ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 75 มองสิว่าข้าเป็นใคร
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมา ผมก็เริ่มสงบลงมากขึ้น
ถ้าสัตว์ป่าเหล่านี้ต้องการโจมตีผม มันคงทำไปตั้งนานแล้ว
มันไม่มีทางเดินวนรอบตัวผมเช่นนี้แน่
อีกอย่าง ผ้าผูกตาที่ผมใช้วาดยันต์ไว้
ถ้าแค่ปิดตาก็ไม่จำเป็นต้องวาดยันต์ แสดงว่ายันต์นี้อาจมีความหมายบางอย่างหรืออาจใช้ปกป้องผม
หรือสิ่งที่ได้ยินอยู่อาจเป็นแค่จินตนาการของผมเองก็ได้
แต่ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร ผมต้องผ่านบททดสอบนี้ให้ได้
เพื่อให้ได้รับ ‘พร’ จากบรรพจารย์ตามกฎ
ผมยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ไม่ไหวติง
แม้ความกดดันจะเพิ่มขึ้น แต่ผมต้องอดทนให้ได้
แต่ความเย็นจากสิ่งที่เคลื่อนผ่านเท้าของผมก็ยังมีอยู่
จากนั้นผมรู้สึกว่ามีบางอย่างเลื้อยขึ้นมาตามขาของผม
มันเลื้อยวนเป็นวงซ้ำไปมา เสียง “ฟ่อๆ” ของงูแลบลิ้นดังอยู่ใกล้มาก
ชัดเจนเลยว่างูตัวนี้ไม่ได้จากไป มันกำลังเลื้อยขึ้นมาบนร่างของผม
ร่างกายผมแข็งเกร็งขึ้นมาในทันที…
ขณะเดียวกันผมก็รู้สึกได้ถึงลมหายใจร้อนชื้นที่พ่นเข้ามาที่ใบหน้าของผม
กระทั่งรู้สึกได้ถึงน้ำลายที่กระเซ็นมาโดนผิว
เสียง “ครอกๆ” ของหมูป่าดังอยู่ตรงหน้า
มันใกล้เพียงไม่กี่เซนติเมตรเท่านั้น
ผมมั่นใจว่าหมูป่ากำลังพ่นลมหายใจใส่ผม
ภาพในจินตนาการชัดเจนเหลือเกิน
หมูป่าขนาดใหญ่เปิดปากกว้างโชว์เขี้ยวและน้ำลาย ก่อนจะพ่นลมหายใจใส่หน้าผม
ความรู้สึกกดดันจากสิ่งที่มองไม่เห็นทำให้ผมรู้สึกทรมานยิ่งขึ้น
มือของผมเริ่มมีเหงื่อออก หัวใจเต้นแรง ลมหายใจเริ่มหนักอึ้ง
เวลาผ่านไปหลายนาที
งูที่พันรอบขาของผมเลื้อยลงไป
และหมูป่าที่เดินวนรอบตัวก็หยุดลง
ทันใดนั้น เสียง “กรอบแกรบ” ของกิ่งไม้ดังขึ้นจากพุ่มไม้ไม่ไกล
กลิ่นเหม็นเปรี้ยวรุนแรงกระจายไปทั่วอากาศ พร้อมกับเสียงแปลกๆ คล้ายเสียงคนจามดังอยู่ไม่ไกลจากจุดที่ผมยืน
เสียงนี้ฟังดูแปลกประหลาดมาก
แต่ก็ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเสียงของสัตว์ป่าประเภทหนึ่งในป่าเขานี้
ผมรู้สึกว่าเคยได้ยินเสียงนี้มาก่อน แต่คิดไม่ออกว่ามันเป็นเสียงของสัตว์อะไร
แต่เมื่อเสียง “ปุๆ” ดังขึ้น เสียงร้องของหมูป่าก็ดังถี่รัว “ครอกๆๆ” ตามมาด้วยเสียง “ฟ่อๆๆ” ของงู
ผมเงี่ยหูฟังเพื่อแยกแยะเสียงต่างๆ
ดูเหมือนว่าหมูป่าและงูกำลังเผชิญหน้ากับสัตว์ลึกลับที่เพิ่งปรากฏตัว
พวกมันต่างส่งเสียงข่มขู่กันและกัน
ผมเริ่มหวาดหวั่น สิ่งที่ผมกำลังเผชิญอยู่คืออะไรกันแน่
