ขาดทุนไม่อั้น ขอแค่ฉันได้เป็นเศรษฐี - บทที่ 1103 จับตาดูอาจารย์เฉียว!
ตามหลักแล้วเขาต้องคอยเฝ้าระวัง แต่เมิ่งชั่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องระวังอะไรยังไง
หลังจากบอสเผยออกประกาศแจ้งกิจการที่เกี่ยวข้อง และสัญญาว่าเขาจะยังได้ค่าคอมมิชชันในกรณีที่ข้อมูลรั่วจากภายในบริษัท
เมิ่งชั่งก็รู้สึกว่าโอกาสเกิดปัญหาภายในเถิงต๋านั้นมีน้อยมากจนเรียกได้ว่าแทบจะไม่มีเลย
แล้วเขายังต้องระวังอะไรอีก
จะให้เขามุดเข้าสายอินเทอร์เน็ตไปไล่บีบคอผู้เล่นแล้วบอกว่า ‘ห้ามคุยกันเรื่องคอร์สสร้างแรงบันดาลใจ’ เหรอ เป็นไปไม่ได้หรอก
คำถามนี้ทำเผยเชียนผงะไป
ต้องระวังยังไงเหรอ
ถ้าฉันรู้ ทำไมฉันยังต้องมานั่งคิดหาวิธีผลาญเงินทุกวันๆ ต้องมานั่งอ่านรายงานจากกิจการต่างๆ ต้องมาคอยอัปเดตสถานการณ์กับพวกผู้ปัดงานฝึกผลาญด้วย
คิดเองให้ได้สิ! ฉันใจดีมากแล้วที่อุตส่าห์เตือนแก!
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เผยเชียนก็พูดขึ้น “ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ลองกลับไปคิดดูให้ดีว่ามีช่องโหว่อะไรรึเปล่า
ถ้าเกิดอะไรขึ้น อย่ามาโทษคนอื่นที่ตัวเองไม่ได้ค่าคอมมิชชันแล้วกัน ถือว่าผมเตือนคุณแล้ว”
หลังจากวางสาย เมิ่งชั่งก็จ้องมือถือและตกสู่ภวังค์ความคิด
เขาสงสัยว่าบอสเผยน่าจะเล็งเห็นถึงปัญหาแต่จงใจไม่บอก ซึ่งก็ถือว่าเข้าใจได้ เพราะผลประโยชน์ของบอสเผยสวนทางกับของเขา
แค่บอสโทรมาเตือนก็ถือว่าใจดีมากแล้ว ไม่สามารถหวังอะไรไปมากกว่านี้ได้
แต่…ปัญหาคืออะไรล่ะ
ภายในเถิงต๋าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะงั้นเขาต้องโฟกัสที่โลกภายนอกและคอมมูนิตี้ผู้เล่น
โดยเฉพาะ DLC กลับเกิดชั่วกัปกัลป์ที่กำหนดลงตารางการพัฒนาแล้ว เห็นว่าพวกเขามีไอเดียคร่าวๆ ในการร่างแบบแล้วด้วย
ถ้าในอนาคตอันใกล้จะมีปัญหาอะไรก็น่าจะเกี่ยวข้องกับโปรเจ็กต์นี้
นี่คืออีกหนึ่งโปรเจ็กต์เกม…
เมิ่งชั่งคิดอยู่ครู่ใหญ่ ทันใดนั้นความคิดหนึ่งก็แวบขึ้นมาในหัว ร่างของบุคคลอันตรายระดับรหัสแดงปรากฏขึ้นในใจ
อาจารย์เฉียว!
