ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 93 ยันต์เฉินชิง ปลดปล่อยวิญญาณ
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 93 ยันต์เฉินชิง ปลดปล่อยวิญญาณ
เสียงระเบิดดังกะทันหันและกลุ่มควันดำที่แผ่ขยายออกมาทำให้พวกเราทุกคนต้องตกตะลึง
รถบัสที่ดูเหมือนจะเป็นของจริงแปรเปลี่ยนเป็นไอสีดำทันทีที่ถูกทำลาย
กลุ่มหมอกดำค่อยๆ กระจายออกไปทั่วบริเวณ
ผมมองดูภาพตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ พลังของอาจารย์ช่างร้ายกาจนัก
เพียงกระบี่เดียว ไม่เพียงแค่กำจัดวิญญาณคนขับรถไปได้เท่านั้น แต่ยังทำลายรถบัสไปด้วย
“หายไปแล้ว รถบัสหายไปแล้ว!”
“ฉันรู้สึกได้…อิสระแล้ว! ในที่สุดก็เป็นอิสระ!”
“ความทรมานหายไปแล้ว หายไปแล้ว!”
“พวกเรารอดแล้ว…เรารอดแล้ว!”
เหล่าวิญญาณผู้โดยสารพากันส่งเสียงด้วยความดีใจ
กลุ่มไอสีดำที่ปกคลุมพื้นที่ค่อยๆ สลายไป ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพปกติ เหลือเพียงสิบเอ็ดดวงวิญญาณผู้โดยสาร และแส้กระดูกงูของผมที่ตกอยู่บนพื้น
“ปราณต้นกำเนิดแข็งแกร่งมากจริงๆ” ผมอุทานออกมาอย่างทึ่งใจ
เม่าจิ้งเองก็มองด้วยความเลื่อมใส “พลังเต๋าสูงส่งจริงๆ”
แต่อาจารย์กลับไม่ได้ใส่ใจนัก เขาหยิบกระบี่ไม้ท้อขึ้นมามอง ก่อนจะกล่าวขึ้น “กระบี่ไม้ท้อเจ็ดดาราเล่มนี้ดีจริงๆ เป็นของอาจารย์นายสินะ?”
พูดจบ เขายื่นกระบี่คืนให้เม่าจิ้ง
เม่าจิ้งรับกระบี่ไว้พร้อมพยักหน้า “ใช่แล้วครับ ก่อนออกเดินทาง อาจารย์มอบให้ผมไว้ใช้ปราบภูตผี แต่น่าเสียดายที่ผมยังอ่อนด้อย แม้จะมีกระบี่วิเศษอยู่ในมือก็ยังไม่สามารถทำอะไรวิญญาณอาฆาตตนนั้นได้เลย”
อาจารย์โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “วันหน้ายังอีกยาวไกล วิญญาณตนนี้ไม่ธรรมดา พวกนายอายุยังน้อย ไม่มีทางกำจัดมันได้หรอก แค่พวกนายสามารถสะกดมันไว้และนำรถบัสมาถึงที่นี่ได้ก็นับว่ายอดเยี่ยมแล้ว”
พูดจบ อาจารย์หยิบยันต์หนึ่งแผ่นยื่นให้ผม “เจียงหนิง นี่คือยันต์เฉินชิง เผามันซะ มันจะช่วยบรรเทาบาปกรรมของพวกเขาที่ติดอยู่ในโลกมนุษย์ แล้วส่งดวงวิญญาณเหล่านี้ไปสู่ภพภูมิที่ควรไปเสีย อุปกรณ์ทั้งหมดอยู่ในถุงตรงนั้น ส่วนฉันจะไปตกปลาต่อแล้ว”
จากนั้นอาจารย์ก็ไม่ได้สนใจวิญญาณที่อยู่รอบตัวอีกต่อไป เขาเดินตรงไปยังท่าเรือโดยไม่หันกลับมา
ผมมองดูยันต์เฉินชิงในมือ สังเกตเห็นว่าด้านหลังของยันต์มีตัวอักษรสี่ตัวเขียนไว้ ‘จวี้ฝูบัญชา’
จวี้ฝู?
