ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 91 คืนนั้น เสี่ยวอวี่ก็อยู่ด้วย
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 91 คืนนั้น เสี่ยวอวี่ก็อยู่ด้วย
วันนี้ได้พบกับเม่าจิ้ง ทำให้สามารถสะกดวิญญาณคนขับรถ และบังคับให้รถบัสผีเปลี่ยนเส้นทางไปยังท่าเรืออวี๋จุ่ยได้สำเร็จ
ตอนนี้วิญญาณทุกดวงบนรถต่างเต็มไปด้วยความหวัง
พวกเขาตั้งตารอการหลุดพ้นจากรถบัสที่พวกเขาติดอยู่มาเป็นเวลาสิบสองปี และหนีออกจากฉากความตายที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่านับครั้งไม่ถ้วน
แต่ดูเหมือนอารมณ์ของเม่าจิ้งจะไม่ค่อยดีนัก
อาจเป็นเพราะมอเตอร์ไซค์ของเขา เมื่อตอนที่เขาพยายามกระโดดขึ้นมาบนรถบัส ทำให้มันพุ่งลงไปในอ่างเก็บน้ำ
มอเตอร์ไซค์คันนั้นดูราคาแพง ไม่น่าจะต่ำกว่าหลายหมื่นหยวน
ใครที่ต้องเสียของรักแบบนี้ไปก็คงเจ็บใจไม่น้อย
ผมจึงไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ เพียงแค่นั่งข้างๆ เม่าจิ้ง ขนาบข้างวิญญาณคนขับรถเอาไว้ และพูดคุยกันไปเรื่อยเปื่อย
แต่เม่าจิ้งเป็นคนพูดน้อย
ส่วนใหญ่มีแต่ผมที่พูด เขาตอบกลับมาเพียงแค่คำสั้นๆ เช่น “อืม” หรือ “ใช่”
คุยกันได้ไม่นาน บทสนทนาก็เงียบลงไปเอง ในขณะที่รถบัสยังคงแล่นฝ่าความมืดมิด
ผมคิดจะหยิบโทรศัพท์ออกมาดูว่า ตอนนี้อยู่ห่างจากท่าเรืออวี๋จุ่ยแค่ไหนแล้ว แต่ภายในรถคันนี้กลับไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ทำได้เพียงนั่งรออย่างอดทน
ผมหยิบบุหรี่ขึ้นมา ส่งให้เม่าจิ้งหนึ่งมวน
เขารับไป จุดไฟสูบเงียบๆ โดยไม่พูดอะไร
ในตอนนั้นเองภรรยาพี่เฉาที่นั่งอยู่อีกฝั่งก็เอ่ยถามผมขึ้นมา
“เสี่ยวเจียง! ผู้หญิงที่ช่วยเธอหยุดรถครั้งที่แล้วน่ะ เธอเป็นใครเหรอ สวยจังเลย!”
ขณะที่ผมกำลังสูบบุหรี่อย่างสงบ พอได้ยินคำถามนี้เข้าก็ถึงกับชะงักไป
ผู้หญิง? ผู้หญิงคนไหน หยุดรถ?
“พี่สะใภ้ ผู้หญิงไหน หยุดรถอะไรนะ”
ผมรู้สึกมึนงงราวกับถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบ
“ก็เมื่อคราวก่อน นอกจากชายวัยกลางคนที่มีบาดแผลที่คอคนนั้นแล้ว เธอยังมากับผู้หญิงอีกคนนี่ พวกเธอขึ้นรถมาพร้อมกันไม่ใช่เหรอ แถมยังเป็นเธอที่โบกรถของพวกเราให้จอดด้วยนะ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ หัวของผมพลันส่งเสียง “ปุบ!” เหมือนมีบางอย่างระเบิดในสมอง
ใบหน้าของผมเปลี่ยนสีไปในทันที
สิ่งที่พี่สะใภ้พูดถึงต้องเป็นเหตุการณ์ตอนที่ผมกับลุงอวี๋ออกมาจากห้องอาถรรพ์แน่
ในตอนนั้นเราพบกับรถบัสผีคันนี้
แต่เท่าที่ผมจำได้ ตอนนั้นมีแค่ผมกับลุงอวี๋ขึ้นรถมา ไม่มีผู้หญิงคนไหนทั้งนั้น และไม่มีใครที่ไปโบกรถให้จอดด้วยซ้ำ
รถบัสคันนี้เป็นฝ่ายจอดลงตรงหน้าเราเอง
แต่ถ้าพี่สะใภ้พูดแบบนี้ แสดงว่าเธอต้องเห็นอะไรบางอย่างที่ผมกับลุงอวี๋ไม่เห็นแน่
เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์วันนั้น ผมจำได้เลือนรางว่าก่อนที่จางเฉียงจะลงมือฆ่าพวกเรา ไก่ขันขึ้นมาเสียก่อน
และในชั่วพริบตาที่เสียงไก่ขันดังขึ้น ผมได้กลิ่นฟอร์มาลินจางๆ ลอยมาเตะจมูก
หรือว่า…จะเป็นเสี่ยวอวี่?
