ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] - บทที่ 98 หัวใจเต้นอีกครั้ง เรียกคืนสามวิญญาณเจ็ดจิต
- Home
- ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]
- บทที่ 98 หัวใจเต้นอีกครั้ง เรียกคืนสามวิญญาณเจ็ดจิต
อาจารย์เอื้อนเอ่ยบัญชา และทันใดนั้นร่างของหลี่เสี่ยวหมิ่นที่ถูกประกาศว่าตายในทางการแพทย์ไปแล้วก็เกิดการตอบสนอง
ร่างของเธอที่แน่นิ่งมานานพลันแอ่นขึ้นสูงโดยไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า ขณะที่ปากของเธอก็พยายามสูดอากาศเข้าอย่างหนักหน่วง เธอสูดลมหายใจลึกและยาวราวกับกำลังเผชิญกับความอึดอัดมาเนิ่นนาน และในที่สุดก็สามารถหายใจได้เสียที
เสียงลมหายใจ “ฟืด…ฟืด…ฟืด…” ก้องสะท้อนทั่วทั้งห้องผู้ป่วย
เมื่อหายใจเข้าเต็มที่ ร่างของเธอก็ร่วงกลับลงมาบนเตียงอย่างแรง ก่อนจะกลับสู่สภาวะนิ่งสนิทอีกครั้ง
เธอยังคงไม่ลืมตา แต่ทุกคนต่างเห็นชัดว่า เครื่องวัดสัญญาณชีพที่หยุดนิ่งไปกว่าสิบนาทีเริ่มส่งเสียง “ติ๊ด…ติ๊ด…” อีกครั้ง!
แพทย์และพยาบาลในห้องต่างตะลึงงันไปตามๆ กัน
พวกเขาพยายามช่วยชีวิตเธอมาเป็นเวลานาน ใช้ทุกวิธีที่เป็นไปได้ แต่ก็ล้มเหลว
ทว่าแค่อาจารย์ใช้น้ำไส้เดือนวาดยันต์แล้วร่ายคาถาไม่กี่คำ…เธอกลับคืนสติ?
แม้ในใจพวกเขาจะเต็มไปด้วยความประหลาดใจและอัศจรรย์ใจ แต่ในฐานะบุคลากรทางการแพทย์ระดับสูง สัญชาตญาณของพวกเขาย่อมให้ความสำคัญกับอาการของผู้ป่วยก่อน
เมื่อเห็นว่าหลี่เสี่ยวหมิ่นกลับมามีชีพจรอีกครั้ง หมอเจ้าของไข้ก็สั่งการทันที
“ตรวจสอบอาการของผู้ป่วยอย่างละเอียด เตรียมให้ออกซิเจนความดันสูง และฉีดยากระตุ้นประสาทเพื่อลดความเสียหายของสมองให้ได้มากที่สุด!”
ผมที่เรียนแพทย์มาย่อมเข้าใจดีว่าผลกระทบจากภาวะขาดออกซิเจนนั้นร้ายแรงเพียงใด
หมอเจ้าของไข้ซึ่งเป็นแพทย์ระดับวีไอพีก็ไม่ทำให้ผิดหวัง
เขาสั่งการด้วยความชัดเจนและแม่นยำ เพื่อเพิ่มโอกาสรอดให้กับเธอ
แพทย์และพยาบาลเริ่มเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
“รูม่านตาตอบสนองเป็นปกติ!”
“อัตราการเต้นของหัวใจฟื้นตัว!”
“ความดันโลหิตคงที่!”
“ระดับออกซิเจนกลับมาในเกณฑ์ปกติ!”
แพทย์และพยาบาลที่รับผิดชอบการตรวจร่างกายเริ่มรายงานค่าต่างๆ ที่วัดได้ออกมา
เมื่อได้ยินผลการวินิจฉัยนี้ ดวงตาของหลี่เชาไห่ก็เอ่อคลอด้วยน้ำตา
“ดี…ดีเหลือเกิน!”
เขาพึมพำด้วยเสียงสั่นเครือ
ผมและอาจารย์เดินเข้าไปใกล้เขา
เมื่อหลี่เชาไห่มองอาจารย์ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเคารพและชื่นชมอย่างที่สุด
แม้เขาจะเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับไสยศาสตร์และสิ่งเร้นลับมามากมาย แต่เขาไม่เคยเห็นกับตาตัวเองมาก่อนเลย
…จนกระทั่งวันนี้
ครั้งนี้หลี่เชาไห่ยอมทำทุกวิถีทาง แม้แต่สิ่งที่เขาไม่เคยเชื่อมาก่อน เขาจึงยอมฟังคำแนะนำของเสี่ยวอู๋ และมาหาอาจารย์ซ่ง
แต่ไม่คิดเลยว่า อาจารย์ซ่งจะสามารถช่วยชีวิตหลี่เสี่ยวหมิ่นได้จริงๆ
“อาจารย์ซ่ง! ขอบคุณมากจริงๆ! ท่านราวกับฮัวโต๋วกลับชาติมาเกิด ช่วยชีวิตลูกสาวของผมไว้!”