แต่ในวินาทีถัดมา เสียงขู่ต่ำๆ ดังขึ้นสองครั้ง “อู๊ๆ”
จากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงฉีกกระชากและเสียงวัตถุบางอย่างกระแทกต้นไม้ดังสนั่น
เสียงกรีดร้องของหมูป่าดังโหยหวน “ครอก”
แล้วก็มีเสียงหายใจหอบถี่พร้อมกับเสียงของเนื้อที่ถูกฉีกออก และเสียง “กร๊อบแกร๊บ” ของบางสิ่งที่กำลังกัดกินอย่างน่าสยดสยอง
เสียงของหมูป่าและงูหายไปภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที
ตอนนี้เหลือเพียงเสียงเคี้ยวเนื้อดังไม่หยุด
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วอากาศ
ผมพยายามควบคุมอารมณ์ของตัวเองให้มั่นคง แต่ในตอนนี้ผมรู้สึกได้เพียงความหวาดกลัวอย่างที่สุด
หมูป่าและงูอาจไม่มีชีวิตรอดแล้ว แต่สิ่งที่สามารถฆ่าพวกมันได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาทีคืออะไรกัน
นี่มัน…สัตว์ประหลาดที่หนีออกมาจากภูเขาหรือเปล่า
เหงื่อเย็นซึมออกจากหน้าผากของผมโดยไม่รู้ตัว
ผมเผลอกลืนน้ำลายลงคอดัง “เอื๊อก”
ร่างกายของผมแข็งค้าง เบนหน้าไปยังทิศทางที่เสียงดังขึ้นมาด้วยความตึงเครียด
นี่มันเป็นพรของบรรพจารย์…หรือเป็นบททดสอบสุดโหดของศิษย์ใหม่กันแน่?
ผมยืนตัวแข็ง ฟังเสียงเคี้ยวเนื้อที่ยังดังต่อเนื่อง
เวลาผ่านไปนานพอสมควร ในที่สุดเสียงเหล่านั้นก็ค่อยๆ เงียบลง
แต่กลิ่นเหม็นเปรี้ยวและคาวเลือดยังคงอบอวลอยู่รอบตัว
ผมรับรู้ได้ชัดเจนว่าสิ่งนั้นยังอยู่ตรงหน้าผม และมันอาจกำลังเฝ้าสังเกตผมอยู่
รอบตัวเงียบสงัด เหลือเพียงเสียงลมหายใจหนักๆ ของตัวเอง
อีกนานแค่ไหนกว่าพิธีจะเสร็จสิ้น
นี่มันอะไรกันแน่!
หัวใจของผมเต้นแรงจนแทบทะลุออกจากอก
แต่ในตอนนั้นเอง…
เสียงหัวเราะแหลมต่ำประหลาดก็ดังก้องขึ้นกลางป่า
“คิก…คิกๆๆ…”
เสียงหัวเราะนั้นฟังดูไม่ปกติราวกับลำคอของเจ้าของเสียงถูกฉีกขาด
เสียงมันดังขึ้นเรื่อยๆ จนขนลุกไปทั่วร่าง
จากนั้นเสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างแหบพร่า คำพูดไม่ชัดเจน
“ไม่อยาก…เห็นข้าหรือ”
เป็นเสียงของมนุษย์ แต่ฟังดูแปลกประหลาดจนผมแยกไม่ออกว่าเป็นเสียงของชายหรือหญิง
เสียงของมันฟังเหมือนมีปัญหาที่เส้นเสียง หรืออาจเป็นที่ลิ้น ทำให้พูดไม่ชัด
ร่างกายผมสั่นสะท้านโดยไม่รู้ตัว
จากสถานการณ์ในตอนนี้ มีโอกาสสูงว่าสิ่งที่พูดอยู่ไม่ใช่สิ่งที่ดีแน่
ผมกำกระบี่กระดูกปลาแน่น ไม่ตอบอะไร
เมื่อเห็นว่าผมไม่ตอบ เสียงนั้นก็พูดซ้ำอีกครั้ง
“ไม่อยาก…เห็นข้าหรือ”
ความหวาดกลัวของผมมาถึงขีดสุด จึงหลุดตอบไปโดยไม่รู้ตัวว่า “ไม่อยาก!”
