ง…นี่มันต้องเป็นอะไรที่ไม่ธรรมดาแน่”
สายตาของลุงอวี๋เต็มไปด้วยความตื่นเต้น ทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ
เห็นผมยังดูลังเลไม่มั่นใจ ลุงอวี๋ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ แค่บอกว่าถ้าผมได้รับพรจากบรรพจารย์เมื่อไร ให้รีบบอกเขาทันทีว่าได้อะไรมา
ผมพยักหน้ารับคำ แล้วเดินไปตรวจดูธูปหน้าห้องเพื่อให้แน่ใจว่ายังไม่ดับ
เวลาผ่านไปประมาณชั่วโมงครึ่ง ลมเย็นยะเยือกพัดโชย
จากนั้นวิญญาณทั้งสามก็ทยอยกันกลับมา
เมื่อพวกเขาเห็นผมก็พากันโค้งคำนับด้วยความซาบซึ้งใจ
พวกเขาบอกว่าได้พบหน้าครอบครัว และเข้าฝันเพื่อบอกลาครั้งสุดท้ายแล้ว ทำให้ญาติไม่ต้องเป็นห่วงอีกต่อไป
เมื่อเห็นวิญญาณทั้งสามกลับมา ลุงอวี๋ก็ลุกขึ้นยืนแล้วพูดว่า “ไปกันเถอะ! ไปส่งพวกเขาให้เรียบร้อย พวกเราจะได้เลิกงาน”
ผมพยักหน้ารับ แล้วนำพวกเขาเดินลงไปชั้นล่าง
ก่อนออกจากห้องอาถรรพ์ ผมหันกลับไปมองมันอีกครั้ง
เศษกระจกแตกกระจัดกระจายไปทั่ว แต่บรรยากาศเย็นยะเยือกและพลังอาฆาตที่เคยมีอยู่ก่อนหน้านี้ได้หายไปหมดแล้ว ไร้ซึ่งวี่แววของผียายเฒ่าแสนร้ายกาจ
คืนนี้ถือว่าราบรื่นกว่าที่คิด
ผมกับลุงอวี๋พาวิญญาณทั้งสามเดินไปยังสี่แยกหน้าหมู่บ้าน
จากนั้นผมปักธูปสามดอกลงกับพื้น
ผมมองไปยังวิญญาณทั้งสามก่อนกล่าว
“เดี๋ยวผมจะเรียกชื่อพวกคุณ พอผมพูดจบ ก็ให้เดินไปทางทิศตะวันตกพร้อมกัน ไม่นานก็ถึงปรโลกแล้ว บนเส้นทางนั้นพวกคุณจะไม่เดียวดาย ขอให้พวกคุณหมดเคราะห์หมดกรรม และได้เกิดใหม่ในภพที่ดี”
วิญญาณทั้งสามพยักหน้ารับพร้อมกัน
ผมไม่รอช้า เริ่มท่องส่งวิญญาณทันที
“ธุลีคืนสู่ธุลี ดินคืนสู่ดิน ผู้ล่วงลับเดินทางสู่ปรภพ หวังโป๋ เฉินต้าจู่ หลี่เค่อ…จงไปสู่สัมปรายภพ”
เสียงของผมทุ้มต่ำและต่อเนื่อง
ลุงอวี๋ยืนพิงต้นไม้ใกล้สี่แยก จ้องมองผมขณะส่งดวงวิญญาณ
เมื่อสิ้นเสียงของผม วิญญาณทั้งสามก้มศีรษะคำนับให้ผมและลุงอวี๋
“ขอบคุณอาจารย์ทั้งสอง”
“ขอบคุณท่านนักพรต”
“คนดีต้องได้ดี ขอบคุณพวกคุณมาก”
ผมพยักหน้า “ไปเถอะ”
ลุงอวี๋ก็ส่งเสียงตอบรับสั้นๆ ก่อนจะเงียบไป
เมื่อวิญญาณทั้งสามเห็นดังนั้นก็ไม่ลังเลอีกต่อไป
พร้อมกับเปลวธูปที่ค่อยๆ เผาไหม้ พวกเขาดูเหมือนจะรู้สึกถึงทางที่ต้องไป
ทั้งสามจับกลุ่มกันแล้วเดินไปทางทิศตะวันตก
พวกเขาเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ลมเย็นยะเยือกก็พัดผ่าน
จากนั้นร่างของพวกเขาก็ค่อยๆ จางหายไป ณ สี่แยกนั้น…