ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 81 วิชาที่แท้จริง รวบรวมสามปราณ
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 81 วิชาที่แท้จริง รวบรวมสามปราณ
อาจารย์ขับรถไปพลาง อธิบายถึงบทบาทของปราณต้นกำเนิดในร่างกายมนุษย์ไปพลาง
คนทั่วไปมักรู้เพียงว่าผู้คนในสายอาชีพนี้เชี่ยวชาญด้านการวาดยันต์และการขับไล่สิ่งชั่วร้าย แต่พวกเขาไม่รู้ว่า ก่อนที่เราจะทำเช่นนั้นได้ก็จำต้องเรียนรู้วิธีควบคุม ปรับสมดุล และใช้ปราณต้นกำเนิดเสียก่อน
เมื่อเข้าใจทั้งสามสิ่งนี้แล้ว จึงจะถือว่าได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตของวิชานี้อย่างแท้จริง
ปราณต้นกำเนิดนั้นมีความหมายของมันเอง
ปราณต้นกำเนิดก่อเกิดสิ่งมีชีวิต ปราณต้นกำเนิดก่อเกิดรูปธรรม ปราณต้นกำเนิดก่อเกิดเผ่าพันธุ์ ปราณต้นกำเนิดสูญสิ้น สรรพสิ่งเปลี่ยนแปร
การเกิด การเติบโต การแพร่พันธุ์ และการเสื่อมสลายของทุกสรรพสิ่ง ล้วนเชื่อมโยงกับปราณต้นกำเนิดตั้งแต่ต้นจนจบ มันคือรากฐานของทุกสรรพสิ่ง
จวงจื่อ[1]กล่าวไว้ว่า “ชีวิตมนุษย์เกิดจากการรวมตัวของปราณต้นกำเนิด เมื่อมันรวมกัน นั่นหมายถึงชีวิต เมื่อมันแตกกระจาย นั่นหมายถึงความตาย”
มีเพียงต้องควบคุมปราณต้นกำเนิดในร่างกายและเติมเต็มปราณที่สูญเสียไปให้ได้เท่านั้น จึงจะถือได้ว่าเข้าสู่ศาสตร์วิชานี้อย่างแท้จริง
และเมื่อสามารถใช้ปราณต้นกำเนิดได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการเรียนรู้ยันต์
เมื่อเชี่ยวชาญการใช้ยันต์ก็ถือว่าเริ่มเข้าใจหลักแห่งวิชา และก้าวเข้าสู่ ‘ขอบเขต’
นั่นแหละ จึงจะถือได้ว่ามีวิชาที่แท้จริง และแตกต่างจากคนธรรมดา
แม้อาจารย์จะอธิบายเรื่องนี้อย่างเรียบง่าย แต่ทุกคำล้วนมีความหมายลึกซึ้ง และมีเฉพาะผู้ที่อยู่ในสายนี้เท่านั้นจึงจะเข้าใจ
ผมตั้งใจฟังอย่างจริงจัง เพราะรู้ดีว่าทุกคำที่อาจารย์พูดในตอนนี้ล้วนสำคัญ
เมื่อกลับมาถึงร้าน อาจารย์พาผมขึ้นไปยังชั้นสอง
จากนั้นเขาจุดธูปบูชาบรรพจารย์ แล้วบอกให้ผมนั่งรอที่ห้องรับแขก ขณะที่เขาเข้าไปในห้องของตนเอง
ความรู้สึกของผมทั้งตื่นเต้นและกังวลไปพร้อมกัน ผมไม่รู้ว่าอาจารย์จะสอนอะไรให้ผม
ผ่านไปไม่กี่นาที อาจารย์ก็เดินออกมา
ในมือของเขามีหมึก พู่กัน กระดาษยันต์สีเหลือง และกระถางธูปเล็กๆ
อาจารย์วางสิ่งของทั้งหมดลงบนโต๊ะน้ำชา
“อาจารย์ ท่านจะสอนผมวาดยันต์ใช่ไหม” ผมถามด้วยความตื่นเต้น
อาจารย์พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะส่ายหัวกล่าวว่า “อย่าเพิ่งรีบร้อน ก่อนอื่นต้องปรับสมดุลปราณต้นกำเนิดเสียก่อน”
ขณะพูด อาจารย์หยิบกำยานออกมาแล้วจุดไฟในกระถางธูป
