ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 82 เรียนรู้การเขียนยันต์ ต้องเร็วเข้าไว้
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 82 เรียนรู้การเขียนยันต์ ต้องเร็วเข้าไว้
อาจารย์หยิบยันต์ที่เขียนเสร็จขึ้นมา แล้วอธิบายให้ผมฟังอย่างละเอียด
สิ่งที่เรียกว่า ‘หัวยันต์เปิดฟ้า’ หมายถึงการเริ่มต้นจรดเส้นแรกลงบนกระดาษยันต์สีเหลืองจากส่วนบนสุด
ส่วน ‘แก่นยันต์รวบรวมพลัง’ เป็นหัวใจสำคัญของยันต์แต่ละใบ
ยันต์ประเภทเดียวกันเมื่อเปลี่ยนส่วน ‘แก่น’ ผลลัพธ์ก็จะเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่โครงสร้างหลักยังคงมี ‘หัวยันต์’ และ ‘หางยันต์’ ที่เหมือนกัน
สุดท้าย ‘หางยันต์เหยียบแผ่นดิน’ ต้องตวัดเส้นสุดท้ายลงบริเวณด้านล่างของกระดาษเหลืองให้เป็นเส้นเดียวจบ
หลังจากอธิบายเสร็จ อาจารย์เน้นย้ำว่าการเขียนยันต์ไม่ใช่การวาดภาพ ต้องทำด้วยใจที่สงบนิ่ง มีความจริงใจ และมีสมาธิที่แน่วแน่
ต้องใช้ปราณต้นกำเนิดหล่อเลี้ยงพู่กัน เขียนให้ลื่นไหลจากต้นจนจบในคราวเดียวเท่านั้น ยันต์ถึงจะออกฤทธิ์ได้
หลังจากสอนเสร็จ อาจารย์ยังบอกให้ผมอย่าเพิ่งลงมือเขียน แต่ให้ใช้เวลาทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งก่อน
โชคดีที่ความจำของผมค่อนข้างดี คำสอนของอาจารย์ทุกคำจึงจดจำไว้ได้หมด
จากนั้นผมก็เริ่มวิเคราะห์ว่าขั้นตอนต่อไปควรทำอย่างไร
ใจนิ่ง ใจจริง ใจสื่อ สิ่งนี้เป็นแนวคิดที่คลุมเครือ แต่น่าจะหมายถึงสภาวะของจิตใจ
ก็เหมือนตอนทำข้อสอบ ถ้าสงบ มีสมาธิ ผลสอบก็จะออกมาดี แต่ถ้าตื่นเต้นหรือวิตกกังวลก็จะพลาดง่าย
เงื่อนไขสำคัญในการบรรลุสภาวะนี้ คือการใช้ปราณต้นกำเนิดหล่อเลี้ยงพู่กัน แล้วตวัดยันต์ให้เสร็จในคราวเดียว
ผมสังเกตยันต์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบพู่กันขึ้นมาลองฝึกวาดโครงสร้างในอากาศโดยยังไม่จรดพู่กันลงกระดาษ
โครงสร้างของยันต์ไม่ได้ซับซ้อนมาก และอาจารย์ก็อธิบายละเอียด ผมจึงจดจำเส้นทางการลากพู่กันได้ทั้งหมด
สุดท้าย ผมตัดสินใจลองเขียนยันต์ดูสักครั้ง ภายใต้สายตาจับจ้องของอาจารย์
เริ่มจากใช้วิธีการหายใจที่อาจารย์สอนเพื่อสัมผัสปราณต้นกำเนิดในตันเถียน จากนั้นส่งพลังเข้าสู่พู่กัน แล้วจรดพู่กันลงบนกระดาษอย่างมั่นคง
