ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 79 นำซากงูกลับ ผ่านบททดสอบ
อาจารย์ใช้ซากงูเพียงตัวเดียวคำนวณหลักการของห้าธาตุและความสัมพันธ์ของพวกมันได้ แม้ฟังดูซับซ้อน แต่ผมก็จำไว้ขึ้นใจและพยักหน้าตอบอาจารย์ทันที
ไม่ว่ามันจะมีประโยชน์หรือไม่ อย่างน้อยก็ต้องจำเอาไว้ก่อน
หลังจากอาจารย์พูดจบ ก็กล่าวกับผมอีกว่า “บรรพจารย์อวยพรนายในครั้งนี้ มอบทั้งหมูป่าและงูมาให้ แต่นายกลับเห็นเพียงซากงู นี่คงเป็นโชคชะตาที่ถูกลิขิตไว้แล้ว แต่เมื่องูตาย ไฟก็ดับ และน้ำข่มไฟ ดังนั้น นายควรหลีกเลี่ยงการข้องเกี่ยวกับคนที่มีชะตาธาตุน้ำ”
ผมพยักหน้าพลางตอบว่าเข้าใจแล้ว
อาจารย์เห็นดังนั้นจึงกล่าวต่อไปว่า “นำซากงูนี้กลับไปที่ร้าน บูชาไว้หนึ่งวัน นับเป็นการรับพรจากบรรพจารย์ หลังจากนั้นฉันถึงจะถ่ายทอดวิชาที่แท้จริงให้นายได้”
เรื่องเกี่ยวกับงูและหมูป่า ผมไม่เข้าใจศาสตร์ลี้ลับพวกนี้ แต่อาจารย์ให้ทำอย่างไร ผมก็ทำตามโดยไม่อิดออด
ผมก้าวไปข้างหน้า หยิบซากงูขึ้นมา
มันตัวใหญ่มาก อย่างน้อยก็น่าจะยาวกว่าสองเมตร ทั้งตัวปกคลุมด้วยเกล็ดสีดำ
ผมไม่รู้ว่ามันเป็นงูชนิดไหน
ขณะที่อาจารย์เดินไปที่ซากหมูป่า
หมูป่าตัวนั้นถูกผ่าท้องจนไส้ทะลัก หนังถูกฉีกออกเป็นแถบใหญ่ ลำไส้กระจายไปทั่วพื้น
อาจารย์หยิบธูปจากกระเป๋าสะพาย จุดไฟแล้วปักไว้ตรงหน้าหัวหมูป่า
จากนั้นกล่าวกับมันว่า “ไปเกิดใหม่เถอะ! ชาติหน้าขอให้ได้เกิดเป็นมนุษย์ ไม่ต้องเวียนว่ายเป็นสัตว์เดรัจฉานอีก”
ขณะเดียวกันผมเก็บซากงูเรียบร้อย
อาจารย์โบกมือให้ผม ก่อนจะหันหลังเดินกลับไป
ในความเลือนราง ผมเหมือนจะได้ยินเสียงหมูร้อง “ครอกๆ” แว่วมา
ผมหันไปมองซากหมูป่า
เดิมทีมันตายไปทั้งที่ดวงตาเปิดค้าง แต่ตอนนี้กลับหลับตาลงอย่างน่าประหลาด…
ผมมองไปยังซากหมูป่าโดยไม่ได้พูดอะไร ก่อนจะรีบก้าวตามอาจารย์ไป
เมื่อเดินมาได้สักพัก ผมจึงเอ่ยถามในสิ่งที่ค้างคาใจ
“อาจารย์ งูกับหมูป่านี่เป็นการทดสอบสุดท้ายที่ท่านจัดเตรียมไว้ให้ผมใช่หรือเปล่า”
อาจารย์พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนตอบว่า “ไม่ทั้งหมด การเข้าสำนักเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่หากต้องการเรียนรู้วิชาที่แท้จริงก็จำต้องผ่านการทดสอบจากบรรพจารย์ จำยันต์ปิดตาที่ฉันให้ได้ไหม ยันต์ที่อยู่บนนั้นเป็นคาถาพิเศษซึ่งเป็นของที่ถ่ายทอดกันมาในสำนักของเรา เมื่อปิดตาด้วยยันต์นั้น แต่ละคนจะเผชิญสิ่งที่แตกต่างกันออกไป อาจเป็นงู แมลง สัตว์ร้าย หรือแม้กระทั่งหมาป่า เสือดาว แต่ตราบใดที่ยันต์ปิดตายังอยู่ สิ่งเหล่านั้นจะไม่สามารถทำร้ายนายได้ มันเป็นเพียงการทดสอบเท่านั้น…”
