ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 99 ออกเดินทางสู่เนินเขาสิบลี้
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 99 ออกเดินทางสู่เนินเขาสิบลี้
เมื่อขึ้นรถ คนขับรถมองพวกเราผ่านกระจกมองหลัง ก่อนจะหัวเราะและแซวว่า “ดึกขนาดนี้ จะไปเนินเขาสิบลี้ทำไมกัน”
ยังไม่ทันที่ผมจะตอบ อาจารย์ก็กล่าวขึ้นก่อน “ไปเผากระดาษไหว้บรรพบุรุษน่ะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น คนขับรถก็ไม่ถามอะไรต่อ แต่ดูเหมือนเขาจะรู้สึกกังวลเล็กน้อย
ท้ายที่สุด ที่นั่นคือสุสานร้างซึ่งเต็มไปด้วยหลุมศพเก่าแก่
ผมนั่งอยู่บนรถโดยไม่มีอารมณ์จะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่น
สายตาของผมจับจ้องไปยังทิวทัศน์นอกหน้าต่างที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ
ภายในระยะเวลาเพียงเดือนเดียว เพื่อนร่วมชั้นของผมเสียชีวิตไปแล้วถึงหกคน
ตั้งแต่รูมเมตของผม จางเฉียง จนถึงเฉินเฟิงที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อไม่นานมานี้
หลี่เสี่ยวหมิ่นเองก็ยังอยู่ในภาวะวิกฤต
หากคืนนี้พวกเราไม่สามารถนำวิญญาณของเธอกลับมาได้ เธอต้องตาย
ดังนั้น ภารกิจครั้งนี้ ‘ต้อง’ สำเร็จ
หากเราล้มเหลว หลี่เสี่ยวหมิ่นจะไม่มีวันรอด
เส้นทางจากโรงพยาบาลไปยังเนินเขาสิบลี้ทางตะวันออกของเมืองใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง
เนื่องจากคืนนี้การจราจรติดขัดเล็กน้อย กว่าพวกเราจะไปถึงก็ล่วงเลยไปสามทุ่มกว่า
ทันทีที่ผมและอาจารย์ลงจากรถ คนขับรถก็เหยียบคันเร่งออกไปทันที
เขาคงกลัวว่าเราจะฝากอะไรไว้กับเขาแล้วทำให้เขาต้องติดพันกับเรื่องนี้
“บรื้น…บรื้น…” รถเคลื่อนออกไปอย่างรวดเร็ว
อาจารย์กับผมไม่ได้สนใจเขา แต่หันไปมองทางเข้าเนินเขาสิบลี้
จากจุดที่เราลงรถ เราต้องเดินข้ามป่าละเมาะไปก่อน
และที่อยู่อีกฟากของป่าก็คือสุสานร้างเนินเขาสิบลี้
อาจารย์จุดบุหรี่สูบ ก่อนจะพ่นควันออกมาช้าๆ “ฮึ…หลายปีแล้วที่ไม่ได้มาแถวนี้”
เขาหันมามองผมแล้วกล่าวด้วยเสียงจริงจัง “เสี่ยวเจียง คืนนี้ตามฉันให้ดี ห้ามเดินออกนอกเส้นทางโดยพลการ โดยเฉพาะหลังจากขึ้นไปบนเขา ห้ามแตะต้องธงขาวบนหลุมศพหรือสิ่งใดก็ตามเด็ดขาด”
ผมเข้าใจดี จึงพยักหน้ารับอย่างหนักแน่น “อาจารย์วางใจได้ ผมเข้าใจทั้งหมดแล้ว อาจารย์อยากให้ทำอะไรก็บอกมา ผมจะทำตามทุกอย่าง”
อาจารย์พ่นควันบุหรี่ออกมาอีกครั้งก่อนจะพยักหน้า “ดี งั้นไปกันเถอะ!”