ถ้าพูดถึงเรื่องเกม จะลืมอาจารย์เฉียวได้ยังไง
ต้องบอกก่อนว่าหลายเกมของเถิงต๋าเป็นที่นิยมก็เพราะอาจารย์เฉียวแนะนำ
แม้ว่าเกมของเถิงต๋าจะโด่งดังมากขึ้นและอิทธิพลของอาจารย์เฉียวไม่ได้ชัดเจนเหมือนเมื่อก่อน แต่เขาก็ยังทำหน้าที่เป็นตัวจุดชนวนและต้องถูกจับตาเฝ้าระวัง
ยิ่งคิดเมิ่งชั่งก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองทำพลาดครั้งใหญ่ที่ไม่ใช้มาตรการใดๆ ป้องกันอาจารย์เฉียว
ถ้าบอสเผยไม่มาเตือน โลกอาจกลับตาลปัตรในอีกสองวันข้างหน้า ระหว่างที่เขากำลังวิ่งเล่นในทุ่งลาเวนเดอร์
เขาต้องปล่อยมาตรการที่จำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้อาจารย์เฉียวเข้ามายุ่งเรื่องนี้ จะดีที่สุดถ้าป้องกันไปได้จนถึงสิ้นเดือน
ถึงจะนานขนาดนั้นไม่ได้ อย่างน้อยช่วยให้รอดไปได้จนถึงสัปดาห์หน้าก็พอ!
แต่จะทำยังไงล่ะ
สั่งให้อาจารย์เฉียวหุบปากเหรอ
ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ แถมจะยิ่งดูมีพิรุธ
เอาเงินฟาดหัวไม่ให้อาจารย์เฉียวออกมาพูดอะไรเกี่ยวกับกลับเกิดชั่วกัปกัลป์งี้เหรอ
ปัญหาคือเงินปิดปากนับเป็นค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์ไม่ได้เนี่ยสิ
ถ้าจะให้ควักเงินตัวเองจ่าย อาจารย์เฉียวก็ไม่น่าจะเหลียวแลเงินแค่เล็กน้อยในกระเป๋าของเขา
นอกจากนั้นเงินเดือนพื้นฐานที่ได้ก็ใช้จ่ายในแต่ละเดือนแทบไม่พอ แทบเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะมีเงินเก็บสำรอง ถึงจะมี เขาก็ทำใจควักออกมาจ่ายให้เรื่องนี้ไม่ได้
ดังนั้นเขาต้องคิดมาตรการที่อยู่ในขอบเขตของงบประชาสัมพันธ์
เมิ่งชั่งเค้นหัวคิดอย่างรวดเร็ว
ซ่อนไม่ได้แต่เบนความสนใจได้
เขาจะใช้งบประชาสัมพันธ์ส่วนหนึ่งเบนความสนใจอาจารย์เฉียวไปทิศทางอื่น ทำแบบนี้อีกฝ่ายก็ไม่น่าจะมีแรงหรือเวลามาสนใจกลับเกิดชั่วกัปกัลป์
แล้วจะเบนความสนใจไปทางไหนดี…
ทันใดนั้นเมิ่งชั่งก็นึกทางดีๆ ได้ ซึ่งก็คือโปรเจ็กต์ VR ของฉือสิงสตูดิโอและเกมใหม่ Animal Island ที่กำลังพัฒนาอยู่!
ฉือสิงสตูดิโอได้ทุนจากเถิงต๋า คงไม่มากเกินไปถ้าฝ่ายโฆษณาของเถิงต๋าจะควักเงินส่วนหนึ่งช่วยประชาสัมพันธ์ให้ล่วงหน้า
แน่นอนว่าในอนาคตพวกเขาต้องโปรโมต Animal Island อยู่แล้ว ถึงตอนนั้นแค่เมิ่งชั่งไม่เลือกโปรเจ็กต์นี้และไปเลือกโปรเจ็กต์อื่นก็จบปัญหา
เมิ่งชั่งคิดว่าการทิ้งโปรเจ็กต์ที่มีโอกาสประสบความสำเร็จเพื่อเก็บค่าคอมมิชชันเดือนนี้เป็นสิ่งที่คุ้มค่ามาก
