ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 92 ถึงท่าเรือ สามีภรรยาได้พบกันอีกครั้ง
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 92 ถึงท่าเรือ สามีภรรยาได้พบกันอีกครั้ง
ทันทีที่วิญญาณหนุ่มรอยสักพูดจบ เหล่าวิญญาณผู้โดยสารในรถก็เริ่มตื่นเต้น
พวกเขาลุกขึ้นยืน มองออกไปนอกหน้าต่าง
ไกลออกไป ท่าเรือค่อยๆ ปรากฏให้เห็น ทุกคนต่างเต็มไปด้วยความหวัง
“ถึงแล้ว! ในที่สุดก็ถึงแล้ว!”
“ใช่! ในที่สุดก็จะได้ออกจากรถคันนี้สักที!”
“สิบสองปีเต็มๆ ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง!”
เหล่าวิญญาณผู้โดยสารต่างแสดงความยินดี พูดคุยกันเสียงดัง
ผมหันไปมองวิญญาณคนขับรถที่ถูกสะกดไว้ เขายังคงส่งเสียงครางต่ำ ไม่มีอำนาจจะต่อกรอะไรได้อีก
ผมถอนหายใจเบาๆ ในที่สุดภารกิจที่อาจารย์มอบหมายก็สำเร็จลุล่วง
รถบัสผีแล่นไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ไร้ซึ่งเสียงเครื่องยนต์
ในความเงียบงันของยามดึก แสงไฟสลัวจากเสาไฟฟ้าเพียงดวงเดียวส่องลงมายังท่าเรืออวี๋จุ่ย
ที่ปลายท่าเรือมีเงาร่างของชายคนหนึ่งนั่งอยู่ เขากางร่มกันแดดเล็กๆ ถือเบ็ดตกปลาอย่างสบายใจ
ไม่ต้องสงสัยเลย นั่นคืออาจารย์ของผม
ด้านหลังเขามีชายวัยกลางคนอีกคนหนึ่งยืนรออยู่
เขาคือเฉาเมิ่ง
“ถึงแล้ว!” ผมพูดด้วยความโล่งใจ
เม่าจิ้งพยักหน้า
รถบัสค่อยๆ ชะลอความเร็ว และจอดลงที่ข้างท่าเรืออย่างมั่นคง
ทันทีที่รถหยุด เฉาเมิ่งก็รีบพุ่งตรงมาหา มือของเขาสั่นเล็กน้อย น้ำเสียงเต็มไปด้วยอารมณ์ที่อัดแน่น “ที่รัก! ลูกพ่อ!”
“ต้าเมิ่ง!” ภรรยาของเฉาเมิ่งที่อุ้มลูกอยู่ในอ้อมแขนมองออกไปนอกหน้าต่าง น้ำตาคลอเบ้า
ลูกน้อยของพวกเขาร้องไห้ออกมาทันที เสียงแหลมของเด็กทารกก้องไปทั่วรถ
วิญญาณหนุ่มรอยสักเปิดประตูรถ
“แกร๊ก!” เสียงกลไกทำงานดังขึ้น ประตูเปิดออกช้าๆ
ภรรยาของเฉาเมิ่งดูตื่นเต้น เธออยากจะก้าวลงจากรถทันที
แต่เมื่อไปถึงหน้าประตูกลับพบว่าเธอยังคงถูกจำกัดขอบเขตไว้ ไม่สามารถก้าวออกไปได้
เม่าจิ้งเห็นดังนั้นก็หันมาพูดกับผม “เจียงหนิง นายลงไปก่อน ฉันจะอยู่บนรถจับตาดูวิญญาณคนขับนี่เอง”
ผมพยักหน้า ก่อนก้าวลงทางประตูหลังของรถ
ทันทีที่เท้าสัมผัสพื้น เฉาเมิ่งก็รีบวิ่งตรงเข้ามาหาผม
แม้จะรู้ว่าภายในรถมีแต่เหล่าวิญญาณ แต่เขากลับไม่รู้สึกกลัวเลยแม้แต่น้อย
เขามองเข้าไปในรถ น้ำเสียงสั่นเครือ ขณะที่เอ่ยเรียกคนรักและลูก “ที่รัก…ลูกของเรา…”
ขณะพูด เขาก้าวขึ้นไปบนรถบัสผี
เมื่อสายตาปะทะกับภรรยาที่เขารัก เธอยังคงดูอ่อนเยาว์เหมือนเดิม เพียงแต่ใบหน้าซีดเผือด ไร้สีเลือด และดวงตาเปลี่ยนเป็นสีเทาหม่น
เขาไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย รีบโผเข้ากอดเธอแน่น
“ที่รัก…ภรรยาของผม ในที่สุด…ในที่สุดผมก็ได้พบคุณ ได้พบพวกคุณแล้ว…” เขาพูดพลางสะอื้นไห้
แม้จะรู้ว่าสิ่งที่เขากอดอยู่ไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นวิญญาณของภรรยาและลูก
แต่แล้วอย่างไรเล่า
ผู้อื่นอาจหวาดกลัว แต่เฉาเมิ่งไม่เคยกลัว เพราะนี่คือครอบครัวที่เขาคิดถึงอยู่ทุกวันทุกคืน…
“ต้าเมิ่ง ฉัน…ฉันคิดถึงคุณมาก!”