ผมเหลือบมองอาจารย์ นี่อาจเป็นธรรมนามของอาจารย์สินะ
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจะถาม ผมจึงตอบกลับไปสั้นๆ ด้วยความเคารพ “รับทราบครับ”
จากนั้นผมหันไปมองเหล่าวิญญาณที่กำลังตื่นเต้นอยู่ตรงหน้า
“ดึกมากแล้ว ทุกคนเขียนวันเดือนปีเกิดให้ผม แล้วเตรียมไปภพภูมิใหม่กันเถอะ!”
ทันใดนั้นวิญญาณหนุ่มรอยสักก็เอ่ยขึ้น “พี่ชาย ผม…ผมขอกลับไปดูแฟนได้ไหม สิบสองปีแล้ว ผมคิดถึงเธอเหลือเกิน”
คำพูดของเขาทำให้วิญญาณตนอื่นๆ รีบกล่าวเสริม
“ใช่ๆ ผมอยากกลับไปดูพ่อแม่สักครั้ง!”
“ผมอยากกลับไปดูหน้าลูกเป็นครั้งสุดท้าย”
“…”
บางทีอาจเป็นเพราะพวกเขาได้เห็นเฉาเมิ่งและภรรยากลับมาพบกันอีกครั้ง จึงคิดถึงครอบครัวของตนเองขึ้นมา
แต่ก่อนที่ผมจะได้ตอบ อาจารย์ที่กำลังเตรียมเบ็ดตกปลาอยู่ก็กล่าวขึ้นมาอย่างเฉยเมย
“พวกแกตายมานานเกินไปแล้ว ตอนนี้เป็นเวลาที่เหมาะที่สุดสำหรับการไปเกิดใหม่ ถ้าพลาดช่วงเวลานี้ไป อีกไม่นานพวกแกจะถูกดึงกลับไปที่อ่างเก็บน้ำและจมอยู่ในนั้นเหมือนเดิม คิดให้ดีๆ ซะ”
หลังจากพูดจบ อาจารย์ก็เหวี่ยงเบ็ดลงน้ำโดยไม่หันกลับมามองอีก
เมื่อวิญญาณเหล่านั้นได้ยินคำพูดของอาจารย์ก็เกิดหวาดกลัวขึ้นมาทันที
เมื่อนึกถึงสิบสองปีที่ต้องทนทรมานอยู่ในน้ำ พวกเขาก็ไม่อยากกลับไปอีก
ในที่สุด พวกเขาก็ละทิ้งความคิดและยอมรับการปลดปล่อย
ผมหยิบกระดาษเหลืองจากกระเป๋าของอาจารย์ออกมา
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมทำพิธีส่งวิญญาณ ดังนั้นทุกอย่างจึงเป็นไปอย่างราบรื่น
ผมเริ่มจดบันทึกวันเดือนปีเกิดของพวกเขาทีละคน เม่าจิ้งเองก็คอยช่วยเหลืออยู่ข้างๆ
ไม่นานเราก็จดข้อมูลของวิญญาณไปได้สิบตน
แต่เมื่อถึงตาของลูกเฉาเมิ่ง เรากลับพบปัญหา
เพราะเด็กคนนี้ตั้งแต่เกิดมายังไม่มีชื่อ
เดิมทีหากมีเพียงวันเดือนปีเกิดกับชื่อเล่นก็สามารถทำพิธีส่งวิญญาณได้ แต่เมื่อครู่เฉาเมิ่งเพิ่งตั้งชื่อให้ลูกของเขาเอง
อย่างไรก็ตาม เด็กคนนี้ได้ตายไปแล้ว
เราไม่แน่ใจว่าในกรณีเช่นนี้ การใช้ชื่อจริงที่เพิ่งตั้งขึ้นมาจะได้ผลหรือไม่
เม่าจิ้งเองก็ไม่เคยเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน
เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด ผมจึงหันไปถามอาจารย์
“อาจารย์ เฉาเมิ่งเพิ่งตั้งชื่อให้ลูกของเขา เราสามารถใช้ชื่อนี้ได้ไหม”
อาจารย์ยังคงไม่หันกลับมา เพียงแค่ตอบเสียงเรียบ “ได้ แต่หยิบพู่กันกับหมึกมาให้ฉัน ฉันต้องเขียนยันต์ส่งไปก่อน”
ได้ยินเช่นนั้น ผมรีบหยิบพู่กัน หมึก และกระดาษเหลือง แล้วเดินไปหาอาจารย์ทันที
อาจารย์รับของมา แล้วเอ่ยถาม “ตั้งชื่อว่าอะไร”
เฉาเมิ่งรีบตอบด้วยความตื่นเต้น “เฉาอ้าย!”