พร้อมกันนั้น ผมยกกระบี่กระดูกปลาขึ้นตั้งการ์ดตรงหน้าอก พยายามข่มขู่สิ่งที่อยู่ตรงหน้า
แต่ดูเหมือนมันจะไม่กลัวเลย
มันหัวเราะออกมาอย่างแปลกประหลาดอีกครั้ง “คิกๆๆ…”
หลังจากหัวเราะ มันก็พูดต่อ “เจ้าไม่มอง…แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าข้าเป็นใคร”
เสียงที่มันพูดออกมานั้นเต็มไปด้วยความกดดัน ทุกคำพูดของมันราวกับจะฉีกเส้นเสียงตัวเองออกจากลำคอ
บรรยากาศรอบตัวกดดันขึ้นเรื่อยๆ
ผมไม่ได้ตอบอะไร แต่หัวใจเต้นแรงจนแทบจะระเบิดออกจากอก
“ตุบๆๆ”
ลมหายใจเริ่มติดขัดราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังกดลงบนลำคอของผม
ร่างกายผมเริ่มอ่อนแรง ยืนแทบไม่ไหว
มันพูดต่อ “หากเจ้าไม่มอง ข้าจะฆ่าเจ้า”
ตอนนี้ผมรู้สึกได้ชัดเจนว่าหายใจไม่ออก
ผ้าผูกตาสีเหลืองราวกับบดบังทั้งจมูกและปากของผม
ร่างกายส่งสัญญาณให้ผมถอดมันออกในทันที
แต่ผมอดทนมานานขนาดนี้แล้ว ไม่มีทางที่จะยอมแพ้ในช่วงสุดท้าย
ยิ่งมันอยากให้ผมถอดผ้าปิดตา นั่นยิ่งแสดงว่ามันกลัวบางสิ่ง
อาจเป็นไปได้ว่ามันหวาดกลัวยันต์บนผ้าปิดตา
หรือไม่ก็ นี่อาจเป็นบททดสอบจากอาจารย์เพื่อทดสอบจิตใจของผม
ดังนั้น ผมไม่มีทางถอดผ้าปิดตาออก
แม้ผมจะขาดอากาศหายใจตายไปก็ตาม ผมก็จะไม่ขยับ ไม่พูด ไม่มอง
ร่างกายเริ่มอ่อนแรงจนยืนแทบไม่ไหว
หูเริ่มอื้อ เสียง “วิ๊ง” ดังก้องในหัว
มือข้างหนึ่งกุมหน้าอก อีกมือกำกระบี่กระดูกปลาแน่นเพื่อให้ตัวเองยังคงตั้งมั่น
กลิ่นเหม็นของเลือดและความเน่าเปื่อยยังคงฟุ้งไปทั่ว
“เด็กน้อย…มองข้าสิ! มองดูว่าข้าเป็นใคร!”
เสียงของมันเร่งเร้าและเร่งรีบขึ้น
ผมส่ายหัว ไม่ตอบอะไร พยายามควบคุมลมหายใจตัวเองให้มั่นคง
“แฮก…แฮก…”
ผมพยายามฝืนต่อไป แต่แล้ว…
“วืด…วืด…วืด…”
มือถือในกระเป๋าของผมสั่น
หนึ่งร้อยแปดสิบนาทีผ่านไปแล้ว
ผมสามารถถอดผ้าปิดตาได้แล้ว!
และสามารถมองดูว่าสิ่งที่กำลังพูดกับผมอยู่…คืออะไรกันแน่