ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 84 ขึ้นรถบัสผี คนบนรถสิบสองคน
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 84 ขึ้นรถบัสผี คนบนรถสิบสองคน
เมื่อตื่นขึ้นมาก็เป็นเวลาที่ไฟในหอพักดับพอดี
ผมนอนรออีกหน่อย แล้วค่อยๆ แอบออกจากหอพัก ปีนข้ามกำแพงออกไปยังด้านนอกมหาวิทยาลัย
ออกไปปราบผี แต่ต้องทำตัวเหมือนขโมยแบบนี้ ช่างน่าขันนัก
โชคดีที่เหลืออีกเพียงเดือนเดียวเท่านั้น เทอมนี้ก็จะจบลง
ถึงตอนนั้นผมจะย้ายออกจากหอพักไปอยู่ที่ร้านของอาจารย์ จะได้สะดวกต่อการทำงานมากขึ้น
เมื่อออกมาถึงนอกมหาวิทยาลัย ผมสแกนเช่ารถจักรยานยนต์ไฟฟ้า และขี่ตรงไปยังป้ายรถบัสสาย ‘330’ ที่อยู่ใกล้ที่สุด
ตอนนี้เป็นเวลาห้าทุ่มกว่า
เมื่อถึงเที่ยงคืน ผมแค่เผากระดาษพับรูปรถบัสพร้อมกับกระดาษเหลืองที่เขียนวันเดือนปีเกิดของผม ก็สามารถขึ้นรถได้แล้ว
ใช้เวลาเพียงยี่สิบนาที ผมก็มาถึงป้ายรถบัสที่ชื่อ ‘ถานเซียงหยวน’
ที่นี่เป็นสวนสนุก ตอนกลางวันมีผู้คนพลุกพล่าน แต่เวลานี้กลับมืดสนิท ไร้เงาผู้คนแม้แต่คนเดียว
ผมยืนอยู่ที่ป้ายรถบัส พลางมองดูเวลา
ตอนนี้เป็นเวลา 23:50 น. เหลืออีกสิบนาทีก็จะเที่ยงคืน
ผมตรวจสอบเครื่องมือที่นำติดตัวมาอีกครั้ง
กระบี่กระดูกปลา แส้กระดูกงู ยันต์สะกดวิญญาณสามแผ่น ทั้งหมดนี่เป็นอาวุธหลักของผมในคืนนี้
นอกจากนี้ยังมีผงพริกขับไล่วิญญาณที่ลุงอวี๋ให้มา
กระดาษเหลืองที่เขียนวันเดือนปีเกิดของผม และแบบจำลองรถบัสกระดาษทะเบียน JK7231
สุดท้ายคือขวดนมที่พี่เฉามอบให้
ส่วนธูป เทียน และกระดาษเงินกระดาษทองก็เตรียมไว้พร้อมแล้ว
ผมจุดบุหรี่ขึ้นมาสูบ แล้วยืนรอต่อไป
สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านมาพร้อมกับละอองฝนโปรยปราย
แม้จะรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้หวั่นวิตก
ผมเคยเผชิญหน้ากับสิ่งลี้ลับมามากมาย และครั้งนี้ผมก็เตรียมตัวมาอย่างดี ขอเพียงทำตามแผนของอาจารย์อย่างรอบคอบ ทุกอย่างก็น่าจะผ่านไปได้
คืนนี้เป็นคืนที่ต้องส่งรถบัสสาย ‘330’ สู่สุคติ และหวังว่าจะได้รับพรเล็กๆ น้อยๆ มาบ้าง
ระหว่างที่รอ ผมอดไม่ได้ที่จะนึกถึงวันหนึ่งเมื่อสามปีก่อน ตอนที่พบกับเสี่ยวอวี่ที่ป้ายรถบัส
ตอนนั้นก็เป็นคืนฝนตกเช่นกัน แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมดแล้ว
ผมถอนหายใจ ก่อนจะสูบบุหรี่เฮือกสุดท้าย และเวลาก็เดินมาถึงเที่ยงคืนพอดี
ผมดับบุหรี่ แล้วเริ่มจุดธูปเผากระดาษเหลือง
ปักธูปสามดอกลงที่พื้นป้ายรถบัส แล้วจุดไฟเผากระดาษเหลืองหนึ่งแผ่น
ผมนั่งยองๆ อยู่หน้าเปลวไฟ แสงสีแดงฉานสะท้อนเงาของผมบนพื้นถนน