กลิ่นหอมของกำยานแผ่ซ่านไปทั่ว ทำให้จิตใจรู้สึกสงบอย่างประหลาด
อาจารย์ให้ผมนั่งลงบนโซฟา จากนั้นเขาจุดบุหรี่ สูดเข้าปอดสองครั้งแล้วกล่าวว่า “ฉันจะสอนวิธีการหายใจให้ ระหว่างการหายใจเข้าออก นายต้องสัมผัสถึงการไหลเวียนของปราณ โดยเฉพาะบริเวณตันเถียน สังเกตว่ามันมีการขยายและหดตัวหรือไม่…”
อาจารย์ยืนอยู่ข้างๆ สูบบุหรี่พลางสอนวิธีการฝึกฝนลมหายใจ วิธีการหายใจเข้า หายใจออก และวิธีควบคุมปราณ
จากปราณสู่ปราณต้นกำเนิด ต้องเปลี่ยนผ่านและนำไปใช้เช่นไร
ผมตั้งใจเรียนอย่างจริงจัง
ช่วงแรกๆ นอกจากรู้สึกว่าอากาศเข้าไปในปอดแล้ว ผมไม่รู้สึกถึงอะไรเลย
แต่ไม่นานผมก็เริ่มจับจังหวะการหายใจที่อาจารย์กล่าวถึงได้
มันเหมือนมีจังหวะที่แน่นอน เป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาด
ทุกครั้งที่ผมหายใจเข้าออก ผมรู้สึกว่าบริเวณตันเถียนมีการขยายและหดตัวเล็กน้อย
ฟังดูเหมือนง่าย แต่ในทางปฏิบัติกลับยากกว่าที่คิดมาก
อาจารย์บอกว่า จุดนี้เองที่เป็นอุปสรรคใหญ่ของคนทั่วไป เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ของคนที่พยายามฝึกมักจะล้มเหลวที่ขั้นตอนนี้
คนที่ทำสำเร็จต้องเป็นผู้มีพรสวรรค์โดยกำเนิด หรือไม่ก็เป็นผู้ที่มีโชคชะตาพิเศษเช่นเดียวกับผม
ในหนึ่งพันคนอาจมีเพียงคนเดียวที่ทำได้
และผมก็คือหนึ่งในพันคนนั้น อีกทั้งยังมีโชคชะตาที่ไม่ธรรมดา
ผมไม่เพียงสามารถสัมผัสถึงปราณได้อย่างรวดเร็ว แต่ยังสามารถเรียนรู้วิธีหายใจได้ในเวลาอันสั้น
แน่นอนว่ามันเป็นเพราะอาจารย์พาผมไปฝังเข็มและนวดเปิดเส้นลมปราณก่อน
มิฉะนั้น ผมคงไม่สามารถเรียนรู้ได้เร็วเช่นนี้
อาจารย์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ผมดูตกตะลึงจนตาค้าง เขาจ้องมองผมด้วยความประหลาดใจราวกับเห็นสิ่งน่าเหลือเชื่อ แม้แต่เสียงพูดของเขายังสั่นเครือ “ใช่ ถูกต้องเลย! บ้าเอ๊ย! เจ้าหนูนี่สุดยอดจริงๆ เรียนรู้ได้เร็วขนาดนี้เชียว!
“ฮ่าๆๆ ดี ดีมาก! เจ้าหนูนี่ไม่ธรรมดาเลย! นายทำได้ครบทั้งรวบรวม ควบคุม และใช้ปราณ เรียนรู้สามปราณรวมเป็นหนึ่งได้ในเวลาอันสั้น ฮ่าๆๆ…”
ผมลืมตาขึ้น เห็นอาจารย์แสดงความดีใจออกมาอย่างชัดเจน
แม้ว่าการฝึกฝนนี้จะดูยาก แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันไม่ได้ยากไปกว่าการแก้โจทย์คณิตศาสตร์เลย
แค่ทำตามลำดับขั้น หายใจ รวบรวมพลัง และปล่อยพลังออกมาให้ถูกต้องก็พอ
“อาจารย์ ขั้นตอนทั้งสามนี้ยากมากเหรอครับ” ผมถามออกไปด้วยความสงสัย
ใบหน้าของอาจารย์กระตุกเล็กน้อยก่อนจะกล่าวว่า “ในพันคนยังยากจะหาคนที่ทำได้ นายว่ายากไหมล่ะ เดิมทีฉันคิดจะสอนนายเรื่องการควบคุมปราณในครึ่งแรกของคืน และสอนวาดยันต์ในครึ่งหลัง แต่ตอนนี้ไม่ต้องเสียเวลาแล้ว