ผมพยักหน้ารับ แล้วเดินตามอาจารย์มุ่งหน้าไปยังเนินเขาสิบลี้
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่เขตป่าละเมาะ อากาศโดยรอบเย็นยะเยือกลงทันที
ความมืดมิดปกคลุมไปทั่วบริเวณ
ทุกอย่างดูเลือนราง มองไปทางไหนก็แทบไม่เห็นสิ่งใดชัดเจน
ลมเย็นยะเยือกพัดผ่านเป็นระลอกๆ กระทบผิวกายราวกับมีเงื้อมมือของบางสิ่งที่มองไม่เห็น…
สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยพลังอาฆาต และคงมีสิ่งสกปรกอยู่ไม่น้อย
ผมเดินตามอาจารย์ไปโดยใช้ไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือส่องนำทาง
แต่สำหรับอาจารย์แล้ว ดวงตาของเขาเปรียบเสมือนกล้องมองกลางคืน แม้ไม่ต้องพึ่งแสงไฟก็สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
ป่าละเมาะแห่งนี้ไม่ได้กว้างนัก เราใช้เวลาเพียงสิบนาทีก็เดินทะลุออกมาได้
สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าคือเนินเขาที่มีชื่อเสียงในทางอาถรรพ์ นั่นก็คือ สุสานร้างเนินเขาสิบลี้
คืนนี้พระจันทร์ค่อนข้างสว่าง แสงจันทร์สาดกระทบลงบนเนินเขา เผยให้เห็นกองเนินดินของสุสานเก่าและธงขาวปลิวไสวไปตามสายลม
บรรยากาศนั้นชวนขนลุกอย่างบอกไม่ถูก
อาจารย์หันมาพูดกับผมว่า “ที่นี่เต็มไปด้วยพลังอาฆาต และมีสิ่งไม่สะอาดอยู่มาก ฉันไม่ได้เปิดประตูยมโลกให้นายเพื่อไม่ให้พลังหยางของนายถูกลดทอนเกินไป แค่เดินตามฉันมาก็พอ”
“รับทราบ!” ผมตอบกลับทันที
อาจารย์คือผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ คำพูดของเขาย่อมเชื่อถือได้ ดังนั้นไม่ทำอะไรโดยพลการย่อมดีที่สุด
จากนั้นอาจารย์พาผมเดินขึ้นไปยังเนินเขา ทางขึ้นเต็มไปด้วยวัชพืชขึ้นรก และมีสุสานรกร้างกระจัดกระจายไปทั่ว บางจุดยังเห็นเศษกระดาษเงินกระดาษทองที่เปียกชื้นน้ำค้าง
เราก้าวเดินผ่านท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงัดของสุสานร้างแห่งนี้
ยิ่งเดินเข้าไปลึก อุณหภูมิยิ่งลดลงเรื่อยๆ
ในที่สุดเราก็มาถึงพื้นที่ราบแห่งหนึ่งกลางสุสานร้าง
ห่างออกไปไม่ไกลมีแอ่งน้ำยาวประมาณหกเมตร โดยรอบมีเพียงหญ้ารกสูงท่วมหัว
ภายในพื้นที่เหล่านี้เต็มไปด้วยเนินดินเล็กๆ ทุกกองดินคือหลุมฝังศพของวิญญาณที่ถูกฝังอยู่ที่นี่
อาจารย์กวาดตามองไปรอบๆ ก่อนจะกล่าวขึ้น “ตรงนี้เหมาะสมแล้ว เราจะทำพิธีเรียกวิญญาณที่นี่! เสี่ยวเจียง เปิดถุงผ้า หยิบผ้าสีเหลืองออกมาปูพื้น แล้วจุดธูปเทียนซะ”
“รับทราบ อาจารย์!” ผมตอบรับ ก่อนจะเปิดถุงผ้าที่สะพายมา
ภายในถุงมีของแปลกๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นกระบี่ไม้ท้อ กระบี่เหรียญทองแดง กระจกแปดเหลี่ยม หมึกชาด เชือกแดง หรือแม้แต่ตะขอเหล็ก
ผมค้นดู แล้วหยิบผ้าสีเหลืองออกมา ก่อนปูลงกับพื้น จากนั้นหยิบธูปเทียนออกมาและเตรียมจุดไฟ
แต่ไม่ว่าผมจะลองกี่ครั้ง ไฟแช็กกลับไม่ติดเลยสักครั้ง
ลมเย็นวูบหนึ่งพัดผ่านมา และเปลวไฟก็ดับลงทุกครั้งที่จุดติด
ทันใดนั้นอาจารย์ที่ยืนอยู่ข้างๆ แค่นเสียงหัวเราะเย็นชา “พวกแกอย่ามาเล่นซนที่นี่! ถ้ายังไม่เลิกก่อกวน ฉันจะหวดพวกแกจนตูดลาย!”
อาจารย์กล่าวจบก็หันหน้ามาทางผมราวกับกำลังพูดกับสิ่งที่ผมมองไม่เห็น
หัวใจของผมกระตุกวูบ
“พวกแก…?”