อาจารย์โบกมือเบาๆ “กล่าวเกินไปแล้ว ฉันเป็นเพียงผู้รับจ้างจัดการสิ่งอาถรรพ์ ไม่อาจเทียบกับหมอเทวดาได้ และตอนนี้ฉันเพียงยื้อชีวิตเธอไว้เท่านั้น สุขภาพร่างกายของเธอยังคงต้องพึ่งพาทีมแพทย์ที่นี่ แต่หากต้องการช่วยเธอให้ฟื้นคืนสติได้อย่างแท้จริง เราต้องนำวิญญาณของเธอกลับมาก่อน!”
“วิญญาณ?” หลี่เชาไห่เบิกตากว้าง
อาจารย์พยักหน้า “ใช่แล้ว หลี่เสี่ยวหมิ่นสูญเสียวิญญาณไป หากร่างกายถูกทิ้งร้างเป็นเวลานาน อาการของเธอจะยิ่งแย่ลง
“ฉันแค่ใช้ยันต์สะกดกายเพื่อรักษาร่างเธอไว้ชั่วคราวเท่านั้น หากสามารถนำวิญญาณเธอกลับมาได้ภายในหนึ่งวัน เธอถึงจะฟื้นขึ้นมา”
หลี่เชาไห่มองอาจารย์ซ่งราวกับพบแสงแห่งความหวัง
ตอนนี้เขาไม่แม้แต่จะมองแพทย์ที่อยู่รอบๆ อีกแล้ว มีเพียงอาจารย์ซ่งเท่านั้นที่อยู่ในสายตาเขา
“อาจารย์ซ่ง! ได้โปรดช่วยนำวิญญาณของเสี่ยวหมิ่นกลับมาด้วย! ไม่ว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่ ผมก็ยินดี!”
อาจารย์พยักหน้า “ในเมื่อฉันมาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้แล้ว ย่อมต้องรับผิดชอบให้ถึงที่สุด
“นำวันเดือนปีเกิดพร้อมเส้นผมและเล็บของเธอมาให้ฉัน ฉันกับเสี่ยวเจียงจะออกตามหาวิญญาณของเธอ และจะนำกลับมาก่อนรุ่งสาง”
หลี่เชาไห่รีบพยักหน้าด้วยความตื่นเต้น “ได้! ได้เลย!”
เขารีบเดินไปที่เตียงของหลี่เสี่ยวหมิ่น หยิบกรรไกรขึ้นมาตัดปอยผมพร้อมกับตัดเล็บบางส่วนของเธอ จากนั้นจึงห่อไว้ด้วยกระดาษสีขาว และยื่นให้กับอาจารย์ ก่อนจะแจ้งวันเดือนปีเกิดของเธอ
ผมรีบจดบันทึกข้อมูลเหล่านั้นไว้
หลังจากจัดเตรียมทุกอย่างเสร็จ อาจารย์ก็เตรียมตัวออกเดินทางพร้อมกับผม
ส่วนหลี่เชาไห่ยังคงอยู่ที่โรงพยาบาล คอยเฝ้าดูลูกสาวของเขา
ขณะนั้นการช่วยชีวิตได้สิ้นสุดลงแล้ว
แพทย์และพยาบาลทุกคนต่างมองมาที่อาจารย์และหลี่เชาไห่ด้วยสายตาสงสัยและทึ่ง
เพราะสิ่งที่พวกเขาเห็นในวันนี้…มันเกินกว่าขอบเขตของวิทยาศาสตร์ที่พวกเขารู้จักไปแล้ว
ขณะที่พวกเรากำลังจะออกจากห้อง หมอเจ้าของไข้ก็ตะโกนไล่หลังมา “ท่าน…ปรมาจารย์”
อาจารย์ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปมอง เห็นว่าเป็นหมอเจ้าของไข้ศีรษะล้าน “มีอะไร”
หมอเจ้าของไข้ลดหน้ากากลง แล้วกล่าวขึ้นว่า “จากประสบการณ์ทางการแพทย์หลายปีของผม หากหัวใจของผู้ป่วยหยุดเต้นเป็นเวลานานขนาดนี้ แม้จะช่วยให้ฟื้นคืนมาได้ก็มีโอกาสสูงมากที่จะกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา ขอถามปรมาจารย์ ท่านแน่ใจหรือไม่ว่าสามารถช่วยให้เธอฟื้นขึ้นมาได้จริง”
อาจารย์เห็นหมอพูดด้วยท่าทีจริงจัง ไม่ได้มีเจตนาเสียดสีจึงไม่ปิดบัง
“มนุษย์เป็นมนุษย์ได้เพราะมีเลือดเนื้อและมีวิญญาณ พวกคุณสามารถรักษาร่างกาย แต่ฉันสามารถช่วยดึงสามวิญญาณเจ็ดจิตให้กลับคืนมาได้ ตราบใดที่ร่างกายไม่ได้ถูกทำลายจนไม่สามารถรองรับวิญญาณได้ หากดวงจิตคืนสู่ร่าง เจ้าของร่างย่อมฟื้นคืนมาได้ ขอลา!” พูดจบ อาจารย์ยกมือคารวะเบาๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป
ผมเองก็พยักหน้าให้หมอเจ้าของไข้เล็กน้อยก่อนจะรีบเดินตามอาจารย์ออกไป
ตอนนี้เอง ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าอาจารย์ของผมยอดเยี่ยมเพียงใด
แต่ก่อนผมอยากเป็นหมอ ไม่ใช่แค่เพราะต้องการช่วยชีวิตคน แต่เพราะอยากหาเงินด้วย
แต่ตอนนี้การเป็นคนเก็บศพก็ช่วยชีวิตคนได้เหมือนกัน แถมยังสามารถช่วยในสิ่งที่แพทย์ทำไม่ได้ และได้เงินที่หมอหาไม่ได้อีกด้วย
นี่ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในระดับที่สูงขึ้นไปอีกขั้น
ผมเริ่มมองอาชีพนี้ด้วยสายตาที่ต่างออกไป รู้สึกมีความหวังและความมุ่งมั่นมากขึ้น
และที่สำคัญ ผมยิ่งเคารพอาจารย์มากขึ้นกว่าเดิม
หลังจากนั้นผมกับอาจารย์ลงไปที่ชั้นล่าง
เราเดินไปยังห้องพักผู้ป่วยทั่วไปเพื่อดูอาการของเฉินเฟิง เพื่อนร่วมชั้นอีกคนหนึ่ง
แต่เมื่อเราถามพยาบาลที่เฝ้าเวรอยู่ กลับพบว่า…
เฉินเฟิงเสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่หนึ่งชั่วโมงก่อน
ศพของเขาถูกส่งไปยังวัดเรียบร้อยแล้ว
แม้แต่อาจารย์ก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้อีก
ท่านเพียงแค่ถอนหายใจเบาๆ ก่อนกล่าวว่า “นี่คือชะตากรรม…”
เมื่อเราออกจากโรงพยาบาล ท้องฟ้าก็มืดแล้ว
ผมหันไปถามอาจารย์ “อาจารย์ เราจะทำยังไงต่อ เราจะหาสามวิญญาณเจ็ดจิตของหลี่เสี่ยวหมิ่นได้ที่ไหน”
อาจารย์ฟังแล้ว สีหน้าพลันมืดครึ้มลง “จากที่หลี่เชาไห่เล่ามา เด็กสาวคนนั้นน่าจะเจอเข้ากับบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ควรเจอ วิญญาณของเธอถูกดึงออกจากร่าง และยังคงติดอยู่ที่ไหนสักแห่ง นั่นจึงเป็นเหตุให้วิญญาณของเธอไม่สามารถกลับคืนร่างได้
“หากไม่ใช่เพราะเด็กคนนี้มีบุญวาสนาและดวงชะตาแข็งแกร่งคงตายไปนานแล้ว ภารกิจของเราตอนนี้คือไปยังสถานที่ที่พวกเธอไปตั้งแคมป์ ด้วยเส้นผมและเล็บของเธอ เราน่าจะหาตำแหน่งของวิญญาณเธอได้ไม่ยาก”
ผมพยักหน้ารับ “เข้าใจแล้ว เดี๋ยวผมเรียกรถก่อน”
พูดจบ ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อเรียกรถโดยสาร ขณะเดียวกันก็พึมพำกับตัวเอง “พวกเขาไปตั้งแคมป์กันที่เนินเขาสิบลี้ทางตะวันออกของเมืองสินะ”
อาจารย์พยักหน้า “ที่นั่นเมื่อก่อนเคยเป็นหลุมฝังศพหมู่ ศพไร้ญาติจำนวนมากถูกทิ้งไว้ที่นั่น รวมถึงนักโทษที่ถูกประหารด้วย นานวันเข้าก็กลายเป็นสุสานร้างที่เต็มไปด้วยพลังอาฆาต เด็กพวกนั้นกินอิ่มจนไม่มีอะไรทำสินะ ถึงได้เลือกไปตั้งแคมป์ที่นั่น…”
อาจารย์พูดอย่างไม่สบอารมณ์
ผมเลือกจุดหมายปลายทางบนแอปพลิเคชันและกดยืนยัน
ประมาณสี่ถึงห้านาที รถก็มาถึง
และนี่เป็นครั้งแรกที่ผมออกไปทำงานภาคสนามพร้อมกับอาจารย์…