แถมอาจารย์เฉียวยังคลั่งไคล้เรื่องเกมมาก ถ้าให้เขาลองเล่นเกม VR ใหม่ของเถิงต๋าก่อน เขาต้องดีใจมากๆ แน่
ถ้าให้เหตุผลว่าโปรเจ็กต์นี้ต้องเก็บเป็นความลับ แล้วให้อาจารย์เฉียวหมกมุ่นอยู่กับเกมนี้ไปจนถึงสิ้นเดือนและตัดขาดจากโลกภายนอกให้ได้มากที่สุด
เขาก็บรรลุเป้าหมายที่ต้องการได้อย่างสมบูรณ์แบบเลยไม่ใช่เหรอ
ยิ่งคิดเมิ่งชั่งก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นวิธีที่เหมาะมาก เขารีบถามความคืบหน้าการพัฒนาเกม VR ทันที
ตอนนี้งานต่างๆ ของฉือสิงสตูดิโอคืบหน้าไปอย่างเป็นระเบียบ ตัวเดโม่แรกของ Animal Island พร้อมให้ทดลองเล่นแล้ว
ถึงแว่น VR จะยังสร้างไม่เสร็จ แต่ก็ลองเล่นเกมได้โดยใช้แว่น VR จากต่างประเทศ
เพราะการพัฒนาและทดสอบเกม Animal Island จำเป็นต้องใช้แว่น VR
เป็นไปไม่ได้เลยที่จะรอให้แว่น VR ของเฉินฮว่าพัฒนาเสร็จก่อนแล้วค่อยเริ่มพัฒนาเกม ทำแบบนั้นจะยิ่งล่าช้าไปกันใหญ่
ดังนั้นเมิ่งชั่งจึงวางแผนว่าจะคุยกับฉือสิงสตูดิโอก่อน บอกว่าอาจารย์เฉียวสนใจอยากทดสอบเกม VR ใหม่และให้คำแนะนำ
จากนั้นก็ค่อยไปบอกอาจารย์เฉียวว่าฉือสิงสตูดิโอกำลังพัฒนาเกม VR อยู่ อยากเชิญให้เขาไปเป็นผู้ทดสอบเกมพิเศษ
โดยต้องตัดขาดจากโลกภายนอกระยะหนึ่งเพื่อช่วยให้คำแนะนำเกม ซึ่งจะมีค่าตอบแทนพิเศษให้ด้วย
แบบนี้ก็จะคล้ายๆ มุก ‘ลูกเขยของบิลล์ เกตส์’
ข้อแตกต่างเดียวคือมุกที่ว่านั้นไร้สาระและเป็นไปไม่ได้ แต่แผนของเมิ่งชั่งเป็นไปได้และมีโอกาสสำเร็จเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์!
เมิ่งชั่งรีบลงมือทันทีโดยแวะไปที่ฉือสิงสตูดิโอ
เรื่องนี้ล่าช้าไม่ได้ ทุกๆ วันที่ล่าช้าออกไปเท่ากับต้องเสี่ยงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งวัน
อาจารย์เฉียวเป็นภัยคุกคามใหญ่ต่อค่าคอมมิชชันของเมิ่งชั่ง เขาปล่อยให้หมอนั่นเดินเตร่อยู่ด้านนอกไม่ได้ ต้องรีบจับขังกรงให้เร็วที่สุดเพื่อให้ตัวเองสบายใจ!
…
…
วันพฤหัสที่ 14 มิถุนายน
คอร์สสร้างแรงบันดาลใจของเว็บจงเตี่ยนจงเหวิน
หยูเฟย นักเขียนนิยายต้นฉบับกลับเกิดชั่วกัปกัลป์นั่งอยู่ในโซนทำงาน เขากำลังแก้พล็อตหน้านิ่วคิ้วขมวด
โซนทำงานที่ก่อนหน้านี้แทบไม่มีคนมีคนนั่งอยู่เกินกว่าครึ่ง
นอกจากชุยเกิ่งและอีกสองคนที่นิยายได้นำไปดัดแปลงแล้ว นักเขียนคนอื่นๆ ในคอร์สสร้างแรงบันดาลใจก็กำลังง่วนอยู่กับการเขียนงานเช่นกัน!
บางคนกำลังเกลางาน บางคนกำลังวางโครงเรื่องใหม่ บางคนอยากปั่นงานนี้ให้จบไว้ๆ เพื่อไปเริ่มเรื่องใหม่
บรรยากาศของคอร์สสร้างแรงบันดาลใจพลิกจากหลังเท้าเป็นหน้ามือ!