อาจารย์มองดูอยู่ข้างๆ โครงสร้างและลำดับขั้นตอนของผมไม่มีผิดพลาด
แต่เมื่อผมตวัดเส้นสุดท้ายจบ ยันต์ที่เพิ่งเขียนก็ขาดกลางโดยไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ มาก่อน
“ล้มเหลวสินะ…” ผมขมวดคิ้ว กล่าวออกมาอย่างไม่พอใจ
อาจารย์เห็นว่าผมล้มเหลว ก็ไม่โกรธ แต่กลับยิ้มออกมาแทน
“เสี่ยวเจียง! การเขียนยันต์นั้นไม่ได้ง่ายเหมือนการรวบรวมสามปราณหรอกนะ แม้แต่ยันต์พื้นฐานอย่างยันต์สะกดวิญญาณก็ยังต้องใช้เวลาในการฝึกฝนให้ตกผลึกเสียก่อนถึงจะสำเร็จได้
“นายพึ่งฝึกเป็นครั้งแรก แต่สามารถรวบรวมปราณและควบคุมยันต์ได้ขนาดนี้ ถือว่าไม่เลวเลยจริงๆ เมื่อครั้งที่ฉันฝึกยันต์นี้ยังใช้เวลาถึงหนึ่งวันเต็ม! นายมีพรสวรรค์ บางทีอาจใช้เวลาน้อยกว่าฉันก็เป็นได้…”
ผมไม่ได้สนใจคำพูดของอาจารย์นัก เพราะมัวแต่คิดหาสาเหตุของความล้มเหลว
ข้อผิดพลาดน่าจะอยู่ที่การควบคุมจังหวะของพลังปราณที่ยังไม่สม่ำเสมอ
ผมจึงปรับลมหายใจใหม่ แล้วลงมือเขียนยันต์ซ้ำอีกครั้ง
คราวนี้ผมสัมผัสได้ถึงความแตกต่าง
พู่กันในมือกับกระดาษยันต์เหลืองเบื้องหน้าราวกับกลายเป็นสิ่งเดียวกัน
ผมเพียงแค่จินตนาการถึงโครงสร้างของยันต์ แล้วปล่อยให้เส้นหมึกเคลื่อนผ่านไปโดยอัตโนมัติ
ผมเริ่มร่ายคาถาไปพร้อมกันโดยไม่รู้ตัว
“ฟ้ากลมดินเหลี่ยม กฎบัญญัติเก้าประการ ข้าจรดพู่กันลง บรรดาภูตผีจงหลบเร้น”
คาถาจบ ปลายพู่กันหยุดลง การเขียนยันต์ครั้งนี้สำเร็จโดยไม่ติดขัดเลยแม้แต่น้อย
ขณะเดียวกันอาจารย์ที่ยืนอยู่ข้างๆ กลับมีสีหน้าเปลี่ยนไป ดวงตาเบิกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อ
ผ่านไปไม่กี่วินาที เขาก็กล่าวออกมาอย่างตกตะลึง “สำเร็จ…สำเร็จแล้ว!”
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะวางพู่กันลง แล้วพูดขึ้น “อาจารย์ ที่แท้การเขียนยันต์ก็ไม่ได้ยากขนาดนั้น”
อาจารย์ถึงกับอ้าปากค้าง มองยันต์ที่ผมเขียนอย่างไม่อยากเชื่อ ก่อนจะหยิบขึ้นมาดูด้วยความตกใจ
“เจ้า…เจ้าหนุ่มนี่เขียนแค่สองครั้งก็สำเร็จ ฉันละปวดหัวจริงๆ”
ผมหัวเราะพลางพูดแหย่ “อาจารย์ ท่านใช้เวลาหนึ่งวันเต็มเพื่อฝึกยันต์นี่หรือครับ”
อาจารย์ได้ฟังคำพูดของผม สีหน้าก็เปลี่ยนไปหลายครั้ง สลับกันระหว่างเขียวคล้ำกับซีดเซียว
ความจริงแล้ว ตอนที่อาจารย์เรียนยันต์นี้ เขาใช้เวลาถึงสามวันเต็ม