สุดท้าย ผมหยิบแบบจำลองรถบัส JK7231 ที่ทำจากกระดาษโยนลงกองไฟ ตามด้วยกระดาษเหลืองที่เขียนวันเดือนปีเกิดของตัวเอง
นี่หมายความว่า คืนนี้ผมจะเป็นหนึ่งในผู้โดยสารของรถบัสคันนี้
เมื่อรถมาถึง มันจะหยุดรับผมขึ้นไปโดยอัตโนมัติ
แต่ในขณะที่เปลวไฟกำลังเผากระดาษเหลืองที่เขียนวันเดือนปีเกิด ไฟที่เป็นสีแดงฉานกลับเปลี่ยนเป็นเปลวเพลิงสีเขียวมรกตในพริบตา
ดูแปลกประหลาดจนชวนให้รู้สึกเย็นวาบ
โชคดีที่รอบข้างไม่มีใคร ไม่เช่นนั้นถ้ามีใครขวัญอ่อนมาเห็นเข้าคงได้เป็นลมไปก่อนแน่
ผมนั่งรอไปพลางเผากระดาษไปพลาง
ธูปและกองไฟจะต้องไม่ดับลง
ผ่านไปประมาณเจ็ดถึงแปดนาที กระแสลมเย็นยะเยือกก็พัดผ่านมา
เปลวไฟลุกไหวอย่างรุนแรงจนเกิดเสียง “วู่วววว”
เศษกระดาษเหลืองที่กำลังลุกไหม้ถูกพัดขึ้นไปบนฟ้า กระจัดกระจายไปทั่ว
แต่ว่าฝนยังคงโปรยปราย
กระดาษที่ถูกพัดลอยขึ้นไปจึงถูกละอองฝนทำให้เปียกจนมอดดับ
แต่ที่แปลกคือ เศษกระดาษเหล่านั้นกลับยังคงลอยไปมากลางอากาศราวกับมีบางอย่างที่มองไม่เห็นกำลังควบคุมอยู่
พวกมันค่อยๆ ลอยวนเวียนรอบป้ายรถบัส…
ขณะนั้นเองไฟสลัวของป้ายรถบัสกะพริบดัง “ปึบๆ” สองครั้ง ก่อนจะดับสนิท
รอบด้านถูกปกคลุมด้วยความมืดในทันที
มีเพียงเปลวไฟสีเขียวสลัวที่ยังลุกโชติช่วงอยู่ตรงหน้าป้าย
“วู่วววว…”
สายลมเย็นยะเยือกพัดวูบมาอีกครั้ง ก่อนที่รถบัสเก่าโทรมคันหนึ่งจะแล่นเข้ามาจากทิศตะวันตกเฉียงใต้
มันเคลื่อนที่อย่างเงียบงัน ไม่มีแม้แต่เสียงเครื่องยนต์ ไฟหน้าก็มืดสนิท ทว่าภายในกลับมีแสงสีเหลืองมัวสลัวส่องออกมา
แม้จะอยู่ไกล ผมก็จำมันได้ทันที
มันคือรถบัส JK7231 คันเดียวกันกับที่เคยปรากฏมาก่อน
หัวใจผมกระตุกเล็กน้อย พลางมองมันใกล้เข้ามา
รถบัสเคลื่อนเข้ามาหยุดตรงหน้าผมอย่างแผ่วเบา ไม่มีเสียงเบรก ไม่มีเสียงเครื่องยนต์ มีเพียงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวรถ
มันให้ความรู้สึกราวกับไม่ใช่รถบัส แต่เป็นตู้แช่แข็งขนาดใหญ่
ประตูรถเปิดออกพร้อมเสียง “แกร๊ก”
ผมเงยหน้าขึ้น เห็นคนขับเป็นชายวัยกลางคนใบหน้าซีดขาวไร้สีเลือด
เขาหันมามองผม แล้วยิ้มบางๆ เหมือนครั้งก่อน
แม้ความกดดันจะแผ่ซ่านเข้ามาในใจ แต่ผมยังคงยิ้มตอบก่อนก้าวขึ้นไปบนรถบัสที่ประสบอุบัติเหตุเมื่อสิบสองปี
แสงภายในรถยังคงมัวสลัว อากาศหนาวเย็นจนแทรกเข้าไปถึงกระดูก
ผมก้าวขึ้นไป หยิบเหรียญออกมาหยอดลงในกล่อง
เสียง “ติ๊ง” ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงแหบต่ำของคนขับ
“เดินไปข้างหลัง มีที่นั่งว่างอยู่”
ทันทีที่พูดจบ ประตูรถก็ปิดลงดัง “ปัง”
รถบัสเริ่มเคลื่อนตัว
ผมจับราวจับ พลางกวาดตามองผู้โดยสารในรถ