เมื่อความคิดนี้แวบเข้ามา ผมก็รีบเอ่ยถามทันที “พี่สะใภ้! ผู้หญิงที่มากับเราหน้าตาเป็นยังไง เธอ…เธอเป็นผีเหมือนกันหรือเปล่า”
น้ำเสียงที่เปลี่ยนไปของผมทำให้เม่าจิ้งเริ่มหันมาสนใจ
พี่สะใภ้เองก็ดูตกใจที่ผมมีปฏิกิริยาเช่นนี้ แต่เธอยังคงพูดต่อ “พวกเธอไม่ได้มาด้วยกันเหรอ ฉันก็ไม่แน่ใจว่าเธอเป็นผีหรือเปล่า เพราะตอนนั้นฉันยังไม่รู้ตัวว่าตัวเองตายแล้ว และพอถึงคืนที่สอง ฉันก็ลืมเรื่องทั้งหมดไป เพิ่งจะเมื่อตะกี้นี้เองที่ฉันเริ่มนึกถึงเหตุการณ์ในอดีตและตระหนักได้ว่าฉันตายไปแล้ว
“ถ้าถามว่าผู้หญิงคนนั้นหน้าตาเป็นยังไง ฉันจำได้ชัดเจนเลย เธอสูง ผอม และสวยมาก ฉันไม่เคยเห็นผู้หญิงที่สวยขนาดนั้นมาก่อน อ้อ จริงสิ! ตรงหางตาซ้ายของเธอมีไฝเม็ดเล็กๆ ด้วย ดูแล้วสวยมากจริงๆ”
หัวใจของผมกระตุกวูบ
เป็นไป๋เสี่ยวอวี่
ไป๋เสี่ยวอวี่อยู่ข้างผมในตอนนั้นจริงๆ อย่างนั้นหรือ
นี่อาจเป็นคำอธิบายว่าทำไมตอนที่ผมได้ยินเสียงไก่ขัน ผมถึงได้กลิ่นฟอร์มาลินจางๆ
เสียงไก่ขันนั่นต้องเป็นเพราะไป๋เสี่ยวอวี่ช่วยผมไว้แน่ๆ
แต่ทำไมเธอถึงไม่ปรากฏตัวให้ผมเห็น
ผมไม่เข้าใจเลย ทำไมเธอถึงต้องหลบซ่อนจากผมด้วย
หรือว่าเธอมีเหตุผลบางอย่างที่ไม่สามารถบอกผมได้? ไม่อย่างนั้น ทำไมเธอถึงต้องหลีกเลี่ยงผม
“เสี่ยวเจียง พวกเธอไม่รู้จักกันเหรอ” พี่สะใภ้ถามต่อ
ผมเพิ่งดึงตัวเองกลับมาจากความคิด แล้วตอบว่า “รู้จักครับ เธอเป็นแฟนของผม แต่เธอตายไปแล้ว…”
พี่สะใภ้ได้ยินเช่นนั้นก็แสดงสีหน้าเศร้าเสียใจ “เฮ้อ เสียดายจัง สวยขนาดนั้นแท้ๆ แต่แฟนของเธอน่ะดุใช่เล่นเลยนะ! ตอนเธออยู่บนรถคันนี้ วิญญาณคนขับรถไม่กล้าทำอะไรเลยสักนิด หลังจากพวกเธอลงไปแล้ว เราก็ไปส่งเธอที่ป้ายมหาวิทยาลัย”
“ป้ายมหาวิทยาลัยแพทย์ใช่ไหมครับ” ผมรีบถาม
พี่สะใภ้พยักหน้า “ใช่! เธอลงที่มหาวิทยาลัยแพทย์”
ไม่ผิดแน่ ต้องเป็นไป๋เสี่ยวอวี่
เธอถูกพันธนาการด้วยเหตุผลบางอย่าง วิญญาณของเธอจึงติดอยู่ในตึกทดลองของมหาวิทยาลัยมาโดยตลอด
แต่พี่สะใภ้ยังพูดไม่หมด เธอเสริมขึ้นมาอีกว่า “แต่หลังจากเธอลงจากรถแล้วก็ถูกกลุ่มคนพาตัวไป…”
“กลุ่มคนพาตัวไป?” ผมถามซ้ำด้วยความตกใจ
ทันทีที่ผมพูดจบ ผู้โดยสารชายที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ก็เอ่ยขึ้นมาด้วย
“ใช่เลย! ตอนนั้นหลังจากที่เธอลงจากรถไปก็มีคนกลุ่มหนึ่งใช้โซ่ล่ามเธอไว้ แล้วลากตัวเธอเข้าไปในมหาวิทยาลัย”
“ใช่ๆ ฉันก็เห็น เธอเป็นสาวสวยที่ใส่ชุดขาว เป็นคนคนเดียวกับที่ขึ้นรถพร้อมเสี่ยวเจียงครั้งก่อน!”