ที่บอกว่าใช้เวลาแค่วันเดียวนั้นเขาพูดเกินจริงไปไกล
แต่เมื่อเห็นผมเรียนรู้ได้รวดเร็วขนาดนี้ แม้จะรู้สึกดีใจอยู่ในใจ แต่ก็ดูเหมือนจะเสียหน้าเล็กน้อย
สุดท้าย เขาใช้กำปั้นเคาะหน้าผากผมไปหนึ่งที แล้วหัวเราะพลางกล่าวว่า “เจ้าเด็กนี่! ตอนนี้เริ่มกล้าล้อเลียนฉันแล้วหรือ ดีๆ ฉันดูคนไม่ผิดจริงๆ นายมีพรสวรรค์ที่เหนือกว่าคนทั่วไปจริงๆ”
อาจารย์ดูมีความสุขมาก ส่วนผมก็ลูบหน้าผากตัวเอง แม้จะไม่เจ็บเท่าไรก็ตาม
ผมรับรู้ได้ถึงความดีใจจากใจจริงของอาจารย์
ท้ายที่สุดแล้ว ผมเป็นศิษย์ของเขา ถ้าผมเรียนรู้ได้ดี มันก็ถือเป็นเกียรติของอาจารย์เช่นกัน
“อาจารย์ ผมเขียนยันต์นี้ได้แล้ว ท่านจะสอนยันต์อื่นให้ผมต่อเลยไหม” ผมกล่าวถามด้วยความคาดหวัง
แต่สิ่งที่ได้รับกลับเป็นเพียงสายตาเย็นชา “เพิ่งเรียนรู้วิธีเดินก็คิดจะวิ่งเสียแล้วหรือ ฝึกเองให้ดีไปก่อน ฉันจะไปนอนแล้ว!”
พูดจบ อาจารย์ก็ฮัมเพลงเบาๆ ก่อนเดินเข้าห้องพักไป ปล่อยให้ผมยืนอยู่ในห้องรับแขกเพียงลำพัง
ความจริงแล้ว ผมเองก็ไม่ได้คาดคิดว่าจะเรียนรู้ได้รวดเร็วขนาดนี้ แต่ปัจจัยสำคัญที่สุดคือวิธีการสอนของอาจารย์ละเอียดและตรงประเด็น เขาชี้แนะทุกจุดที่จำเป็นอย่างชัดเจน
หลังจากนั้นผมยังคงฝึกฝนต่อเนื่องอีกหลายครั้ง
แต่ดูเหมือนว่าจิตใจผมจะเริ่มเร่งร้อน ความพยายามครั้งต่อๆ มา ล้วนแต่ล้มเหลว
ไม่เพียงเท่านั้น ผมยังรู้สึกเหนื่อยมากขึ้นทุกครั้งที่เขียนยันต์ลงไป เหมือนกับพลังชีวิตของตัวเองลดลงไปเรื่อยๆ
ผมเข้าใจแล้วว่าการเขียนยันต์ต้องใช้ปราณต้นกำเนิดอย่างมาก
ยิ่งปราณต้นกำเนิดลดลง ร่างกายก็จะยิ่งอ่อนล้า
ในชั่วโมงต่อมา ผมลองเขียนยันต์ไปทั้งหมดสิบครั้ง แต่กลับสำเร็จเพียงแค่สองครั้งเท่านั้น
อัตราความสำเร็จเพียงยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ทั้งที่เปลืองพลังไปมากมาย
มันให้ความรู้สึกเหมือนเพิ่งวิ่งห้ากิโลเมตรเต็มกำลังมาหมาดๆ เหนื่อยแทบหมดแรง
ผมรู้สึกว่าถ้ายังฝึกเขียนยันต์ต่อไป ร่างกายคงจะรับไม่ไหว
สุดท้ายจึงต้องวางพู่กันลง
เมื่อมองยันต์สีเหลืองที่เขียนสำเร็จสามใบ ก็รู้สึกถึงความสำเร็จไม่น้อย
ผมนั่งลงบนโซฟา หวังจะพักสักหน่อย
แต่ดูเหมือนจะใช้พลังมากเกินไป เพียงเอนตัวลงพิงโซฟา ไม่นานผมก็ผล็อยหลับไป
ในห้วงฝัน ผมเหมือนจะได้ยินเสียงพูดคุยกัน
