ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 85 ช่วยให้พวกเขาระลึกความหลัง ทุกคนตายไปหมดแล้ว
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 85 ช่วยให้พวกเขาระลึกความหลัง ทุกคนตายไปหมดแล้ว
ผมยังคงพูดด้วยน้ำเสียงสงบ เพื่อช่วยให้วิญญาณเหล่านี้ระลึกถึงอดีตที่พวกเขาลืมเลือนไป
แต่คำพูดของผมกลับทำให้วิญญาณหนุ่มที่มีรอยสักเริ่มไม่พอใจ
เขาลุกพรวดขึ้นจากเบาะหลังพร้อมส่งเสียงขู่คำราม “ไอ้หนู! คิดจะก่อเรื่องใช่ไหม! ถ้ายังพูดพล่ามอีก ฉันจะฆ่าแกเดี๋ยวนี้!”
ผมไม่ได้สนใจเขา เพียงแค่หยิบบุหรี่ออกมาจุดสูบอย่างสงบ
คนขับรถไม่แม้แต่จะเหลือบมามองผม ยังคงขับรถต่อไป
“น้องชาย บ้านเมืองมีขื่อมีแป อย่าก่อเรื่องให้มากนัก” เขากล่าวขึ้นมา
ผู้โดยสารที่เหลือก็เริ่มพูดแทรกขึ้นมาเป็นเสียงเดียวกัน
“หนุ่มน้อย นายขึ้นรถผิดคันแล้ว”
“ใช่แล้ว ถ้าจะไปท่าเรืออวี๋จุ่ย นายควรขึ้นสาย 340 ไม่ใช่สาย 330”
จากคำพูดของพวกเขา ผมเข้าใจได้ทันที
วิญญาณเหล่านี้ยังไม่รู้ว่าพวกตนตายไปแล้ว พวกเขายังติดอยู่ในห้วงความคิดเดิม ณ ก่อนที่ทุกอย่างจะจบสิ้นลง
แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่า รถคันนี้ได้คร่าชีวิตพวกเขาทั้งหมดไปแล้ว
ผมหันกลับไปมองผู้โดยสารทั้งคันรถ แล้วกล่าวขึ้นอีกครั้ง “พี่น้องทุกท่าน ผมขอแนะนำตัวก่อน ผมเป็นคนเก็บศพ และพวกคุณทั้งหมดได้เสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่สิบสองปีก่อน ศพของพวกคุณถูกอาจารย์ของผม ซ่งเต๋อไฉ เก็บขึ้นมา แต่เพราะพวกคุณยังคงมีพลังอาฆาตสั่งสม จึงติดอยู่ในรถคันนี้ วนเวียนไปมาเป็นเวลาสิบสองปี
“ลองคิดดูให้ดีสิ…พวกคุณยังจำอ่างเก็บน้ำต้าเถียนวานได้ไหม พวกคุณไม่ใช่ตายไปแล้วหรอกเหรอ ธุลีคืนสู่ธุลี คืนนี้ ผมมาเพื่อส่งพวกคุณไปยังปรโลก”
ทันทีที่ผมพูดจบ ทั้งรถเต็มไปด้วยเสียงโวยวาย
“อะไรนะ! สิบสองปี? หมอนี่บ้าไปแล้ว!”
“ไอ้บ้า!”
“ใช่แล้ว เขาต้องเป็นบ้าแน่ๆ!”
“ฉันเพิ่งขึ้นรถหลังเลิกเรียนเองนะ!”
“…”
เสียงโวยวายยังคงดังต่อเนื่อง
วิญญาณหนุ่มที่มีรอยสักชี้นิ้วมาที่ผม ก่อนตะโกนด่าทอ “ไอ้เวร! แกนั่งลงซะ อย่ามาก่อเรื่องให้คนขับเสียสมาธิ! ฉันยังต้องไปดูหนังกับแฟน ถ้าไปสายละก็ แกตายแน่!”
ผมมองดูเหล่าวิญญาณที่เต็มไปด้วยความสับสนและโมโห ไม่มีใครเชื่อคำพูดของผมเลยสักคนเดียว
ผมหยิบปึกกระดาษเงินกระดาษทองออกมาจากกระเป๋า แล้วชูขึ้นให้ทุกคนเห็น
“ทุกท่านดูนี่สิ มันคืออะไร”
เสียงหัวเราะเย้ยหยันดังขึ้น
“ไอ้บ้านี่เอาเงินมาอวดหรือไง”
“ใช่ คิดว่ารวยแล้วจะทำอะไรก็ได้รึไง”
ผมยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะโปรยกระดาษเงินกระดาษทอง
กระดาษปลิวว่อนทั่วห้องโดยสาร
หญิงชราผู้หนึ่งรีบคว้าใบหนึ่งขึ้นมาแล้วยัดใส่กระเป๋าของตัวเองอย่างแนบเนียน
ผมเห็นเข้าจึงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“คุณป้า มองให้ดีๆ ก่อนเก็บนะครับ ถ้าคุณอยากได้ รอให้ถึงท่าเรืออวี๋จุ่ยก่อน ผมจะให้คุณเพิ่มอีก”
หญิงชรากอดอกแน่น สีหน้าดูกระอักกระอ่วน
“ฉัน…ฉันไม่ได้เก็บอะไรทั้งนั้น!”