พูดถึงตรงนี้ อาจารย์หันมามองผมพร้อมรอยยิ้มเล็กน้อย
“โดยทั่วไปแล้ว คนที่เข้าทดสอบมักจะพบเพียงสัตว์เล็กๆ หากผ่านได้ก็สามารถศึกษาวิชา หากไม่ผ่านก็แสดงว่าจิตใจยังไม่มั่นคง ไม่มีวาสนาในศาสตร์นี้
“แต่นายต่างออกไป นายปิดตาได้นานถึงสามชั่วโมงเต็ม ตอนแรกฉันยังกลัวว่านายจะไม่ผ่านการทดสอบเสียด้วยซ้ำ แต่นายกลับมีจิตใจที่มั่นคงเกินกว่าคนทั่วไป จึงดึงดูดทั้งงูใหญ่และหมูป่าตัวมหึมา แถมยังดึงดูดพังพอนที่ฝึกวิชาและหมายมาทดสอบนายอีกด้วย และก็ผ่านไปได้ในท้ายที่สุด
“แม้การทดสอบจะเต็มไปด้วยอุปสรรคมากกว่าคนอื่น นั่นก็หมายความว่าเส้นทางที่นายจะเดินต่อไปนั้นเต็มไปด้วยบททดสอบและโอกาส แต่ฉันเชื่อว่าการที่บรรพจารย์ทำให้นายเห็นซากงูนั้นคงเป็นสัญญาณแห่งโชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้แล้ว”
ผมมองไปที่ซากงูในมือ สูดลมหายใจเข้าลึก
เป็นไปตามที่ผมคิดจริงๆ งูกับหมูป่าถูกดึงดูดมาเพื่อลองใจผม
เพียงแต่ผมเดาผิดไปอย่างหนึ่ง ผู้ที่เรียกสัตว์ร้ายสองตัวนี้มาไม่ใช่อาจารย์ แต่เป็นผ้ายันต์ปิดตาและอักขระพิเศษที่อยู่บนนั้น
ระหว่างที่คุยกัน เราก็มาถึงศาลหลักเมืองรกร้าง
อาจารย์ถามว่าผมอยากพักสักหน่อยไหม
ผมส่ายหน้าแล้วตอบว่าไม่ต้องแล้ว
อยู่ในที่รกร้างแบบนี้นานไปคงไม่ดี ผมอยากกลับให้เร็วที่สุด
อาจารย์พยักหน้า จากนั้นก็พาผมเดินลงเขา
อาจารย์พาผมขึ้นรถที่จอดอยู่ตีนเขา แล้วขับมุ่งหน้าไปยังตัวเมือง
ระหว่างทาง ผมกับอาจารย์คุยกันหลายเรื่อง
ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับภูตพรายและสัตว์ปีศาจในภูเขา เพราะผมแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เลย
อาจารย์อธิบายให้ฟังจากทุกแง่มุม เขาเล่าว่า ทุกวันนี้ภูตพรายลดลงมาก ยิ่งไปกว่านั้น หลังการก่อตั้งประเทศ ยังมีอำนาจบางอย่างที่ขัดขวางไม่ให้สิ่งมีชีวิตบำเพ็ญจนกลายเป็นปีศาจได้
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันหมดไป
ตามภูเขายังมีปีศาจที่ฝึกฝนมานานหลายร้อยปีหลบซ่อนอยู่ บางตนอาจอาศัยอยู่ในเมือง ปลอมตัวเป็นมนุษย์
แต่ปีศาจเหล่านี้ก็คล้ายกับวิญญาณ พวกมันมีจิตสำนึก รู้จักบุญคุณและความแค้น
มีทั้งปีศาจที่กินคนเพื่อช่วงชิงโชคลาภ และปีศาจที่รู้จักตอบแทนบุญคุณ
ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีปีศาจที่ลงจากเขามาเปิดสำนักรับลูกศิษย์ เปิดศาลหลักเมืองรับเครื่องเซ่นเพื่อคุ้มครองพื้นที่หนึ่งให้สงบสุข
แต่ก็มีปีศาจที่เห็นแก่ตัว สนใจแค่ช่วงชิงโชคลาภ ไม่สนใจว่าศิษย์ของมันจะเป็นหรือตาย…
ก่อนหน้านี้ผมเคยคิดว่าเรื่องพวกนี้เป็นเพียงนิทานปรัมปราหรือเรื่องเล่า ‘เหลียวไจ’[1]
แต่ตอนนี้ผมกลับตั้งใจฟังอย่างจริงจัง
เพราะเมื่อเข้าสู่วงการนี้แล้ว สักวันหนึ่งผมอาจต้องเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านี้โดยตรง เช่นเดียวกับเรื่อง ‘การขอแต่งตั้ง’ ที่ผมเคยได้ยินมาก่อน ซึ่งทำให้ผมพอเข้าใจวิธีจัดการอยู่บ้าง
หากผมไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน ไม่เข้าใจกลไกของมัน คืนนี้ผมอาจตกหลุมพราง ‘ตั้งตาย’ ของเจ้าเดรัจฉานเฒ่านั่นแล้วก็เป็นได้
หากเผลอหลุดปากออกไป และแต่งตั้งให้มันเป็น ‘เทพหรือเซียน’ ครอบครัวผมทั้งหมดคงต้องพบกับเคราะห์กรรมถึงชีวิต…
อาจารย์กล่าวอย่างจริงจัง และผมก็รับฟังอย่างตั้งใจ
จากเดิมที่ต้องใช้เวลาสามชั่วโมงกว่าจะถึงร้านอุปกรณ์ตกปลาของอาจารย์ แต่ผมกลับรู้สึกว่าไม่นานก็ถึง
เมื่อดูเวลา ฟ้าใกล้สว่างแล้ว ร้านอาหารเช้ารอบๆ เริ่มเปิดให้บริการ
ผมกับอาจารย์ไปกินอาหารเช้าก่อน แล้วจึงกลับไปที่ร้าน
เมื่อกลับถึงร้าน สิ่งแรกที่อาจารย์ทำคือหยิบผ้าสีเหลืองผืนใหม่ออกมา แล้วให้ผมนำซากงูที่โชกเลือดจนเผยให้เห็นกระดูกวางลงบนผ้านั้น จากนั้นนำไปวางไว้ใต้แท่นบูชาของบรรพจารย์
อาจารย์บอกว่าต้องบูชาไว้สิบสองชั่วยาม หรือก็คือยี่สิบสี่ชั่วโมงเต็ม
อาจารย์จุดธูปต่อหน้าป้ายบรรพจารย์แล้วกล่าวว่า “บรรพจารย์ที่เคารพ ผมรับศิษย์ชื่อเจียงหนิง เขาผ่านการทดสอบรับพรและได้รับงูศักดิ์สิทธิ์จากพระคุณของท่าน อีกไม่กี่วัน ผมจะเริ่มสอนวิชาให้เขา ขอให้บรรพจารย์คุ้มครองด้วยเถิด”
กล่าวจบ อาจารย์คำนับป้ายบรรพจารย์ ปักธูปบูชา จากนั้นก็ให้ผมคุกเข่าแล้วคำนับสามครั้ง
เมื่อทำพิธีเสร็จ อาจารย์หรี่ตาลง มองดูควันธูปที่ลอยขึ้นจากเครื่องบูชา
ควันธูปสามสายพวยพุ่งสู่เพดานเป็นเส้นตรง
เมื่อเห็นเช่นนั้น อาจารย์ถอนหายใจโล่งอก แล้วหันมาบอกผมว่า “เสี่ยวเจียง! ลุกขึ้นได้
“ควันธูปพวยพุ่งเป็นเส้นตรงและมีสีฟ้า แสดงว่าสิ่งที่นายนำมาบูชานั้นถูกต้อง บรรพจารย์ยอมรับนายเป็นศิษย์แล้ว ไปพักผ่อนเถอะ ตอนค่ำฉันจะเริ่มถ่ายทอดวิชาให้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผมตื่นเต้นขึ้นมาในทันที “ขอบคุณบรรพจารย์ ขอบคุณอาจารย์!”