ทุกคนบนรถล้วนมีใบหน้าเย็นชา ซีดเผือด ไร้ซึ่งสีเลือด พวกเขานั่งอย่างเงียบงัน สายตาจับจ้องมาที่ผมอย่างไร้อารมณ์
ในแถวที่สอง ผมเห็นภรรยาและลูกของพี่เฉานั่งอยู่
ผู้โดยสารทั้งหมดมีสิบสองคน…
หรืออาจจะต้องเรียกให้ถูกว่า วิญญาณสิบสองดวง
ผมไม่ได้ลงมือทำอะไรทันที แต่เลือกที่จะสังเกตดวงตาของทุกวิญญาณในรถบัสก่อน
อาจารย์บอกไว้อย่างชัดเจนว่า วิญญาณที่ถูกพลังอาฆาตครอบงำ จะมีดวงตาสีขาวโพลน
ส่วนวิญญาณที่ยังมีความอาฆาตหลงเหลืออยู่ ดวงตาจะเป็นสีดำสนิท
ทั้งสองประเภทไม่มีรูม่านตา
แต่สำหรับวิญญาณปกติ ดวงตามักจะเป็นสีเทาหม่น
ผมกวาดตามองไปรอบรถ ตรวจสอบดวงตาของทุกคน ก่อนจะยืนยันว่าดวงตาของพวกเขาทั้งหมดเป็นสีเทา
หัวใจผมผ่อนคลายลงเล็กน้อย
แสดงว่าความอาฆาตของพวกเขาได้จางหายไปเกือบหมดแล้วหลังจากผ่านไปสิบสองปี
ผมหันไปมองนอกหน้าต่าง ทัศนียภาพภายนอกพร่ามัวจนแยกไม่ออกว่าอยู่ที่ไหน
แต่เรื่องนั้นไม่สำคัญ ตอนนี้สิ่งที่ผมต้องทำคือทำให้พวกเขารู้ว่าตัวเองตายไปแล้ว จากนั้นก็ให้คนขับรถขับไปที่ท่าเรืออวี๋จุ่ย เพื่อส่งพวกเขาไปสู่สุคติ
เมื่อตัดสินใจได้ ผมก็สูดหายใจลึกๆ แล้วเอ่ยขึ้นโดยตรงกับคนขับรถ “พี่ชาย ผมขอเปลี่ยนเส้นทางหน่อย ช่วยขับไปที่ท่าเรืออวี๋จุ่ยได้ไหมครับ”
คนขับรถหันกลับมามองผมด้วยความประหลาดใจ
ผู้โดยสารที่เหลือในรถขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ยังไม่มีใครพูดอะไร
สุดท้าย คนขับรถตอบกลับมาว่า “น้องชาย รถบัสคันนี้มีกฎที่เคร่งครัด เราไม่สามารถเปลี่ยนเส้นทางได้ตามใจชอบ ถ้าจะไปท่าเรืออวี๋จุ่ยละก็ นายคงขึ้นรถผิดคันแล้ว”
ผมมองเขานิ่งๆ ก่อนพูดต่อ “พี่ชายขับรถคันนี้มานานกี่ปีแล้ว ไม่รู้สึกเหนื่อยบ้างหรือครับ ฟังผมนะ พาผมไปที่ท่าเรือเถอะ พวกคุณทั้งหมดตายไปตั้งแต่สิบสองปีที่แล้ว หากไปที่นั่น ผมจะช่วยส่งพวกคุณไปเกิดใหม่”
น้ำเสียงของผมยังคงสงบนิ่ง
แต่ทันทีที่พูดจบ วิญญาณชายหนุ่มที่มีรอยสักบนแขนก็ลุกขึ้นทันที
“ไอ้หนู! แกจะส่งใครไปเกิดใหม่หา! คิดจะหาเรื่องกันหรือไง!”
“ใช่! ไอ้หนุ่ม นั่งลงซะ! ฉันยังต้องกลับบ้านไปทำอาหารอยู่ ท่าเรืออวี๋จุ่ยน่ะไกลเกินไป!” หญิงชราอีกคนพูดแทรกขึ้นมา
ผู้โดยสารคนอื่นๆ ก็เริ่มแสดงความไม่พอใจ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นทั่วรถ
ในขณะเดียวกันคนขับรถเองก็พูดขึ้นเสียงเย็น “ถ้าอยากลงก็ลงตอนนี้ได้เลย แต่รถคันนี้จะไม่มีวันไปที่ท่าเรืออวี๋จุ่ยแน่นอน”
ผมยังคงนิ่ง และพูดต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ธุลีคืนสู่ธุลี…พวกคุณตายไปตั้งแต่สิบสองปีก่อนแล้ว จะยึดติดไปทำไม”