ขณะเดียวกันวิญญาณเด็กคนหนึ่งหยิบกระดาษขึ้นมาพิจารณา ก่อนเอ่ยขึ้น
“เอ๊ะ? ทำไมมันไม่ใช่เงินหยวนล่ะ มันเป็น…เงินกงเต๊ก?”
เพียงเท่านั้น หญิงสาวที่เป็นภรรยาของพี่เฉาก็หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาดู
เธอจ้องมันอยู่เพียงครู่เดียว ก่อนกรีดร้องเสียงหลง
“อ๊า! ทำไมมันกลายเป็นเงินสำหรับคนตายได้ล่ะ!”
เหล่าผู้โดยสารที่เหลือพากันหยิบกระดาษขึ้นมาดู และในชั่วพริบตาเดียว เสียงตกใจดังระงมไปทั่ว
“จริงด้วย…นี่มันเงินกงเต๊กชัดๆ!”
“เป็นไปได้ยังไง!”
ทุกคนในรถเริ่มมองผมด้วยแววตาหวาดหวั่นและไม่อยากเชื่อ
ผมสูดหายใจลึก ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “พวกคุณเห็นชัดแล้วใช่ไหม ที่พวกคุณมองเห็นมันเป็นเงินจริงก็เพราะพวกคุณ…ตายไปแล้ว
“คิดดูให้ดี วันที่หกสิงหาคม เวลาห้าโมงเย็น ณ อ่างเก็บน้ำต้าเถียนวาน ลองนึกดูให้ดีว่ามันเกิดอะไรขึ้น…”
ผมจงใจกดเสียงเพื่อดึงพวกเขาให้ตระหนักถึงความจริง
ถ้าพวกเขายอมรับว่าตัวเองตายไปแล้ว การชักจูงให้ไปสู่ปรโลกก็จะง่ายขึ้นมาก
แต่ใครจะรู้ว่าพอผมพูดจบ วิญญาณหนุ่มรอยสักก็พุ่งเข้ามาหาผมทันที
“ไอ้หนู! แกต่างหากที่ตายไปแล้ว! คิดจะหาเรื่องใช่ไหม!” พูดจบ เขาก็เงื้อหมัดขึ้น ตั้งใจจะซัดผมเต็มแรง
แต่สถานการณ์แบบนี้ อาจารย์ได้บอกเผื่อไว้ล่วงหน้าแล้ว
และมันก็เป็นสัญญาณชัดเจนว่า ถ้ามีวิญญาณที่ตอบสนองอย่างรุนแรง ผมสามารถลงมือสั่งสอนพวกมันได้
ผมมองวิญญาณหนุ่มรอยสักที่พุ่งเข้ามา ก่อนจะสะบัดแส้กระดูกงูอย่างรวดเร็ว
“เพียะ!”
แส้ฟาดกระแทกเข้ากับใบหน้าของเขาเต็มแรง
“อ๊าก!”
เสียงกรีดร้องดังขึ้นทันที เขาถูกแรงฟาดส่งให้ปลิวกระเด็นไปกระแทกพื้นทางเดินอย่างแรง
ผู้โดยสารคนอื่นๆ ต่างหวาดผวา สายตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว จับจ้องมาที่ผมโดยไม่มีใครกล้าขยับตัว
ผมมองดูวิญญาณหนุ่มรอยสักที่นอนกุมหน้ากับพื้น ก่อนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“ผมไม่ได้โกหกพวกคุณ ลองคิดดูให้ดี…อ่างเก็บน้ำต้าเถียนวาน”
ผมกล่าวซ้ำอีกครั้งถึงสถานที่เกิดเหตุ หวังให้พวกเขาระลึกถึงความจริง
จากนั้นผมหันไปมองภรรยาและลูกของพี่เฉา พร้อมกับหยิบขวดนมออกมาให้เธอดู
“พี่สาว คุณยังจำสิ่งนี้ได้ไหม”
ภรรยาของพี่เฉาโอบกอดลูกน้อยของเธอไว้แน่น สายตายังคงหวาดระแวง
แต่ทันทีที่เธอเห็นขวดนมเป็ดเหลืองในมือผม ร่างของเธอก็สั่นสะท้านเหมือนความทรงจำบางอย่างหวนกลับมา
ในขณะเดียวกันเด็กทารกในอ้อมแขนของเธอก็ร้องไห้เสียงดัง “แว้ๆๆ!”