อาจารย์พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มลงมือเขียนบนกระดาษอย่างรวดเร็ว
บรรทัดแรกระบุวันเวลาและสถานที่
จากนั้นอาจารย์เขียนชื่อของเด็ก พร้อมวันเดือนปีเกิด
และบรรทัดสุดท้าย ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่สุด
‘ส่งไปปรโลก สำนักหนานเฉวียนรับตัว’
สำนักหนานเฉวียนในปรโลก?
ด้านล่างมีสถานที่เช่นนี้ด้วยหรือ
ผมรู้สึกสงสัยแต่ไม่ได้ถามออกไป
เมื่อเขียนเสร็จ อาจารย์ถือยันต์ไว้ในมือ ก่อนสะบัดนิ้วเพียงครั้งเดียว
“ฟึ่บ!”
เปลวไฟลุกโชน เผาผลาญยันต์จนกลายเป็นเถ้าถ่าน
“เรียบร้อย ตอนนี้ทำพิธีส่งวิญญาณตามขั้นตอนปกติได้แล้ว”
หลังจากอาจารย์พูดจบ เฉาเมิ่งและภรรยาต่างโค้งคำนับด้วยความขอบคุณ
ผมหยิบพู่กันขึ้นมา เขียนชื่อ ‘เฉาอ้าย’ ลงในรายการวิญญาณที่ต้องปลดปล่อย
ครบสิบเอ็ดดวงพอดี
“อาจารย์ งั้นผมไปส่งพวกเขาก่อนนะครับ”
อาจารย์ตอบกลับเรียบๆ “ส่งเสร็จแล้วก็กลับไปพักผ่อนเถอะ คืนนี้ฉันจะตกปลาทั้งคืน ถ้ามีอะไรฉันจะติดต่อไปเอง”
อาจารย์เป็นคนที่ติดการตกปลาอย่างหนัก ผมจึงไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแค่พยักหน้า
จากนั้นผม เม่าจิ้ง และเฉาเมิ่ง นำเหล่าวิญญาณทั้งสิบเอ็ดออกจากท่าเรือ
ด้านนอกท่าเรือเป็นทางสามแพร่ง
วิญญาณสิบเอ็ดดวง จุดธูปสิบเอ็ดดอก
เม่าจิ้งจุดธูปทั้งหมดและปักลงในดิน
ส่วนผม หยิบกระดาษที่จดวันเดือนปีเกิดของพวกเขาออกมาเผาทิ้ง พร้อมกับหยิบกระดาษเงินกระดาษทองมาเผาต่อ เพื่อส่งให้พวกเขาเดินทางไปอย่างสงบ
เสียงของผมทอดยาวออกไป
“ธุลีคืนสู่ธุลี ดินคืนสู่ดิน ผู้ล่วงลับเดินทางสู่ปรภพ เฉาอ้าย หวังเอ๋อร์หย่า จ้าวเต๋อจู้…จงไปสู่สัมปรายภพ”
ทันทีที่เสียงของผมจางลง ลมเย็นยะเยือกก็พัดผ่านรอบตัว
ธูปสิบเอ็ดดอกที่ปักไว้เริ่มเผาไหม้เร็วขึ้น แสงไฟแดงสว่างจ้ากว่าปกติ
เหล่าวิญญาณรู้สึกถึงบางสิ่ง พวกเขาทั้งหมดหันไปมองทางทิศตะวันตก
ขณะเดียวกันผมส่งยันต์เฉินชิงที่อาจารย์มอบให้ไปให้เม่าจิ้ง
เม่าจิ้งรับยันต์ไว้ และเผามันลงไปข้างๆ
เปลวไฟจากยันต์นี้ไม่ใช่สีแดงปกติ แต่มันเป็นเปลวไฟสีขาวบริสุทธิ์