รอบตัวผมว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย แต่หลังของผมกลับเย็นวาบ
ที่แท้ไฟแช็กที่จุดไม่ติดเมื่อครู่เป็นเพราะมีพลังอาฆาตบางอย่างเข้ามาขัดขวาง
แต่ตอนนี้ผมกลับมองไม่เห็นพวกมัน
นี่แสดงว่าพลังหยางของผมสูงขึ้นมากจนไม่สามารถมองเห็นวิญญาณเหล่านี้ได้อีก หากไม่มีการเปิดดวงตาพิเศษ
ผมพยายามสงบสติอารมณ์ ก่อนจะหันไปถามอาจารย์ “อาจารย์…พวกมันไปหมดแล้วใช่ไหม ตอนนี้จุดธูปได้หรือยัง”
อาจารย์พยักหน้า
“ไปแล้ว แต่พวกมันมาเพิ่มอีก ไม่เป็นไร จุดธูปเลย!”
มาเพิ่มอีก?
ไม่แปลกใจเลยที่อาจารย์ไม่ยอมเปิดตาผม ดูเหมือนสิ่งสกปรกในสุสานร้างแห่งนี้จะมากกว่าที่ผมคิดไว้เสียอีก
เป็นไปได้ว่ารอบตัวที่ดูว่างเปล่า แท้จริงแล้วอาจเต็มไปด้วยสิ่งสกปรกเหล่านั้น
ผมกลืนน้ำลายลงคอ ความรู้สึกตึงเครียดเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ยังไงซะ นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมเจอเรื่องพวกนี้
ครั้งนี้ผมจุดไฟแช็กติดได้อย่างราบรื่น เปลวเทียนถูกจุดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ผมหยิบธูปสามดอก ตั้งใจจะจุดมัน แต่ทันใดนั้นผมสังเกตเห็นว่าเปลวเทียนที่ผมเพิ่งจุดกลับค่อยๆ เปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเขียว
แสงสีเขียวทาบทับบรรยากาศรอบตัว
ผมรู้ว่าหมายถึงอะไร
ว่ากันว่า เมื่อพลังอาฆาตรอบตัวมากขึ้น สีของเปลวเทียนจะเปลี่ยนเป็นสีเขียว
เปลวไฟสั่นไหว “พึ่บพั่บ” ไปมา คล้ายจะดับลงได้ทุกเมื่อ
อาจารย์เห็นดังนั้นก็หันไปมองรอบตัวที่ว่างเปล่าพลางบ่นด้วยความหงุดหงิด
“รีบร้อนอะไรกันนัก ใครแม่งเล่นตุกติกวะ ถ้าฉันไม่ให้สูดควันธูปสักดอกเดียวแล้วจะทำไม!”
เขาจ้องไปยังความว่างเปล่ารอบตัวราวกับโกรธใครบางคนอยู่
ถ้าไม่รู้เรื่องคงคิดว่าอาจารย์เป็นบ้าไปแล้ว
แต่ผมรู้ดีว่าแถวนี้คงมีวิญญาณแออัดกันจนเต็มไปหมด
ในขณะเดียวกันอาจารย์ก็ชี้นิ้วไปยังจุดหนึ่งข้างๆ ผมก่อนตะโกนด่าเสียงดัง “ไอ้ฉิบหาย! แกหูหนวกเหรอวะ ถ้าเป่าจนไฟดับละก็ ฉันจะตบให้แม่แกจำหน้าไม่ได้เลย!”
พออาจารย์ตะโกนจบ เปลวไฟสีเขียวหม่นเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงอีกครั้ง แถมเปลวเทียนก็ไม่สั่นไหวอีกต่อไป ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ
ผมรีบจุดธูปทั้งสามดอกทันที
จากนั้นก็ปักลงบนพื้น
ทันทีที่ปักลงไป ควันธูปส่งเสียง “ซู่ๆๆ” ไหม้อย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ…
อาจารย์เห็นว่าธูปไหม้เร็วผิดปกติจึงหันมาถามผม “ในถุงเหลือธูปอีกกี่กำ”
“อีกสามกำ!” ผมมองดูแล้วตอบกลับไป
อาจารย์พยักหน้า จากนั้นหันไปมองจุดว่างเปล่าด้วยสายตาเย็นชา ก่อนตวาดออกมา “แกจะโวยวายหาพระแสงอะไร หยุดเห่าหอนได้แล้ว เดี๋ยวก็ไม่ให้สูดมันสักดอก! พวกแกคิดว่าโชว์ลิ้นยาวๆ แล้วจะขู่ฉันได้เรอะ โง่ฉิบหาย!”
ฟังอาจารย์ด่าแล้ว ผมถึงกับมุมปากกระตุก รู้สึกทั้งอึดอัดและกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ผีพวกนี้มันคลั่งขนาดไหนกัน พวกมันกำลังพูดเรื่องอะไร
ความสงสัยของผมเพิ่มขึ้นจนกลบความหวาดกลัวไปหมด
แทนที่จะกลัว ตอนนี้ผมกลับรู้สึกอยากเห็นมากขึ้นว่า ตอนนี้สถานการณ์เป็นแบบไหนกันแน่…