ภรรยาของเฉาเมิ่งพูดออกมาอย่างตื้นตัน เสียงของเธอสั่นเครือ
เพียงแต่เธอไม่มีน้ำตา เธอไม่สามารถหลั่งน้ำตาเพื่อปลดปล่อยอารมณ์ทั้งหมดออกมาได้
ผมมองดูครอบครัวของพวกเขาได้กลับมาพบกันอีกครั้ง
หัวใจของผมเต็มไปด้วยความยินดีอย่างบอกไม่ถูก
ผมรู้สึกว่าสิ่งที่ผมทำลงไปนั้นมีคุณค่าอย่างแท้จริง มันไม่ได้แตกต่างจากการเป็นหมอที่ช่วยชีวิตผู้คนเลยแม้แต่น้อย
ในขณะนั้นเองเสียงของอาจารย์ดังขึ้น “กลับมาแล้วสินะ!”
ผมได้สติกลับมาอีกครั้ง ก่อนจะหันไปมองอาจารย์
ชายชราผอมแห้งเดินตรงเข้ามาหา สีหน้าของเขานิ่งสงบ
ผมพยายามปรับอารมณ์ของตัวเองให้มั่นคง ก่อนพยักหน้า “กลับมาแล้วครับอาจารย์ แต่เราเจอปัญหานิดหน่อย วิญญาณคนขับรถเป็นวิญญาณอาฆาต ฆ่ายังไงก็ไม่ตาย ตอนนี้ถูกมัดอยู่บนรถ อาจารย์ช่วยดูเถอะครับว่าควรทำอย่างไร”
อาจารย์แค่นเสียงก่อนถ่มน้ำลายลงพื้น “ฆ่าไม่ตาย? เฮอะ! ไม่มีผีตนไหนที่ฆ่าไม่ตาย! ขอฉันขึ้นไปดูหน่อยซิ!”
พูดจบ อาจารย์ก็เดินเข้าไปในรถบัสผีอย่างไม่เกรงกลัว
สีหน้าของเขาผ่อนคลายอย่างยิ่งราวกับว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเขาเลย
ผมรีบเดินตามหลังอาจารย์ และก้าวขึ้นไปบนรถอีกครั้ง
ขณะเดียวกันเฉาเมิ่งและภรรยาก็ค่อยๆ ปล่อยมือจากกัน
เฉาเมิ่งอุ้มลูกน้อยที่จากไปเมื่อสิบสองปีก่อนไว้ในอ้อมแขน สีหน้าเต็มไปด้วยความสุข “อาจารย์ซ่งๆ ดูสิ! นี่คือลูกของผม เหมือนผมเป๊ะเลยใช่ไหม!”
ทารกที่จากไปนานถึงสิบสองปี ซึ่งเมื่อครู่ยังคงร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ ตอนนี้เมื่อได้อยู่ในอ้อมแขนของเฉาเมิ่ง ก็หัวเราะเสียงใสออกมาเบาๆ เด็กน้อยคงสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากพ่อ
อาจารย์มองไปที่วิญญาณรอบตัว แล้วยิ้มบางๆ แต่ไม่ได้พูดอะไร
เหล่าวิญญาณผู้โดยสารเมื่อเห็นอาจารย์ ต่างพากันหลีกทางให้ด้วยความเคารพ
บางคนที่กล้าหาญหน่อยก็เอ่ยเรียกเขาว่า “อาจารย์” แต่เขาไม่ได้ตอบรับ
เมื่อเม่าจิ้งเห็นอาจารย์ขึ้นมาก็รีบประสานมือคำนับตามธรรมเนียมของวงการ
“ชนรุ่นหลังแห่งศาลฮวงจุ้ยเป่าซาน เม่าจิ้ง คารวะอาจารย์ซ่ง!”
