ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 94 กลับสู่มหาวิทยาลัย หายไปหกคน
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 94 กลับสู่มหาวิทยาลัย หายไปหกคน
แม้ผมจะยังไม่เคยแต่งงาน และแฟนคนเดียวที่เคยมีก็เป็นเพียงวิญญาณ
แต่เมื่อมองดูเฉาเมิ่งและภรรยาต้องลาจากกัน ผมกลับสัมผัสถึงความรู้สึกของการพลัดพรากจากความเป็นและความตายได้นิดๆ
ผมไม่ได้เข้าไปปลอบเฉาเมิ่งในทันที แต่ยืนอยู่ข้างๆ กับเม่าจิ้ง รอให้เขาสงบลงสักพัก
เมื่อเห็นว่าอารมณ์ของเขาเริ่มคงที่แล้ว ผมหยิบบุหรี่มวนหนึ่งแล้วยื่นให้ “พี่เฉา พี่สะใภ้และลูกของพี่ติดอยู่ในวัฏจักรความทุกข์ทรมานมาสิบสองปี ตอนนี้พวกเขาได้ไปสู่ที่ที่ควรไปแล้ว พี่ควรดีใจสิ ไม่ต้องเศร้าไปหรอก”
เฉาเมิ่งได้ยินแบบนั้นก็รีบเช็ดน้ำตาทิ้งทันที “ใช่ๆ นายพูดถูก นี่เป็นเรื่องน่ายินดี ฉันไม่ควรร้องไห้ ต้องดื่ม ต้องฉลองสิ! สองพี่น้อง ไป ฉันเลี้ยงเหล้าพวกนายเอง!”
พูดจบ เขาหยิบบุหรี่จากมือผมและลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว
ผมรู้สึกหิวอยู่เหมือนกัน และเมื่อเฉาเมิ่งชวนเช่นนี้ ผมก็ไม่มีเหตุผลจะปฏิเสธ
ผมหันไปมองเม่าจิ้ง เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่พยักหน้าเบาๆ แสดงว่าเห็นด้วย
ดังนั้น เราทั้งสามคนจึงเดินไปยังเขตที่พักอาศัย แทนที่จะกลับไปที่ท่าเรือ
ตอนนี้เป็นเวลาตีสามกว่าแล้ว ถนนแทบไม่มีผู้คน
แต่ข้างถนนยังมีร้านปิ้งย่างสำหรับคนที่ต้องทำงานหาเลี้ยงชีพยามดึก
กลิ่นหอมของเนื้อย่างเผ็ดร้อนกำลังเชื้อเชิญนักเดินทางยามราตรีเช่นพวกเรา
เฉาเมิ่งให้พวกเรานั่งรออยู่ที่โต๊ะ ส่วนเขาเดินไปสั่งอาหารและหยิบเบียร์มาหนึ่งลัง
ระหว่างนั้น เขาเอาแต่พูดขอบคุณพวกเราไม่หยุด
เขาบอกว่าฝันร้ายสิบสองปีของเขาได้จบลงแล้ว และเขาสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้เสียที
เขาพูดอยู่คนเดียวเป็นเวลานาน และดื่มหนักมาก
จนกระทั่งตีห้า พวกเราถึงได้แยกย้ายกันกลับ
เนื่องจากสถานีขนส่งอยู่ไม่ไกลและยังมีหอพักพนักงานอยู่แถวนั้น ผมกับเม่าจิ้งจึงไปส่งเฉาเมิ่งก่อน
ก่อนจากกัน เฉาเมิ่งยื่นเงินสองพันหยวนให้พวกเรา
เขายืนกรานหนักแน่นว่าพวกเราต้องรับมัน
ตอนแรกพวกเราไม่อยากรับ แต่เขากลับไม่ยอมปล่อยมือ
เขายืนยันว่าหากเราไม่รับ เขาจะรู้สึกติดค้างในใจ
สุดท้าย พวกเราสองคนจึงรับมาคนละพันหยวน
นี่นับเป็นค่าตอบแทนก้อนแรกที่ผมได้รับนับตั้งแต่เริ่มทำงานในสายนี้
เมื่อออกมาด้านนอก ผมกับเม่าจิ้งหารถกลับที่พัก
เขาต้องกลับไปที่เป่าซาน ส่วนผมเลือกกลับไปที่มหาวิทยาลัย
พวกเราเดินทางร่วมกันอยู่ช่วงหนึ่ง
บนรถ พวกเราไม่ได้พูดอะไรมาก ต่างคนต่างเริ่มง่วงเพราะความเหนื่อยล้า
จนกระทั่งก่อนลงจากรถ เม่าจิ้งพูดกับผมว่า “ถ้ามีอะไร ติดต่อมาได้ตลอดนะ”
ผมยิ้มและพยักหน้ารับ
แม้ว่าเม่าจิ้งจะเป็นคนพูดน้อย แต่การร่วมมือกับเขาก็เป็นไปได้อย่างราบรื่น
พวกเราต่างก็อยู่ในเส้นทางนี้ บางทีอนาคตอาจมีโอกาสได้ทำงานร่วมกันอีก
ตอนนี้ฟ้าเริ่มสว่างแล้ว
ผมเดินโซเซกลับไปที่หอพัก วันนี้เป็นวันจันทร์และช่วงบ่ายมีเรียน
พอกลับถึงห้อง ผมทิ้งตัวลงนอนทันที
เมื่อตื่นขึ้นมา ผมซื้ออะไรมารองท้อง แล้วตรงไปที่ชั้นเรียน
คาบเรียนวันนี้เป็นวิชาภาษาอังกฤษ