เธอมือสั่น ขณะที่รับขวดนมไปจากผม ดวงตาเบิกกว้างเมื่อเห็นสายรัดเครื่องรางแห่งความปลอดภัยที่ห้อยอยู่ที่ขวด
“นี่…นี่คือของที่สามีฉันซื้อให้…เครื่องรางนี้ก็เป็นของเขา…มันมาอยู่ในมือคุณได้ยังไง”
“พี่สาว พี่เฉาเป็นคนฝากมันให้ผม ตลอดสิบสองปีที่ผ่านมา เขาคิดถึงพวกคุณมาตลอด ลองคิดดูสิ คุณขึ้นรถคันนี้ได้อย่างไร สุดท้ายรถคันนี้แล่นไปถึงที่ไหน มันคืออ่างเก็บน้ำต้าเถียนวานใช่ไหม”
คำถามสุดท้ายของผมไม่ได้มีเพียงเธอที่เป็นเป้าหมาย
ผมเงยหน้าขึ้น มองไปทั่วทั้งรถ กล่าวคำพูดนี้ต่อวิญญาณทุกตนบนรถ
เพราะตั้งแต่ที่ผมฟาดแส้จนวิญญาณหนุ่มรอยสักกระเด็นไปก็ไม่มีใครกล้าขยับตัวอีกเลย
ทุกสายตาจับจ้องมาที่ผม พวกเขาหวาดกลัว และเริ่มคิดทบทวนคำพูดของผมอย่างจริงจัง
“ฉันขึ้นรถที่โรงพยาบาลเขตสอง…”
“ฉันขึ้นรถที่หน้าโรงเรียน…ป้ายที่สามก็คืออ่างเก็บน้ำต้าเถียนวาน”
“อ่างเก็บน้ำ…น้ำเยอะมาก”
“ฉันเหมือนตกลงไปในน้ำ?”
“ใช่แล้ว รถบัสแล่นลงไปในน้ำ”
“…”
ภายใต้คำพูดของผม วิญญาณเหล่านี้เริ่มค่อยๆ ระลึกถึงอดีต แต่ละคนมีสีหน้าบิดเบี้ยว แววตาเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน
ดูเหมือนว่าความทรงจำที่กลับคืนมาทำให้พวกเขารู้สึกเจ็บปวดอย่างยิ่ง
จู่ๆ ภรรยาของพี่เฉาซึ่งโอบกอดลูกไว้และถือขวดนมอยู่ก็ตื่นตระหนกขึ้นมาอย่างฉับพลัน
“รถ…รถแล่นไปถึงอ่างเก็บน้ำ…มีแต่น้ำ มีแต่น้ำเต็มไปหมด…ฉัน…ฉันกับลูก…เราจมน้ำตายไปแล้ว…” เธอพูดเสียงสั่นเครือ สายตาตื่นตระหนกจับจ้องมาที่ผมราวกับเธอเองก็ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เพิ่งพูดออกไป
และเป็นเพราะคำพูดของเธอที่ปลุกความทรงจำของวิญญาณอื่นๆ บนรถให้ตื่นขึ้นมาทั้งหมด
“ตายแล้ว…ฉันก็ตายเพราะจมน้ำ…”
“หน้าต่างรถเปิดไม่ออก…ออกไปไม่ได้…”
“น้ำเยอะมาก…ออกไปไม่ได้…ฉันก็ตายเพราะจมน้ำ…”
“ไม่…ไม่…”
“…”
ในชั่วพริบตานั้นวิญญาณทุกดวงในรถต่างหวาดกลัวอย่างที่สุด ร่างกายของพวกเขาสั่นสะท้าน
เมื่อความทรงจำของช่วงเวลาที่พวกเขาจบชีวิตกลับคืนมา ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น
ครั้นนึกถึงฉากการตายของตัวเองเมื่อสิบสองปีก่อน วิญญาณทุกดวงต่างสั่นสะท้าน
พร้อมกันนั้น บรรยากาศภายในรถยิ่งเย็นยะเยือกขึ้นไปอีก
เสียงร้องไห้และเสียงกรีดร้องปะปนกันไปทั่ว
วิญญาณแต่ละดวงกุมศีรษะของตัวเองด้วยความทุกข์ทรมาน
แม้แต่ความตายเองก็ยังต้องใช้เวลาทำใจยอมรับ
และตอนนี้เป้าหมายของผมก็สำเร็จแล้ว
พวกเขารับรู้ถึงความตายของตัวเองแล้ว ต่อไปผมก็แค่ทำให้รถบัสมุ่งหน้าไปยังท่าเรืออวี๋จุ่ย
เมื่องานใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ ผมจึงค่อยๆ ถอนหายใจโล่งอก
แต่ในจังหวะนั้นเอง ภรรยาของพี่เฉากลับเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว
เธอชี้ไปทางด้านหลังของผมด้วยสีหน้าหวาดกลัวสุดขีด
“เป็นเขา…เขาตั้งใจทำ!”