อาจารย์เหลือบมองเม่าจิ้งเล็กน้อย แต่ไม่ได้ถามว่าเขาขึ้นมาบนรถได้อย่างไร เพียงแค่พยักหน้าให้เบาๆ แล้วหันไปจับจ้องที่วิญญาณคนขับรถ ซึ่งถูกตรึงไว้ด้วยกระบี่ไม้ท้อและแส้กระดูกงู
วิญญาณคนขับรถที่ถูกปิดปากด้วยยันต์ผนึกยังคงดิ้นรน ตาเบิกกว้าง เต็มไปด้วยความอาฆาต
อาจารย์มองดูมัน แล้วหัวเราะเย็นชา “ให้ตายสิ แกถูกสะกดมาแล้วตั้งสิบสองปี แต่พลังอาฆาตยังรุนแรงขนาดนี้เลยหรือ”
เมื่ออาจารย์พูดจบ ผมก็รีบเสริมขึ้น “อาจารย์ เรื่องนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นมันเองที่ขับรถพุ่งลงอ่างเก็บน้ำ ฆ่าผู้โดยสารทั้งคัน”
“หืม? มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ” อาจารย์ดูประหลาดใจเล็กน้อย
เหล่าวิญญาณในรถเริ่มพูดขึ้นมาพร้อมกัน ต่างเล่าถึงเหตุการณ์เมื่อสิบสองปีก่อน
ก่อนตาย คนขับรถคนนี้ถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ความอาฆาตทำให้เขาตัดสินใจพาผู้โดยสารทั้งคันจบชีวิตไปพร้อมกับเขา
อาจารย์ฟังจนสีหน้าดำคล้ำ ก่อนจะกระชากยันต์ที่ปิดปากวิญญาณคนขับออก
ทันทีที่ยันต์ถูกฉีก วิญญาณคนขับก็แผดเสียงร้องทันที “ปล่อยฉัน! ปล่อยฉัน! พวกแกต้องตาย ทุกคนต้องถูกฝังไปกับฉัน!”
เสียงของมันเต็มไปด้วยความอาฆาตและโกรธแค้น
อาจารย์เห็นดังนั้นก็ยกมือฟาดลงไปบนใบหน้าของมันอย่างแรง
“เพียะ!”
เสียงตบดังก้องไปทั่วรถ
วิญญาณคนขับร้องลั่น เสียงของมันสั่นเครือไปด้วยความเจ็บปวด
“จะแหกปากทำหอกอะไร หุบปากไปซะ!”
เมื่อครู่ยังคำรามอย่างดุร้าย แต่เพียงแค่โดนอาจารย์ตบไปทีเดียว วิญญาณคนขับก็เงียบสนิทในทันที
อาจารย์มองไปยังวิญญาณคนขับรถด้วยสายตาเย็นชา
แต่วิญญาณคนขับกลับแสดงอาการหวาดกลัวอย่างรุนแรง ร่างกายสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้
ผมกับเม่าจิ้งต่างมองกันด้วยความประหลาดใจ
วิญญาณอาฆาตตนนี้ดุร้ายขนาดนั้น แม้จะถูกฟันหลายครั้งก็ยังไม่ยอมสยบ แต่ถูกอาจารย์ตบไปครั้งเดียวกลับตัวสั่นและส่งเสียงครางแผ่วเบาด้วยความหวาดหวั่น
“ทำร้ายผู้คนไปมากมาย แม้แต่ตายไปแล้วก็ยังไม่ยอมอยู่นิ่ง” อาจารย์ด่าพลางถอนหายใจ
เม่าจิ้งฉวยโอกาสเอ่ยถาม “อาจารย์ซ่ง วิญญาณอาฆาตตนนี้ดูเหมือนจะฆ่าไม่ตาย ท่านมีวิธีจัดการไหม”
อาจารย์ซ่งได้ยินคำถามก็แค่นหัวเราะ “ไม่มีอะไรที่ฆ่าไม่ตายหรอก วิญญาณตนนี้ตายมานานแล้ว และได้หลอมรวมกับรถบัสผีคันนี้ ตราบใดที่รถคันนี้ยังไม่ถูกทำลาย มันก็จะไม่มีวันสลายไป แต่ไม่ต้องห่วง วิธีจัดการง่ายนิดเดียว ทุกคนเตรียมตัวให้ดี…”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น พวกเราต่างตั้งท่าระมัดระวัง ไม่รู้ว่าอาจารย์กำลังจะทำอะไร
อาจารย์ซ่งไม่รอช้า เขากระชากกระบี่ไม้ท้อที่ปักอยู่กลางอกของวิญญาณคนขับออกมา
นิ้วมือซ้ายประกบติดเป็นกระบี่ลากผ่านคมกระบี่ไม้ท้อ พร้อมกับเปล่งเสียงสั่ง
“สลาย!”
สิ้นเสียง กระบี่ไม้ท้อถูกฟาดลงมาเต็มแรง
ทันทีที่ปลายกระบี่ปะทะศีรษะของวิญญาณคนขับรถ
เสียง “ตูม!” ดังสนั่น
“อ๊าก!” วิญญาณคนขับส่งเสียงกรีดร้องสุดท้าย ก่อนจะกลายเป็นเปลวไฟสีเขียวลุกโชน
ควันดำทะมึนพวยพุ่งออกมากลืนกินร่างของมันจนหายไป
และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง รถบัสทั้งคันพลันส่งเสียงแตกร้าว “แกร๊งๆ”
ตามมาด้วยแรงสั่นสะเทือนรุนแรง
ก่อนจะเกิดเสียงระเบิดดังกึกก้องทั่วทั้งบริเวณ
“โครม!!”
เหล่าวิญญาณผู้โดยสาร รวมถึงผมและเม่าจิ้งต่างสะดุ้งสุดตัว
รถบัสทั้งคันพลันแปรเปลี่ยนเป็นกลุ่มหมอกดำ สลายหายไปในความว่างเปล่าในพริบตา…