ชัดเจนว่าบอสเผยได้มอบชีวิตและเติมพลังให้กับคอร์สสร้างแรงบันดาลใจ
ก่อนหน้านี้ทุกคนเขียนงานเพื่อค่าลิขสิทธิ์ ตอนแรกก็ค่อนข้างกระตือรือร้นดี แต่ไม่นานก็เริ่มสูญเสียเป้าหมายไป
เพราะไม่ว่าจะพยายามขนาดไหน ก็ยากที่จะสร้างความก้าวหน้าเมื่อค่าตอบแทนถูกกำหนดไว้แล้ว เป็นธรรมดาที่เหล่านักเขียนจะเริ่มขี้เกียจกัน
แต่การนำผลงานไปดัดแปลงทำให้เหล่านักเขียนเห็นแสงสว่าง
ในเมื่อพวกเขาทำได้ ถ้าพยายามเต็มที่ ฉันก็ต้องทำได้เหมือนกัน!
ดังนั้นทุกคนจึงพบเป้าหมายที่จะมุ่งหน้าไขว่คว้าอีกครั้ง นักเขียนจึงเริ่มเข้ามานั่งเขียนงานอย่างจริงจังในโซนทำงานกันมากขึ้น
หยูเฟยขยันขันแข็งเป็นพิเศษ
เพราะยืนยันแล้วว่าฝ่ายเกมเถิงต๋าจะนำกลับเกิดชั่วกัปกัลป์ไปดัดแปลงเป็น DLC ของกลับใจคือฟากฝั่ง
บอสเผยถึงกับช่วยออกแบบอะไรหลายๆ อย่างให้โดยเฉพาะในการประชุมครั้งล่าสุด ทำให้หยูเฟยซึ่งเป็นแฟนเกมกลับใจคือฟากฝั่งรู้สึกตื่นเต้นมาก
ในฐานะนักเขียน นี่คือสิ่งที่ทำให้มีความสุขที่สุดในโลก
ผลงานของเขาได้รับการยอมรับจากออฟฟิเชียล แถมยังนำไปพัฒนาเป็นเนื้อหาเสริมของเกมอย่างเป็นทางการ
ถึงขั้นปรับระบบการเล่นให้ตรงกับเนื้อในผลงานเพื่อให้เกมกับนิยายสอดคล้องกันมากขึ้น แค่นี้ก็สุดยอดมากแล้ว!
ดังนั้นหยูเฟยจึงต้องแน่ใจว่าเนื้อหาของนิยายจะสมบูรณ์แบบและไม่ไปฉุดเกมลง
หลังจากแก้ไขพล็อตไปได้สักพัก หยูเฟยก็เอนหลังยืดเส้นยืดสาย ก่อนจะยกกาแฟขึ้นจิบให้ตัวเองสดชื่น
ระหว่างพักเบรกเขาเปิดกลุ่มแฟนคลับเช็กดูว่าพวกเขาคุยอะไรกันด้วยความเคยชิน
“หืม เหมือนว่าไอ้นักเขียนจอมอู้กำลังไล่แก้เนื้อหาของกลับเกิดชั่วกัปกัลป์อยู่แฮะ”
“จริงเหรอ รู้ได้ไง”
“ฉันไม่มีอะไรทำเลยไปไล่อ่านใหม่อีกรอบ แต่จู่ๆ แอปก็แจ้งว่าเนื้อหาในบทมีอัปเดตใหม่ พอรีเฟรชดูก็พบว่าโครงเรื่องเปลี่ยนใหม่ไม่เหลือเค้าเดิม…”
“ใช่ๆ เนื้อหาที่ฉันเคยเซฟเก็บไว้ไม่อยู่แล้ว ต้องเซฟใหม่ แถมเนื้อหายังเปลี่ยนจากเดิมหลายจุด ในร้อยบทแรกน่าจะแก้อย่างน้อยหกสิบบท…”
“แบบนั้นก็เท่ากับเขียนใหม่เลยไม่ใช่เหรอ”
“ก็ไม่ใช่ซะทีเดียว บางบทแค่แก้บทพูดกับชื่อสิ่งของ ไม่ได้กระทบกับโครงเรื่อง มีแค่ไม่กี่บทที่เป็นการปรับโครงเรื่องครั้งใหญ่”
“โคตรลงทุนเลย! อันที่จริงใครที่เคยเขียนหนังสือจะรู้ดีว่าการแก้เนื้อหาชวนปวดหัวกว่าเขียนเล่มใหม่อีก
เพราะถ้าเขียนเล่มใหม่ก็เหมือนเริ่มวาดภาพใหม่บนกระดาษขาว ซึ่งทำได้โดยแทบไม่มีข้อจำกัด
แต่ถ้ากลับมาแก้เนื้อหาใหม่ก็ต้องใส่ใจบริบท โครงเรื่อง และปมต่างๆ ที่ทิ้งไว้ในแต่ละตอน เหมือนกับการแก้กองสายไฟที่พันกันยุ่งเหยิง โคตรทรมาน!”
