ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 74 รับพรศักดิ์สิทธิ์ หมูป่าและอสรพิษแห่งขุนเขา
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 74 รับพรศักดิ์สิทธิ์ หมูป่าและอสรพิษแห่งขุนเขา
ในป่าเขารกร้างเช่นนี้ มีเพียงหญ้ารกและพุ่มไม้ขวางทาง ผมเดินไปสะดุดไปตลอดทาง
เวลานี้ ผมนั่งอยู่ข้างก้อนหินก้อนหนึ่ง
หนึ่งร้อยแปดสิบนาที สามชั่วโมงเต็ม
นั่งหลับตานิ่งอยู่กับที่ช่างทรมานจริงๆ
ผมคิดจะพิงหินหลับสักงีบ ไหนๆ ก็ตั้งนาฬิกาปลุกไว้แล้ว
แต่ให้ตายเถอะ ป่านี้ยุงเยอะเหลือเกิน
เพิ่งจะนั่งลง ไม่นานก็ได้ยินเสียง “หึ่งๆ” ของยุงบินวนรอบตัว
ทั้งตัวถูกกัดจนคันไปหมด
นอนไม่หลับ ได้แต่ตบยุงไปมา
ถ้ารู้มาก่อนคงพกยากันยุงมาด้วย จะได้ไม่ต้องถูกยุงรุมกัดแบบนี้
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว ในขณะที่ผมหงุดหงิดกับอาการคันจากยุงกัด
จู่ๆ ผมก็รู้สึกถึงบางสิ่งที่ผิดปกติ
รอบตัวเงียบลงอย่างฉับพลัน
เสียงแมลงกลางคืนที่ร้อง “จิ๊ดๆ” ลดลงเรื่อยๆ และเงียบไปในที่สุด
เสียงยุงที่บินวนรอบตัวผมก็หายไปหมด
ความเงียบงันที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันทำให้ผมตื่นตัวขึ้นมาทันที
ผมเคยได้ยินเรื่องราวจากคนเฒ่าคนแก่เกี่ยวกับการล่าสัตว์บนภูเขา
พวกเขาว่ากันว่าสัตว์ในป่ามีสัญชาตญาณล่วงรู้ถึงอันตราย
ยิ่งป่าเงียบลงเท่าไรก็ยิ่งอันตรายมากขึ้นเท่านั้น
สิ่งนี้หมายความว่า รอบตัวผมอาจมีสัตว์ร้ายปรากฏตัวอยู่ก็เป็นได้
ผมตื่นตัวขึ้นมาโดยอัตโนมัติ เงี่ยหูฟังเสียงรอบตัว
มือหนึ่งจับกระบี่กระดูกปลาแน่น ค่อยๆ ยืนนิ่งไม่ขยับ
รอบตัวเงียบสนิท ไร้เสียงใดๆ
แม้แต่เสียงลมพัดก็ไม่มี ผมไม่กล้าขยับ เพียงยืนนิ่งอยู่กับที่
สักพักหนึ่ง ผมก็ได้กลิ่นประหลาดในอากาศ
ผมลองสูดดม กลิ่นนั้นเหม็นคล้ายของเน่าผสมกับกลิ่นอุจจาระ
ผมมั่นใจว่านี่คือกลิ่นของสัตว์ป่า
สิ่งแรกที่แวบเข้ามาในหัวคือสัตว์ร้ายขนาดใหญ่บางตัวอาจอยู่ใกล้ตัวผมแล้ว
แต่รอบเมืองที่ผมอาศัยอยู่ สัตว์ร้ายขนาดใหญ่ที่อาจพบได้เห็นจะมีเพียงหมูป่าเท่านั้น
หรือว่า…จะเป็นหมูป่าจริงๆ?