“เขานี่เอง”
“หน้าตาหล่อใช้ได้เลยนี่”
“ใครอนุญาตให้พวกเจ้าออกมา อยากกลับลงไปกันหมดหรือไง”
“…”
มีทั้งเสียงผู้ชายและผู้หญิงปะปนกัน ผมพยายามลืมตาดู แต่ไม่ว่าพยายามแค่ไหน เปลือกตาก็หนักอึ้ง จนไม่สามารถลืมขึ้น มันให้ความรู้สึกเหมือนฝันที่ผมไม่อาจควบคุมได้
เมื่อผมลืมตาได้ ก็พบว่าเช้าวันใหม่มาถึงแล้ว
ผมยังคงนอนอยู่บนโซฟาโดยมีผ้าห่มผืนบางคลุมตัวไว้
เมื่อลุกขึ้นนั่งแล้วมองดูผ้าห่ม คงเป็นอาจารย์ที่เอามาคลุมให้
ผมบิดขี้เกียจ ก่อนจะลุกขึ้นยืน
ยันต์ที่เขียนไว้เมื่อคืนยังคงวางอยู่บนโต๊ะน้ำชา
ผมหยิบมันขึ้นมาเก็บไว้อย่างดี ก่อนจะล้างหน้าแล้วลงไปข้างล่าง
แต่เมื่อเดินผ่านแท่นบูชาของบรรพจารย์ กลับพบว่าซากงูที่เคยวางบูชาอยู่หายไป
เมื่อเดินลงมาถึงชั้นล่าง ก็เห็นอาจารย์ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ กำลังยุ่งอยู่กับบางสิ่ง
“อาจารย์!” ผมเอ่ยเรียก
อาจารย์ได้ยินเสียงเรียก แต่ไม่ได้หันกลับมา เพียงกล่าวเสียงเรียบว่า “ต่อไปอย่านอนในห้องรับแขกอีก ที่นั่นตอนกลางคืนไม่สะอาด”
คำพูดของอาจารย์ดูเรียบง่าย แต่กลับทำให้ผมนึกถึงเสียงพูดคุยในฝันเมื่อคืน “อาจารย์ เมื่อคืน…ในห้องรับแขกมีบางอย่างออกมาใช่ไหม”
ก่อนหน้านี้อาจารย์ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้ แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาหลายวัน ผมเริ่มมั่นใจแล้วว่าห้องที่ล็อกอยู่บนชั้นสองห้องที่สามต้องมีบางสิ่งที่อาจารย์เลี้ยงเอาไว้แน่
อาจารย์ไม่พูดอะไร เพียงพยักหน้าเบาๆ ถือเป็นการยอมรับ
เขาไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่ม ท่าทางของเขาบ่งบอกว่าไม่อยากพูดถึงสิ่งที่อยู่ในห้องนั้น
เมื่อเห็นว่าอาจารย์ไม่เต็มใจจะพูด ผมก็ไม่ซักถามต่อ
ดูเหมือนว่าสิ่งที่อยู่ในห้องนั้นจะเป็นความลับที่อาจารย์ไม่อยากเปิดเผย
ขณะนั้นเอง ผมเห็นว่าอาจารย์หยิบบางอย่างขึ้นมาจากเคาน์เตอร์ เสียงดัง “กราว” ราวกับมีโซ่กระทบกัน
ผมหันไปมองก็พบว่ามันคือแส้เส้นหนึ่ง ซึ่งเป็นแส้สีขาวสะอาด
อาจารย์เพียงสะบัดเบาๆ เสียง “เพียะ” ก็ดังขึ้น มันราวกับโซ่เหล็กสีขาว
“อาจารย์ ท่านทำแส้นี้ขึ้นมาเองหรือ” ผมถาม
อาจารย์หันมายิ้มให้ ก่อนจะตอบว่า “นี่คือสิ่งที่บรรพจารย์มอบให้นาย เอาไปลองดูสิ…”