เมื่อเผาไหม้จนหมด ควันสีขาวสายหนึ่งก็ลอยออกไปทางทิศตะวันตก ก่อนจะสลายหายไป
ผมมองตามมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับมาบอกเหล่าวิญญาณ
“ทุกคนหยิบเงินของตัวเอง แล้วเดินไปทางทิศตะวันตก พวกคุณไปพร้อมกันจะได้มีเพื่อนร่วมทาง”
สีหน้าของพวกเขาแตกต่างกันไป บางคนลังเล แต่ส่วนใหญ่เต็มไปด้วยความขอบคุณต่อผมและเม่าจิ้ง
พวกเขาค่อยๆ เอื้อมมือไปยังเถ้ากระดาษที่เผาไหม้
ในสายตาผม มันเป็นเพียงกองเถ้าธรรมดา
แต่ในสายตาของเหล่าวิญญาณ พวกเขาหยิบขึ้นมาเป็นเงินกระดาษที่เตรียมไว้สำหรับเดินทาง
มันคือค่าใช้จ่ายในการเดินทางข้ามภพและเป็นบุญกุศลที่เรามอบให้พวกเขา
“ขอบคุณ ขอบคุณปรมาจารย์น้อย!”
“บุญคุณนี้ไม่มีวันลืม!”
“ขอบคุณมาก พี่ชาย!”
“ปรมาจารย์ทั้งสอง พวกเราไปแล้วนะ!”
“…”
เฉาเมิ่งและภรรยาของเขายังคงมีความอาลัยอยู่ในใจ แต่ทั้งสองรู้ดีว่าต้องไปเกิดใหม่ ต้องไปยังดินแดนเบื้องล่าง
การคงอยู่ในโลกนี้ต่อไปมีแต่จะทรมาน
เฉาเมิ่งในที่สุดก็ปล่อยวาง แม้ในใจจะไม่อยากให้จากกัน แต่ก็หวังให้ภรรยาและลูกได้ไปสู่ภพภูมิใหม่
วิญญาณเก้าตนก้าวเดินไปทางทิศตะวันตก ค่อยๆ เลือนหายไปในความมืด
เสียงขอบคุณสุดท้ายยังคงดังแผ่วๆ
เหลือเพียงภรรยาของเฉาเมิ่งที่ยังอุ้มลูกไว้ ไม่ยอมจากไป
เฉาเมิ่งกลั้นน้ำตา โบกมือลา “ที่รัก ไปเถอะ พาลูกไปด้วย! ผมจะใช้ชีวิตให้ดี ผมจะคิดถึงพวกคุณ วันพระ วันเทศกาล ผมจะเผากระดาษเงินกระดาษทองให้เสมอ”
“ต้าเมิ่ง…ชาติหน้าฉันก็ยังอยากแต่งงานกับคุณ”
เฉาเมิ่งไม่ได้พูดอะไรอีก ดวงตาของเขาแดงก่ำ มีเพียงน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม
เขาพยักหน้าไม่หยุด เอ่ยคำว่า “ได้” ซ้ำไปซ้ำมา
ภรรยาของเขากล่าวจบ ก็ค่อยๆ ก้าวเดินจากไป
เธอหันกลับมามองเขาทุกสามก้าว และสุดท้ายก็จางหายไปในความมืด
ในวินาทีนั้นเอง เฉาเมิ่งไม่สามารถกลั้นอารมณ์ไว้ได้อีกต่อไป เขาทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ปล่อยโฮออกมาอย่างหนัก
เสียงร้องไห้ของเขาไม่ใช่ความเศร้า แต่เป็นน้ำตาแห่งความสุข
แม้ต้องแยกจากกัน ทว่าเขาได้เห็นภรรยาและลูกหลุดพ้นจากความทรมานแล้ว…