“งั้นคนเขียนบ้าไปแล้วรึเปล่า… นิยายเรื่องนี้จำเป็นต้องแก้อะไรด้วยเหรอ”
“ฉันก็ไม่คิดว่าจำเป็นต้องแก้ นิยายเรื่องนี้ไม่ถือว่าแย่ แค่ไม่เข้ากับรูปแบบเว็บโนเวล
จากมุมมองของผู้เล่นเกมกลับใจคือฟากฝั่ง ฉันให้คะแนนเรื่องนี้แปดสิบคะแนน
ถึงจะแก้ใหม่ครั้งใหญ่ก็แค่ดึงคะแนนจากแปดสิบขึ้นไปเป็นแปดสิบห้าหรือเก้าสิบ แต่ถึงจะดึงคะแนนขึ้นไปเป็นเก้าสิบก็เปล่าประโยชน์ เพราะมีนักอ่านใหม่ไม่เยอะ สัญญาลิขสิทธิ์ที่เซ็นก็จ่ายตามจำนวนคำ ถึงจะกลับมารื้อแก้ใหม่ก็ไม่ได้สร้างรายได้เพิ่ม”
“ฉันว่าถ้าไอ้นักเขียนจอมอู้มีแรงฮึดขนาดนี้ก็น่าจะไปเริ่มเขียนเรื่องใหม่ ไม่เห็นต้องมายึดติดกับเรื่องนี้ที่ผลลัพธ์ตายตัวแล้วเลย”
หลายคนเข้ามาแสดงความคิดเห็น แต่เห็นได้ชัดว่าส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าใจหยูเฟยเลย
เพราะ ‘การรื้อแก้ครั้งใหญ่’ ไม่ใช่สิ่งที่พบบ่อยในวงการเว็บโนเวล การใส่ใจกับเนื้อหาและขัดเกลาให้ออกมาสมบูรณ์ที่สุดให้ผลตอบแทนไม่ดีเท่าการขยันลงเยอะๆ
เขาควรผลิตเนื้อหาใหม่ออกมาเพิ่ม แทนที่จะลงแรงทำสิ่งที่คนไม่เห็นค่า
หยูเฟยถือเป็นนักเขียนตัวท็อปของเว็บจงเตี่ยนจงเหวิน เขาย่อมรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว แต่ก็ยังตั้งหน้าตั้งตาทำต่อไปอย่างขยันขันแข็ง ไม่คิดจะหยุดมือ
การกระทำของเขาทำให้ผู้อ่านหน้าเก่างงไปตามๆ กัน
หยูเฟยอดผุดยิ้มขึ้นมาไม่ได้
เขาอยากบอกข่าวดีเรื่องผลงานถูกนำไปดัดแปลงกับผู้อ่านใจจะขาด!
แต่บอสเผยบอกว่าให้เก็บเป็นความลับ นักเขียนของเว็บจงเตี่ยนจงเหวินจึงต้องทำตามกฎ
ดังนั้นหยูเฟยจึงตัดสินใจไม่ตอบโต้และจดจ่อกับการแก้งานต่อไป เพราะยังไงชาวเน็ตก็ฉลาดกันจะตาย เดี๋ยวพวกเขาก็เดาออกเองไม่ช้าก็เร็ว