หากเป็นเช่นนั้น มันคงอันตรายมาก
ในถิ่นของผมมีคำกล่าวว่า “หนึ่งหมู สองหมี สามเสือ”
หมายถึงสัตว์สามประเภทที่อันตรายที่สุดในป่า และหมูป่าถูกจัดให้อยู่ลำดับแรก
หมูป่าหนังหนา เนื้อแข็ง ต่อให้ใช้ปืนลูกซองยิงก็อาจไม่สามารถล้มมันได้ในทันที
ผมเริ่มรู้สึกกังวล สัญชาตญาณบอกให้รีบเปิดผ้าปิดตาออก
แต่พอมือผมแตะที่ผ้าปิดตาก็ชะงักไป
ก่อนจากมา อาจารย์กำชับไว้อย่างชัดเจน
ห้ามเปิดผ้าปิดตาก่อนครบเวลา
ถ้าผมทำผิดกฎ ผมจะไม่ได้รับการยอมรับเป็นศิษย์
นี่คือกฎการเข้าพิธี
ไม่มีทางเลือก ผมทำได้แค่นั่งนิ่งอยู่ข้างหินก้อนนั้น
ผมไม่กล้าตะโกนขอความช่วยเหลือ เพราะกลัวสัตว์ร้ายจะถูกดึงดูดเข้ามาใกล้มากขึ้น
ผมทำได้เพียงภาวนาให้เจ้าสิ่งนี้จากไปโดยไว และให้เวลาสามชั่วโมงผ่านไปโดยเร็ว
แต่ยิ่งผมกลัวสิ่งใด สิ่งนั้นก็มักจะเกิดขึ้น
กลิ่นเหม็นของมูลสัตว์ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
และแล้วผมก็ได้ยินเสียงของหมูป่า
“ครอก…ครอกๆ…”
เสียงไม่ได้ดังมาก แต่ในป่าที่เงียบสงัดเช่นนี้ มันกลับชัดเจนจนน่าขนลุก
หัวใจผมกระตุกวูบ นี่มันเสียงหมูป่าจริงๆ
รอบๆ ผมมีหมูป่าอยู่จริงๆ งั้นหรือ
ถ้าใช่ งั้นผมก็กำลังตกอยู่ในอันตราย
จิตใจเริ่มหวั่นวิตก
นี่ผมมาที่นี่เพื่อรับพรจากบรรพจารย์ หรือเพื่อรับเคราะห์กันแน่?
เข้าป่าครั้งแรกก็เจอผี และตอนนี้ยังต้องมาเจอหมูป่าอีก
นี่มันซวยเกินไปแล้ว!
“ข็อกๆ…ข็อกๆ…”
เสียงหมูป่าดังขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับกลิ่นเหม็นที่แรงขึ้นทุกขณะ
เสียงกิ่งไม้และใบไม้แห้งถูกเหยียบดัง “กรอบแกรบ”
เสียงฝีเท้ากำลังเคลื่อนตรงมาทางผม
จะหนีไหม
ไม่ได้ ผมต้องเข้าพิธีให้สำเร็จ ต้องเรียนรู้ศาสตร์ที่แท้จริงให้ได้
ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อช่วยเสี่ยวอวี่ที่ติดอยู่ในตึกเก้าศพผู้ซึ่งคอยต่ออายุให้ผมเสมอมา
ดังนั้น สิ่งที่ผมทำได้คือยืนอยู่ที่เดิม
มือกำกระบี่กระดูกปลาแน่น เพ่งสมาธิไปยังรอบตัวด้วยประสาทอันตึงเครียด
นี่คือบททดสอบจากบรรพจารย์หรือเปล่า
แม้ในใจจะพยายามคิดแบบนั้น แต่มือของผมกลับเริ่มมีเหงื่อซึม
ผมพยายามไม่ส่งเสียง ไม่ทำให้หมูป่าสังเกตเห็น
หรืออย่างน้อยก็ไม่ให้มันรู้สึกว่าผมเป็นภัยคุกคาม
เวลาผ่านไปทีละวินาที
หมูป่ายังคงวนเวียนอยู่ใกล้ๆ เสียงหายใจหนักดังขึ้นเป็นระยะ
หัวใจผมเต้นแรงจนแทบทะลุออกมา
แต่ในตอนนั้นเอง เสียงใหม่ก็ดังขึ้นจากข้างหลัง
“ฟ่อ…ฟ่อๆ…”
เสียงนั้นแผ่วเบา แต่เพียงแค่ได้ยิน ผมก็ขนลุกไปทั้งตัว
ในฐานะคนที่เติบโตมาในภูเขา ผมจำเสียงนี้ได้ดี
นี่มันเสียงของงูที่กำลังแลบลิ้นรับกลิ่น!
มีงูเลื้อยเข้ามาทางด้านหลังของผม และเสียงมันกำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
“ฟ่อๆ…”
ร่างกายผมแข็งทื่อ
ข้างหน้าคือหมูป่าที่ส่งเสียง “ครอกๆ”
ข้างหลังคืองูที่ส่งเสียง “ฟ่อๆ”
และที่แย่ที่สุดคือ ผมยังคงถูกปิดตา มองอะไรไม่เห็นเลย
ผมขยับไม่ได้ ต้องยืนอยู่ที่เดิม ห้ามเคลื่อนไหว
ผมคิดว่าชีวิตตัวเองช่างโชคร้ายเหลือเกิน
แค่จะทำพิธีเข้าสำนักก็เจอทั้งหมูป่าและงู ซ้ำยังมีกฎประหลาดแบบนี้อีก!