อาจารย์ที่สอนขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวด ทุกครั้งต้องเรียกชื่อเช็กชื่อ และตอนนี้ก็ใกล้สอบปลายภาคแล้ว จึงแทบไม่มีใครกล้าขาดเรียน
แต่เมื่ออาจารย์เช็กชื่อ กลับพบว่ามีหกคนที่ไม่มาเรียน
ทั้งหมดเป็นเพื่อนในชั้นเดียวกัน
และหนึ่งในนั้นก็คือ หลี่เสี่ยวหมิ่น คนที่เพิ่งชวนผมไปงานวันเกิดเมื่อวันศุกร์
ผมกำลังครุ่นคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้
เพื่อนที่นั่งข้างๆ เอ่ยถามเสียงเบา
“เจียงหนิง นายรู้ไหมว่าพวกหลี่เสี่ยวหมิ่นหายไปไหน”
ผมจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ
ผมส่ายหัวทันที “ไม่รู้เลย”
เพื่อนคนนั้นดูแปลกใจ ก่อนจะถามต่อ “หลี่เสี่ยวหมิ่นเพิ่งจัดงานวันเกิดเมื่อวันศุกร์ใช่ไหม นายกับเธอสนิทกัน เธอไม่ได้ชวนนายไปเหรอ”
“อ้อ! วันนั้นฉันติดธุระเลยไม่ได้ไป มีอะไรเหรอ”
เพื่อนคนนั้นทำหน้าจริงจังขึ้นมา แล้วพูดต่อ “ลองดูสิ คนที่หายไปวันนี้ล้วนแต่เป็นคนที่ไปงานวันเกิดของหลี่เสี่ยวหมิ่นทั้งนั้น คืนวันศุกร์ฉันเห็นพวกเขาโพสต์ในโซเชียลด้วยนะ พวกเขาบอกว่าจะไปลองของกันที่สุสานร้าง
“ฉันยังไปคอมเมนต์แซวพวกเขาอยู่เลยว่า ระวังเจอผีเข้าล่ะ! แล้วดูสิ ตั้งแต่คืนนั้นทั้งหกคนยังไม่กลับหอพักเลย โทรศัพท์ก็โทรไม่ติด…”
ระหว่างพูด เพื่อนคนนั้นหยิบมือถือขึ้นมาเปิดให้ดู
โพสต์ถูกโพสต์โดยเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งที่ไปงานวันเกิด
ในโพสต์นั้นมีภาพอยู่สองภาพ
ภาพแรกเป็นรูปหมู่ของพวกเขาหกคนที่ฉลองวันเกิดให้หลี่เสี่ยวหมิ่น
ภาพที่สองเป็นภาพเนินเขาที่เต็มไปด้วยหลุมศพ
มีแคปชันใต้ภาพว่า ‘ท้าทายของจริง เต้นรำกับวิญญาณ’
เมื่อเห็นข้อความนี้ สีหน้าของผมเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ผีมีอยู่จริง และสุสานร้างแบบนั้นต้องมีบางอย่างไม่ปกติแน่
พวกเขาไม่ได้บอกว่าจะไปเล่นเอสเคปรูมกันเหรอ
แล้วทำไมถึงไปสุสานร้างแทนล่ะ!
ขณะที่ผมกำลังคิด เพื่อนคนนั้นก็พูดขึ้นมาอีกครั้ง
“ดูสิ ทั้งหกคนหายไปหมดเลย หรือว่าพวกเขาจะเจอดีเข้าแล้ว…ติดอยู่ในสุสานร้างนั่นจริงๆ!?”
“คงไม่หรอก! อาจจะแค่เล่นจนเหนื่อยเกินไป…”
แม้ปากจะพูดแบบนั้น แต่ในใจผมกลับคิดอีกอย่าง
เพราะผมเคยเจอเรื่องแบบนี้มาก่อน และรู้ดีว่ามีข้อห้ามอะไรบ้าง
มนุษย์ต้องเดินทางของมนุษย์ วิญญาณต้องเดินทางของวิญญาณ
หากมนุษย์ที่พลังหยางอ่อนแอไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ ย่อมไม่พ้นเคราะห์กรรม
ผมกับเพื่อนกระซิบกระซาบกันอยู่สักพักก็โดนอาจารย์ดุ
เราสองคนจึงต้องเงียบ และตั้งใจเรียนต่อ
แต่ระหว่างนั้นผมหยิบมือถือขึ้นมาเลื่อนดูโซเชียลอย่างเงียบๆ
ช่วงนี้ผมแทบไม่ได้แตะโทรศัพท์เลย และไม่ได้เช็กโซเชียลมาหลายวัน
พอไล่ดูไปได้สักพัก ก็พบโพสต์ของหลี่เสี่ยวหมิ่นเมื่อวันศุกร์สองโพสต์
โพสต์แรกเป็นโพสต์ฉลองวันเกิดของเธอเอง
ส่วนโพสต์ที่สองเป็นภาพสุสานรกร้างยามค่ำคืน
ภายใต้แสงจันทร์ มองเห็นธงขาวปลิวไสวอยู่เหนือหลุมศพ ดูวังเวงและน่าขนลุก
และแคปชันสั้นๆ เพียงไม่กี่คำว่า ‘ท้าทายของจริง เต้นรำกับวิญญาณ’
ใต้โพสต์มีเพื่อนร่วมชั้นหลายคนเข้ามาคอมเมนต์เป็นอีโมจิตกใจและหวาดกลัว
ผมเห็นแล้วถึงกับชาไปทั้งร่าง
นี่มันหาเรื่องชัดๆ!