อาจารย์พยักหน้า หาวเบาๆ ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องพัก
ผมเองก็เข้าไปล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำ ก่อนจะเอนตัวลงพักในห้องรับรองที่อาจารย์จัดเตรียมไว้ให้
ผมส่งข้อความไปหาลุงอวี๋ บอกว่า [บรรพจารย์มอบงูศักดิ์สิทธิ์ให้]
ลุงอวี๋ตอบกลับมาด้วยเครื่องหมายคำถาม
ผมจึงส่งข้อความเสียงอธิบายตามที่อาจารย์บอกให้ฟัง
ลุงอวี๋ฟังจบก็บอกให้ผมทำตามที่อาจารย์สั่ง และยังบอกให้ผมไปที่หน้ามหาวิทยาลัยมะรืนนี้ช่วงบ่าย เพื่อรับของบางอย่าง
ผมตอบตกลง จากนั้นก็ปิดโทรศัพท์แล้วหลับไป
ทว่าทั้งที่เมื่อคืนไม่ได้หลับ แต่เมื่อคิดว่าอาจารย์จะสอนวิชาที่แท้จริงให้ก็ทำเอาผมนอนไม่หลับเลย
ผมพลิกตัวไปมาบนเตียง จนเกือบเที่ยงวันถึงจะหลับสนิท
เมื่อลืมตาอีกครั้ง ก็เป็นยามโพล้เพล้แล้ว
ผมเดินออกจากห้อง เห็นอาจารย์นั่งอยู่ในห้องรับแขก
เมื่อเห็นว่าผมตื่นแล้ว อาจารย์ก็ยิ้มพลางกล่าวว่า “ตื่นแล้วหรือ! ไปเถอะ ไปกินของดีๆ สักมื้อ แล้วไปนวดกันหน่อย…”
ผมได้ยินเช่นนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย
กินข้าวพอเข้าใจ แต่ไปนวด? ไม่ใช่ว่าคืนนี้จะสอนวิชาให้หรือ
“อาจารย์ ท่านไม่ได้บอกว่าคืนนี้จะสอนวิชาให้ผมหรือ” ผมถามออกไปทันที
แต่กลับเห็นอาจารย์หัวเราะพลางตอบว่า ”ลับมีดไม่เสียแรงตัดฟืน[2] ช่วงนี้เหนื่อยมามากแล้ว ไปร้านนวดให้หายเมื่อยก่อน เดี๋ยวค่อยว่ากัน…”
[1] เหลียวไจ ย่อมาจาก เหลียวไจจื้ออี้ (聊斋志异) เป็นวรรณกรรมรวมเรื่องเล่าแนวภูตผี ปีศาจ และสิ่งเหนือธรรมชาติ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นสุดยอดวรรณกรรมแนวเหนือธรรมชาติของจีน
[2] ลับมีดไม่เสียแรงตัดฟืน หมายถึง เตรียมตัวให้พร้อมก่อนลงมือทำอะไร จะได้ประหยัดแรงหรือทำงานง่ายขึ้น คล้ายสำนวนไทยที่ว่า เตรียมตัวดีมีชัยไปกว่าครึ่ง