แต่เรื่องยังไม่จบ
เสียงงูเพิ่งดังขึ้นได้ไม่นาน ผมก็รู้สึกได้ถึงความเย็นวูบที่เท้า
มีบางอย่างเลื้อยผ่านรองเท้าของผมไป
ความรู้สึกนั้น…เหมือนงูกำลังเลื้อยผ่านเท้าผม
ผมสะดุ้งเฮือก เกือบเผลอยกเท้าเตะมันออกไป
แต่เมื่อนึกถึงกฎที่อาจารย์สั่งไว้ ผมก็ต้องกดความหวาดกลัวนั้นไว้และยืนอยู่ที่เดิม ไม่ขยับแม้แต่น้อย
ปล่อยให้มันเลื้อยผ่านไปน่าจะเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด
ไม่นานความรู้สึกของบางอย่างที่เลื้อยผ่านรองเท้าก็หายไป
แต่เสียงงูแลบลิ้นยังดังอยู่ใกล้ๆ
มันยังอยู่ที่นี่ และอาจกำลังชูหัวมองผมพลางแลบลิ้นรับกลิ่น
ขณะเดียวกันเสียงหมูป่าที่ร้อง “ครอกๆ” ก็ดังขึ้นใกล้กว่าเดิม
ไม่นานนัก ผมก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งขนาดใหญ่ที่มายืนอยู่ตรงหน้าผม
กลิ่นเหม็นของมูลสัตว์ลอยเข้าจมูก กลิ่นแรงจนแทบหายใจไม่ออก
รวมถึงลมหายใจร้อนชื้นและกลิ่นคาวเลือด
บางครั้งผมยังรู้สึกได้ถึงขนแหลมของหมูป่าที่เฉียดผ่านต้นขาของผม
แน่นอนว่าสัตว์ร้ายตัวนี้กำลังยืนอยู่ตรงหน้าผม
มันกำลังพ่นลมหายใจ ดมกลิ่นของผม…
กระบี่กระดูกปลาที่อยู่ในมือของผมไม่มีประโยชน์อะไรเลย
ดูเหมือนอาวุธนี้จะไม่มีอำนาจใดๆ เหนือสัตว์ป่า
ถึงแม้ในใจจะหวาดกลัวแค่ไหน แต่ผมก็จำคำสั่งของอาจารย์ได้ขึ้นใจ
หากฝ่าฝืนกฎก็จะไม่สามารถเป็นศิษย์ของเขาได้อีกต่อไป
การรับพรจากบรรพจารย์ต้องทำตามพิธีอย่างเคร่งครัด ผมจึงทำได้เพียงอดทน ยืนนิ่ง ไม่ไหวติงแม้แต่น้อย
แต่เมื่อคิดดูอีกที แม้ผมจะเปิดตาตอนนี้ก็ไม่มีทางทำอะไรได้อยู่ดี
ถ้าขยับผิดจังหวะก็อาจทำให้สัตว์เหล่านี้ตกใจและโจมตีผมทันที
ดังนั้นแล้ว ทางเลือกที่ดีที่สุดก็คือปล่อยให้เป็นไปตามโชคชะตา
ขณะเดียวกันผมก็เริ่มคิดว่านี่อาจเป็นบททดสอบของอาจารย์ก่อนจะรับผมเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการ
ถ้าไม่ใช่แบบนั้น ทำไมก่อนจากมา อาจารย์ถึงย้ำแล้วย้ำอีกว่าห้ามถอดผ้าปิดตา?
หรือบางที…เขาอาจจะรู้อยู่แล้วว่าผมจะต้องเจอกับอะไร
บางทีคนที่จะเข้าสู่สายนี้ได้ต้องเป็นผู้ที่มีจิตใจแน่วแน่เท่านั้น
หรือสิ่งที่ผมสัมผัสอยู่ตอนนี้อาจเป็นสิ่งที่อาจารย์ตั้งใจเรียกมาเพื่อทดสอบผม?
เป็นไปได้ว่าเขากำลังเฝ้าดูผมจากที่ไหนสักแห่ง
ถ้าไม่อย่างนั้น แล้วเขาจะรู้ได้ยังไงว่าผมเปิดตาหรือเปล่า เดินมากกว่าหรือน้อยกว่าที่กำหนด?
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัว ผมก็เริ่มรู้สึกว่ามันมีความเป็นไปได้สูง
บางทีนี่อาจเป็นบททดสอบสุดท้ายก่อนที่อาจารย์จะถ่ายทอดวิชาที่แท้จริงให้ผม
เมื่อคิดได้แบบนั้น ความหวาดกลัวในใจก็ค่อยๆ คลายลง
ผมเริ่มควบคุมตัวเองได้และไม่รู้สึกกลัวอีกต่อไป