อยู่ดีๆ ทำไมต้องไปตั้งแคมป์ในสุสาน
แบบนี้ไม่เรียกว่าหาเรื่องตายแล้วจะเรียกว่าอะไร
ที่น่ากังวลกว่านั้นคือ ตอนนี้คนที่ไปสุสานร้างกันในคืนนั้นล้วนหายตัวไป
นี่พวกเขาเจอเรื่องไม่ดีเข้าจริงๆ หรือเปล่า
หลังเลิกเรียน นักศึกษาทุกคนต่างพากันพูดถึงเรื่องนี้ เพราะตั้งแต่คืนวันศุกร์ที่ผ่านมาก็ไม่มีใครเห็นพวกเขาเลย
แม้แต่รูมเมตก็ไม่พบตัวและติดต่อไม่ได้
มีคนลองโทรหา แต่ทุกสายถูกตัดไปหมด
บางคนเริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ จึงแจ้งเรื่องไปยังอาจารย์ที่ปรึกษา
อาจารย์ติดต่อผู้ปกครองของพวกเขาและแจ้งตำรวจ
ส่วนผมกลับไปที่หอพัก เมื่อคืนดื่มเบียร์หนักไปหน่อย ตอนนี้ยังรู้สึกปวดหัวอยู่ เลยนอนพักต่อ
ตลอดสองสามวันที่ผ่านมา ยังไม่มีข่าวคราวของเพื่อนร่วมชั้นทั้งหกคน
กลุ่มแชตของชั้นเรียนเต็มไปด้วยข่าวลือ มีคนพูดกันไปต่างๆ นานา
บางคนถึงกับล้อกันว่า พวกเขาหนีไปชายแดนเพื่อทำเรื่องผิดกฎหมายหรือเปล่า
แม้ผมจะติดตามข่าวนี้อยู่ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจมากนัก
ผมใช้ชีวิตไปตามปกติ
ผมไปลงทะเบียนเรียนขับรถยนต์ตามคำสั่งของอาจารย์ ทั้งยังอ่านหนังสือเตรียมสอบภาคทฤษฎี
อาจารย์เองก็ไม่ได้ติดต่อผม แค่กำชับให้ฝึกเขียนยันต์ทุกวัน อย่าลืมสิ่งที่เขาสอน และยังไม่วายเร่งให้ลุงอวี๋รีบทำเหยื่อตกปลาชนิดพิเศษให้เขาอีกด้วย
แล้วในที่สุด เช้าวันศุกร์ ข่าวใหม่ก็ปรากฏขึ้นในกลุ่มแชตของชั้นเรียน
พวกเขาพบตัวเพื่อนทั้งหกคนแล้วเมื่อคืน
แต่ในจำนวนนี้ สี่คนเสียชีวิต
อีกสองคน หนึ่งบาดเจ็บสาหัส อีกหนึ่งอยู่ในอาการโคม่า กำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล
เมื่อข่าวนี้แพร่กระจายออกไป กลุ่มแชตถึงกับระเบิด
ทุกคนต่างคาดเดาไปต่างๆ นานา
บางคนบอกว่าพวกเขาต้องไปยุ่งกับวิญญาณไม่ดีเข้าแน่ๆ บางคนบอกว่าอาจเจอฆาตกร
ผมไล่อ่านบทสนทนาในกลุ่ม พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย
ส่วนตัวแล้ว ผมเห็นด้วยกับความคิดเห็นที่ว่าพวกเขาไปยุ่งกับสิ่งที่ไม่ควรยุ่ง
อยู่ดีๆ จะไปตั้งแคมป์ในสุสานร้างทำไม แถมยังตั้งแคมป์พร้อมแคปชันว่า ‘ท้าทายของจริง เต้นรำกับวิญญาณ’
แค่ไปศาลหลักเมืองเก่าๆ ผมยังเจอวิญญาณสามตัวที่คิดจะสูบพลังหยางจากผมเลย แล้วสุสานร้างแบบนั้นจะมีวิญญาณเยอะเท่าไรกัน
สุดท้ายก็เป็นอย่างที่เห็น…เกิดเรื่องขึ้นจนได้