“มาๆ ฉันจะสอนนายวาดยันต์ อยากเห็นเหมือนกันว่านายมีพรสวรรค์ด้านนี้หรือไม่”
อาจารย์ดูตื่นเต้น ผมเองก็ตั้งตารออย่างคาดหวัง
ผมพยักหน้ารับ “ได้เลย อาจารย์ ท่านสอนผมเถอะ”
อาจารย์ยิ้ม แล้วเริ่มบดหมึกและเติมผงชาดในจานฝนหมึก
ขณะเดียวกันเขาก็พูดกับผมว่า “เมื่อนายควบคุมปราณได้ก็ถือว่ามีพื้นฐานในการวาดยันต์แล้ว แต่ก่อนจะเริ่มเรียน นายต้องเข้าใจเสียก่อนว่ายันต์คืออะไร ทำไมมันถึงมีอยู่ และเหตุใดพวกเราจึงต้องใช้มัน…”
อาจารย์พูดพลางบดหมึก และให้คำอธิบายเบื้องต้น
เขากล่าวว่ายันต์เป็นอักษรของเหล่าทวยเทพ เป็นสื่อที่ใช้ถ่ายทอดพระประสงค์ของพวกเขา
มันสามารถใช้เรียกเทพ ขับไล่ภูตผี ปราบปีศาจ และรักษาโรคภัย
ยันต์ยังสามารถใช้รวบรวมปราณต้นกำเนิดเพื่อแสดงพลังที่เหนือกว่าขีดจำกัดของตนเอง
แต่พลังของยันต์แต่ละประเภทก็แตกต่างกันไป
และที่สำคัญ ความสามารถในการใช้ยันต์นั้นขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของปราณต้นกำเนิดของผู้ใช้
สายอาชีพของเรามักต้องเผชิญกับพลังอาฆาตและสิ่งชั่วร้ายอยู่ตลอด หากต้องการขับไล่พวกมันก็ต้องเรียนรู้วิธีสะกดและปราบ
ดังนั้น ยันต์แรกที่เขาจะสอนให้ก็คือ ‘ยันต์สะกดวิญญาณ’
เมื่อกล่าวจบ อาจารย์ก็เตรียมหมึกเสร็จเรียบร้อย
เขาหยิบพู่กันจุ่มลงในหมึกสีแดงสด และบอกให้ผมจับตาดูให้ดี
ผมเบิกตากว้าง ตั้งใจมองทุกการเคลื่อนไหวของอาจารย์
อาจารย์ยกพู่กันขึ้นและเริ่มลงมือวาด ขณะที่ปากก็เอ่ยคาถาว่า “ฟ้ากลมดินเหลี่ยม กฎบัญญัติเก้าประการ ข้าจรดพู่กันลง บรรดาภูตผีจงหลบเร้น”
อาจารย์ตวัดพู่กันอย่างรวดเร็ว ท่วงท่าลื่นไหลแต่ทรงพลัง ทุกลายเส้นหนักแน่นและมั่นคง
เมื่อคำบริกรรมจบ เส้นสุดท้ายก็ถูกวางผ่านโดยไร้ความผิดพลาดแม้แต่น้อย
ณ เวลานั้น ยันต์สีเหลืองก็ปรากฏต่อหน้าผม
อาจารย์ใช้สองนิ้วแตะลงบนยันต์เบาๆ
กระดาษที่เดิมทีมีรอยยับเล็กน้อยกลับเหยียดตรงราวกับได้รับการรีดเรียบด้วยเตารีด
จากนั้นอาจารย์กล่าวต่อว่า “ยันต์แบ่งออกเป็นสามส่วน หัวยันต์เปิดฟ้า แก่นยันต์รวบรวมพลัง หางยันต์เหยียบแผ่นดิน แต่ละส่วนต้องแม่นยำไร้ข้อผิดพลาด
“ในบรรดาส่วนเหล่านี้ แก่นยันต์คือส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด แก่นยันต์แต่ละแบบจะกำหนดพลังและคุณสมบัติของยันต์นั้นๆ
“ยันต์นี้มีแก่นเป็นคำว่า ‘สะกด’ ดังนั้น มันจึงถูกเรียกว่า ‘ยันต์สะกดวิญญาณ’ มันสามารถสะกดวิญญาณร้าย พลังอาฆาต และปีศาจร้ายได้ ตอนนี้ฉันอยากจะดูเสียหน่อยว่านายเข้าใจมากน้อยแค่ไหน”
[1] จวงจื่อ คือ หนึ่งในปรมาจารย์ลัทธิเต๋า มีชีวิตอยู่ช่วง 300-400 ปีก่อนคริสศักราช