“…”
เหล่าวิญญาณผู้โดยสารหลายคนเริ่มนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น
ไป๋เสี่ยวอวี่ถูกจับมัดและพาตัวกลับไปที่มหาวิทยาลัยงั้นหรือ
ผมขมวดคิ้วแน่น นึกถึงเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับไป๋เสี่ยวอวี่
ใครกันที่สามารถกักขังเธอได้ ทำไมเธอถึงต้องกลับไปที่มหาวิทยาลัย
สิ่งเดียวที่ผมคิดออกมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ไป๋เสี่ยวอวี่อาจถูกบางสิ่งพันธนาการไว้ในตึกทดลอง
แม้ว่าเธอจะออกมาได้ แต่ก็ต้องกลับไปภายในเวลาที่กำหนด มิฉะนั้น อาจเกิดผลลัพธ์ที่เลวร้ายมหันต์…
เหมือนในหนังเรื่อง ‘โปเยโปโลเย’ ที่วิญญาณของเสี่ยวเชี่ยนถูกควบคุมโดยปีศาจต้นไม้เฒ่า
ถ้าสมมุติฐานของผมถูกต้อง ใครกันที่สามารถควบคุมไป๋เสี่ยวอวี่ได้ และทำไมพวกเขาถึงต้องใช้โซ่ล่ามเธอไว้
หรือว่าในตึกทดลองนั้น จะมีบางสิ่งที่คล้ายปีศาจต้นไม้พันปีที่อาจารย์ของผมเรียกว่า ‘อาถรรพ์ร้าย’ ซ่อนอยู่จริง?
สมองของผมเต็มไปด้วยความสับสน ผมอยากรู้ความจริง อยากช่วยไป๋เสี่ยวอวี่
แต่พลังของผมยังไม่พอ ทำให้รู้สึกไร้หนทางสิ้นดี
เม่าจิ้งมองเห็นสีหน้าลังเลของผม เขาจึงเอ่ยถาม “เจียงหนิง นายยังมีเพื่อนที่ติดอยู่ในตึกเก้าศพนั่นอีกเหรอ”
ผมพยักหน้า ไม่คิดปิดบัง “แฟนของฉัน!”
เม่าจิ้งได้ยินดังนั้น ดวงตาเขาเบิกกว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แฝงไปด้วยความตกใจ
แต่เพียงครู่เดียวเขาก็กลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง
เขาพูดขึ้นมา “อาจารย์ของฉันเคยบอกว่า ใต้ตึกเก้าศพนั้นมีค่ายกลมหาภัยที่ใช้กักขังอาถรรพ์ร้ายแรงอยู่ ตอนกลางวันยังพอปลอดภัย เพราะถูกพลังหยางของนักศึกษาจำนวนมากข่มไว้ แต่เมื่อถึงเวลากลางคืน ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปเป็นอันตรายอย่างที่สุด
“คนที่เข้าไป ถ้าโชคดีอาจแค่เสียสติ ถ้าโชคร้ายอาจต้องสังเวยชีวิต ส่วนวิญญาณที่เข้าไปแล้ว มีโอกาสน้อยมากที่จะออกมาได้อีก แต่หากร่างยังสมบูรณ์ครบถ้วนและเสียชีวิตไม่เกินหนึ่งเดือน อาจารย์ของฉันสามารถเรียกวิญญาณกลับมาและทำพิธีปลดปล่อยได้”
ผมส่ายหน้าช้าๆ ก่อนตอบเบาๆ “เธอจากไปแล้วเจ็ดปี…”
ผมพูดเพียงเท่านั้น และไม่ได้อธิบายอะไรต่อ
แต่สีหน้าของเม่าจิ้งดูซับซ้อนขึ้นมาทันที เขารู้แล้วว่าการช่วยไป๋เสี่ยวอวี่ออกมานั้นเป็นไปไม่ได้
เว้นแต่ว่าจะชะล้างตึกทดลองเสียก่อน
แต่อาถรรพ์ร้ายใต้ดินนั้น แม้แต่อาจารย์ของเขายังไม่กล้าแตะต้อง
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเม่าจิ้งเลย…เขาจึงเลือกที่จะเงียบไป
บรรยากาศภายในรถเงียบลงตามอารมณ์ของผม
แต่ภายในใจของผมกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
สักวันหนึ่ง ผมจะบุกเข้าไปในตึกทดลองนั้นและพาไป๋เสี่ยวอวี่ออกมาให้ได้
ไม่สนว่าปรมาจารย์ที่ไหนจะเป็นคนวางค่ายกลบ้าบอนั่น
ไม่สนว่ามันจะเป็นอาถรรพ์ร้ายหรือไม่
ตราบใดที่มันกล้าทำร้ายไป๋เสี่ยวอวี่ ผมจะทำให้มันสูญสลายไปตลอดกาล!
ในขณะที่ผมกำหมัดแน่น ตั้งมั่นกับคำสาบานของตัวเอง เสียงของวิญญาณหนุ่มรอยสักจากที่นั่งคนขับก็ดังขึ้นด้วยความตื่นเต้น “ถึงแล้ว! เราถึงท่าเรือแล้ว!”